เปิดประเทศ: ชีวิต โอกาส ความหวัง ของคนเล็ก ๆ ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว หลัง 1 พ.ย.

4 อาชีพ

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

    • Author, เรื่องโดย พศิกา เขินอำนวย และ สมิตานัน หยงสตาร์ ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
    • Role, วิดีโอโดย ภานุมาศ สงวนวงษ์

จากสถิติสูงสุดในปี 2562 ที่มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติกว่า 39 ล้านคนเดินทางเข้าไทย สร้างรายได้ 1.9 ล้านล้านบาท คนในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวต้องเผชิญ "จุดต่ำสุด" หลังเกิดการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ตั้งแต่ปี 2563

แนวคิดของรัฐไทยในการกดยอดผู้ติดเชื้อให้เป็นศูนย์ ทำให้ตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติกลายเป็นศูนย์ตามไปด้วย ส่งผลให้คนในภาคธุรกิจท่องเที่ยวต้องเผชิญภาวะงานหาย รายได้หาย และไปถึงขั้นกิจการบางส่วนต้องล้มหายตายจากไป

ล่าสุดรัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นำเสนอแนวคิดใหม่ แนะคนไทยหาทาง "อยู่ร่วมกับโควิด-19" ให้ได้ ประกาศเปิดประเทศเพื่อเปิดเศรษฐกิจ ผ่อนคลายให้ผู้ที่ฉีดวัคซีนครบโดสแล้วจาก 45 ประเทศ และเขตปกครองพิเศษฮ่องกง เดินทางเข้าไทยได้ตั้งแต่ 1 พ.ย.

"นี่จึงเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมอย่างยิ่ง ที่เราจะเริ่มเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวให้เข้าประเทศไทยได้โดยไม่ต้องกักตัว" คือส่วนหนึ่งจากแถลงการณ์เปิดประเทศของ พล.อ. ประยุทธ์ ที่แจ้งต่อประชาชนชาวไทยในช่วงหัวค่ำของ 11 ต.ค.

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ประมาณการว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว 5 เดือนข้างหน้า (พ.ย. 2564-มี.ค. 2565) จำนวน 1.1 ล้านคน สร้างรายได้ประมาณ 1 แสนล้านบาท

ทว่าประชาชนใน 17 จังหวัดที่ถูกกำหนดให้เป็นพื้นที่นำร่องท่องเที่ยวถึง 92.4% มีความกังวลใจต่อการเปิดประเทศ ตามผลสำรวจความคิดเห็นที่จัดทำโดยกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ในระหว่างวันที่ 14-25 ต.ค. โดย 75.8% หวั่นว่าจะเกิดการระบาดระลอกใหม่

บีบีซีไทยสนทนากับคนตัวเล็ก ๆ จาก 4 สาขาอาชีพที่อยู่ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว เกี่ยวกับชีวิตยุคโควิด โอกาส และความหวังหลังเปิดประเทศ

คำบรรยายวิดีโอ, ชีวิต โอกาส ความหวังของคนเล็ก ๆ ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในวันเปิดประเทศ 1 พ.ย.

"บ้านหลังที่หนึ่ง" ของโชเฟอร์วัย 70 กับ "ภาพจำแท็กซี่ยุคโควิด"

ในขณะที่ผู้คน "อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ" ตามคำขวัญรณรงค์ของทางการเพื่อหยุดยั้งการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 สง่า ถาวร คนขับรถแท็กซี่ชาวศรีสะเกษ ใช้ชีวิตส่วนใหญ่ในยานพาหนะสีชมพู ซึ่งเขาเปรียบเปรยเป็น "บ้านหลังที่หนึ่ง" ขับวนไปบนถนนรอบกรุงเทพฯ ตามแต่ผู้โดยสารจะว่าจ้าง

"มันอยู่ในรถทุกวัน ปีที่แล้ว ผมวิ่ง 365 วันไม่ได้หยุด" สง่าเล่า

แม้เป็นกลุ่มเสี่ยงสูง-อ่อนไหวต่อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ เนื่องจากอายุย่างเข้า 70 ปี และยังมีโรคประจำตัวเป็นหอบหืด แต่เขายังคงออกวิ่งรถเพื่อหาค่าอาหาร 3 มื้อ ค่าเช่าบ้าน และเก็บเงินสะสมส่งให้ครอบครัว

"กลัวก็ต้องทำ มันไม่มีกิน... ที่บ้านก็ห่วงมากเลย คนมีอายุมันติดง่าย ผมก็ต้องระวังตัวเอง มีสเปรย์ มีอะไรในรถหมด เจลอะไรทาหมด"

ก่อนยุคโรคระบาด สง่าเช่ารถวิ่งกะกลางคืน ออกจากอู่รถย่านพระราม 4 ไปประจำการอยู่เส้นถนนสุขุมวิทเพื่อรับลูกค้าทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ เมื่อหักค่าใช้จ่ายรายวันแล้ว ยังมีเงินเหลือ 400-500 บาท กระทั่งปลายปี 2563 เพื่อนร่วมอู่ทยอยกลับภูมิลำเนาเพื่อประหยัดค่ากินอยู่ในเมืองหลวง ทำให้รถเหลือเกินจำนวนคนเช่า เถ้าแก่จึงทั้งลดค่าเช่าและให้โชเฟอร์นำรถไปขับควงกะได้ทั้งวัน แต่นั่นไม่ได้หมายถึงรายได้ที่เพิ่มขึ้น

"ผู้โดยสารน้อยมาก วิ่ง 2 ชั่วโมง ก็ยังไม่เจอผู้โดยสารสักทีครับ ได้เงิน 300 บาท เติมแก๊สไป 100 กว่าแล้ว ก็ยังไม่พอกิน"

"โอ้ย... มันแย่ทุกวัน บางทีวิ่งตี 5 ไปเลิก 2-3 ทุ่ม มันเหนื่อยหน่อยก็ต้องทนเอา จอดพักบ้างอะไรบ้าง เป็นของธรรมดาครับ ผู้สูงวัยมันก็เหนื่อย"

ลุง

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, สง่าขับแท็กซี่ตั้งแต่อายุ 25 ปีเพื่อหาเลี่ยงปากท้อง

ตลอด 44 ปีที่ขับรถรับจ้างสาธารณะ ชายสูงวัยไม่เคยเห็นถนนร้างไร้ผู้คนขนาดนี้มาก่อน ในระหว่างขับรถตระเวนหาลูกค้าซึ่งไม่รู้จะมาเมื่อไร เขามักเปิดรายการธรรมะ หรือฟังบทสวดมนต์ชินบัญชร เพื่อปลุกขวัญ-เสริมกำลังใจให้ตัวเอง แม้หาเงินไม่ได้ก็วิ่งต่อไป เพราะ "คนอื่นเขาก็ไม่ได้เหมือนกัน" บางวันไม่ได้เงิน แต่โชคดีได้ "อาหารชั้นดี" เป็นข้าวกล่องที่ผู้ใจบุญนำมาแบ่งปันให้ผู้ด้อยโอกาส

"บางครั้งขับผ่านไปเจอ เขาโบกรถ เราก็ได้ (ข้าวกล่อง) ผมก็โอว ดีใจ กระเพราไก่มีไข่ดาวด้วย ขอบพระคุณมากครับ" เขาเล่าพลางยกมือไหว้ขอบคุณผู้ใจบุญที่เขาไม่รู้จักชื่อ

รายได้ประจำเพียงแหล่งเดียวของผู้ขับรถรับจ้างคือเบี้ยยังชีพผู้อายุ 600 บาท ทว่าในอีกไม่กี่วันข้างหน้า เขาจะมีโอกาส "กำเงินหมื่น" เป็นเงินเยียวยาแท็กซี่และวินมอเตอร์ไซค์ อายุ 65 ปีขึ้นไป ในพื้นที่ 29 จังหวัดสีแดง

สัปดาห์สุดท้ายก่อนเปิดประเทศ สง่าได้ยินข่าวจากโชเฟอร์ร่วมอู่ว่าหลังรัฐบาลยกเลิกเคอร์ฟิว เถ้าแก่อาจปรับขึ้นค่าเช่ารถ จึงคาดหวังว่าถ้านักท่องเที่ยวเข้ามาได้ การหาเงินทองของคนหาเช้ากินค่ำอาจพอกระเตื้องขึ้นบ้าง

"อาชีพของผมคือขับแท็กซี่มาตลอด ไม่มีอาชีพอย่างอื่น มันหมดที่จะทำอย่างอื่นได้แล้ว เราก็ใช้ร่างกายให้เป็นประโยชน์ พอทำได้ก็เอา... ครอบครัวมันไม่ได้คาบช้อนเงินช้อนทองมาก็อย่างนี้ล่ะครับ" สง่ากล่าวทิ้งท้าย

สหกรณ์บวรแท็กซี่ต้องเช่าที่ดินราว 1 ไร่ ภายในซอยบางแวก 6 เขตภาษีเจริญ ตั้งแต่เดือน ก.พ. 2564 เพื่อจอดรถแท็กซี่กว่า 200 คัน

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, สหกรณ์บวรแท็กซี่ต้องเช่าที่ดินราว 1 ไร่ ภายในซอยบางแวก 6 เขตภาษีเจริญ ตั้งแต่เดือน ก.พ. 2564 เพื่อจอดรถแท็กซี่กว่า 200 คัน

นอกจากความลำบากของพลขับ ผู้ครอบครองรถแท็กซี่เองก็กำลังกระอักหนักกับพิษโควิด-19 หนึ่งในนั้นคือสหกรณ์บวรแท็กซี่-ราชพฤกษ์แท็กซี่ที่ต้องนำรถราว 2,000 คัน กระจายไปจอดตามที่ต่าง ๆ เหลือวิ่งบนท้องถนนไม่ถึง 1,000 คัน ในเวลาเกือบ 2 ปีนับจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19

จากปลายปี 2563 ที่มีโชเฟอร์นำรถมาคืน 1-2 คัน/วัน พอเข้าสู่เดือน มี.ค.-เม.ย. 2564 เริ่มมีสมาชิกนำรถมาคืนทุกวัน ๆ พร้อม ๆ กัน จนยอดสะสมพุ่งสู่หลักพันคัน สร้างหนี้ก้อนโตให้แก่สหกรณ์

"มันเยอะขึ้น จนเรารู้สึกว่าอุ้ย ไฟแนนซ์ก็เร่งรัด ค่าใช้จ่ายก็เพิ่มขึ้น แต่รายได้เราน้อยลง นี่คือช่วงกลางปีที่แล้ว แบบโอ้ย... ไม่ไหวแล้วนะ" นฤมล รัศมีจีรวิไลย ผู้จัดการสหกรณ์บวรแท็กซี่ จำกัด กล่าว

ข้อมูลจากที่ปรึกษาสหกรณ์บวร-ราชพฤกษ์แท็กซี่ที่เปิดเผยต่อสาธารณะระบุว่า รถแต่ละคันยังติดไฟแนนซ์อยู่ 5-8 แสนบาท นั่นหมายความว่าสหกรณ์ซึ่งครอบครองรถ 3,000 คัน ต้องแบกรับภาระหนี้สินถึง 15,000-24,000 ล้านบาท

"เขา (รัฐบาล) หยุดพักหนี้ให้ แต่ไม่ได้พักดอกเบี้ย เขาพัก 6 เดือน แต่รถเราจอดเป็นปี ก็ต้องเอาเงินสหกรณ์หมุนเวียนไปจ่ายไฟแนนซ์ พอไม่มีเงินจ่าย ก็ต้องยุติ ก็เกิดดอกเบี้ยอีก" นฤมลแจกแจง

เหตุผลในการคืนรถที่ผู้จัดการสาวได้ยินทุกวันจนจำขึ้นใจคือ กลัวติดโควิด หรือวิ่งรถแล้วหาเงินไม่ได้ ไม่คุ้มกับค่างวด/ค่าเช่า แม้สหกรณ์จะช่วยเหลือสมาชิกด้วยการลดค่างวดเหลือ 300-500 บาท/วัน จากเดิม 850-1,000 บาท/วัน แล้วก็ตาม นอกจากนี้ยังมีโชเฟอร์บางรายทิ้งรถไปดื้อ ๆ โดยไม่แจ้งเหตุผล ไม่มีกระทั่งคำลา

รถแท็กซี่ที่จอดไว้เป็นแรมปี จำเป็นต้องเปลี่ยนยาง 4 เส้น เปลี่ยนแบตเตอรี ทำผ้าเบรคใหม่ ถ่ายน้ำมันเครื่องและน้ำมันเกียร์ และเก็บสี ก่อนปล่อยให้สมาชิกเช่าขับ

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, รถแท็กซี่ที่จอดไว้เป็นแรมปี จำเป็นต้องเปลี่ยนยาง 4 เส้น เปลี่ยนแบตเตอรี ทำผ้าเบรคใหม่ ถ่ายน้ำมันเครื่องและน้ำมันเกียร์ และเก็บสี ก่อนปล่อยให้สมาชิกเช่าขับ

ยอด "รถไร้พลขับ" ของสหกรณ์บวรแท็กซี่ ทำให้เกิด "ภาพจำแท็กซี่ยุคโควิด" บนพื้นที่รกร้างภายในซอยบางแวก 6 เขตภาษีเจริญ ที่ได้รับการแผ้วถางให้เป็น "ลานจอดรถถาวร" ของทางสหกรณ์ ก่อนที่รถซึ่งจอดแน่นิ่งเป็นแรมปีจะกลายสภาพเป็นแปลงปลูกพืชผักสวนครัวบนหลังคา และบ่อเลี้ยงกบในยางรถ

"ประธาน (สหกรณ์) เขาอาจเห็นว่าสภาพรถเหมือนตายเป็นซาก รถราคาล้านกว่าบาท อยู่ดี ๆ ต้องมาปลูกผักเพราะอะไร ไม่มีสมาชิกมาออก เขาอาจคิดว่าอยากให้รัฐบาลเห็นว่ารถมันจอดอย่างนี้ เอามาปลูกผักยังทำประโยชน์ได้มากกว่า ดีกว่าจอดทิ้งไว้เปล่า ๆ" นฤมลระบุ

อย่างไรก็ตามเมื่อรัฐบาลประกาศเปิดประเทศ 1 พ.ย. ก็เริ่มมีสมาชิกกลับมาออกรถราว 20% ตั้งแต่กลางเดือน ต.ค. โดยสหกรณ์มีต้นทุนเพิ่มจากการต้องฟื้นฟูและซ่อมแซมรถให้กลับมาใช้งานได้ ซึ่งนฤมลประเมินว่ามีค่าใช้จ่ายขั้นต่ำ 20,000-60,000 บาท/คัน เพื่อตรวจเช็คและซ่อมพื้นฐาน 10 รายการ รวมถึงต้องต่อประกันภัย และ พ.ร.บ.รถยนต์

ผู้รอดชีวิตของธุรกิจโฮสเทล

คงไม่มีใครคาดคิดว่าในช่วงชีวิตหนึ่ง จะได้เห็นภาพกรุงเทพฯ ต้องหลับใหล ไม่เว้นกระทั่งตลาดกลางคืนอย่างถนนข้าวสาร ที่เคยคึกคักและคราคร่ำไปด้วยนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ แต่วันนี้กลายเป็นภาพสะท้อนบาดแผลจากโรคระบาดโควิด-19 ที่นอกเหนือไปจากความรุนแรงทางอาการของโรค

"ข้าวสารมันเป็นเหมือนถนนปาร์ตี้อย่างเดียวจริง ๆ ถ้าการไม่ได้ให้กินแอลกอฮอล์ได้ เราก็คิดว่าตัวนักท่องเที่ยวอาจจะไม่กลับมา" วิวรรณ สิริวเสรี เจ้าของ TALES Khaosan โฮลเทลขนาดเล็กที่ตั้งอยู่ห่างจากถนนข้าวสารเพียง 300 เมตร กล่าวถึงแผนเปิดประเทศ แต่ยังไม่เปิดสถานบันเทิงและร้านจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

ถนนข้าวสารเป็นจุดศูนย์กลางที่นักท่องเที่ยวแวะมาพัก ก่อนโดยสารรถตู้ขึ้นเหนือล่องใต้ เมื่อไร้นักท่องเที่ยว ผู้ประกอบการรถประจำทางบางส่วนจึงต้องปิดตัวไปตาม ๆ กัน

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, ถนนข้าวสารเป็นจุดศูนย์กลางที่นักท่องเที่ยวแวะมาพัก ก่อนโดยสารรถตู้ขึ้นเหนือล่องใต้ เมื่อไร้นักท่องเที่ยว ผู้ประกอบการรถประจำทางบางส่วนจึงต้องปิดตัวไปตาม ๆ กัน

ประสบการณ์ของผู้ประกอบการธุรกิจขนาดย่อมซึ่งเริ่มต้นเมื่อปี 2560 ควักทุนประเดิมไป 5 ล้านบาท เนรมิตห้องแถวขนาด 1 คูหา ให้กลายสภาพเป็นเหมือนรถไฟตู้นอน รวม 22 เตียง ตั้งเป้าหมายคืนทุนภายใน 5 ปี ทว่าเกือบทั้งปีที่ 3 ข้ามมาถึงสิ้นปีนี้ เธอต้องกัดฟันสู้กับจำนวนลูกค้าหลักหน่วย หรือเป็นศูนย์ในบางวัน

"แอบคิดเหมือนกันว่าเปิดประเทศแล้ว ถนนข้าวสารมันไม่กลับมาเป็นเหมือนเดิมแล้วจะทำยังไง ก็กลัวอยู่"

"จริง ๆ เหมือนเราโดนรัฐบาลหลอกมาหลายรอบแล้ว เราไม่มั่นใจเลยว่าครั้งนี้มันจะเปิดได้จริงไหม... กลัวว่าถ้าเปิดปุ๊บแล้วมีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น จะปิดอีกรอบไหม ก็มีความไม่มั่นใจอยู่"

โดยปกติ ลูกค้าของโฮสเทลแห่งนี้ 98% เป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ จึงไม่แปลกหากวิวรรณจะกังวลใจต่อมาตรการเปิดประเทศว่าจะดึงดูดนักท่องเที่ยวขาเข้าได้จริงหรือไม่ หลังหน่วยงานของรัฐแนะนำผู้ประกอบการให้ปรับกลยุทธ์หันมารุกตลาดในประเทศช่วงปิดบ้านปิดเมือง แต่นั่นไม่ใช่ทางรอดของธุรกิจโฮสเทล

"เราก็อยากได้นักท่องเที่ยวคนไทยเหมือนกัน แต่พอเป็นโฮสเทล คนไทยหรือคนเอเชียก็ตาม จะไม่ชอบการที่ห้องน้ำรวม หรือนอนรวม ผู้หญิงผู้ชายนอนห้องเดียวกันแล้วรู้สึกประหลาด รู้สึกไม่ปลอดภัย"

ในช่วงต้นของสถานการณ์การระบาดโรคโควิด-19 โฮสเทลหลายแห่งยังมีลูกค้าชาวต่างชาติตกค้าง จากนั้นเมื่อรัฐบาลประกาศปิดประเทศอย่างเป็นทางการ ทุกอย่างก็ "เงียบและร้าง"

วิวรรณบอกว่า คิดถึงลูกค้าโฮสเทลมาก อยากพูดภาษาอังกฤษมากเพราะไม่ได้พูดมาเป็นปีแล้ว อยากถามว่าเป็นยังไง ทำอะไร ไปเที่ยวไหนมาบ้าง คิดถึงการพูดคุยกับลูกค้า

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, วิวรรณบอกว่า คิดถึงลูกค้าโฮสเทลมาก อยากพูดภาษาอังกฤษมากเพราะไม่ได้พูดมาเป็นปีแล้ว อยากถามว่าเป็นยังไง ทำอะไร ไปเที่ยวไหนมาบ้าง คิดถึงการพูดคุยกับลูกค้า

จำนวนลูกค้าเป็นศูนย์ ทำให้ลูกจ้างราว 10 ชีวิตที่สับเปลี่ยนหมุนเวียนกันทำงานในแต่ละวันจำต้องหางานอื่นไปโดยปริยาย ส่วนวิวรรณและน้องสาวต้องช่วยกันทำทุกหน้าที่เพื่อลดต้นทุนค่าแรง ซึ่งเคราะห์ดีของเธอคือเจ้าของอาคารลดค่าเช่าให้ถึง 85%

"ในกรุงเทพฯ เราเห็นโฮสเทลเจ้าใหญ่ ๆ ปิดตัวลงเยอะมาก ก็เสียใจ จิตตกมากเลย เพราะเขาน่าจะไปได้ดีกว่านี้ ก็รู้สึกว่ามีเพื่อนร่วมธุรกิจหายไปเยอะ ยิ่งในข้าวสารแล้ว คือนับโรงได้เลยว่าเหลือไม่กี่โรงแล้ว"

"ปกติโฮสเทลเราสู้กับโฮสเทลด้วยกันเอง แต่ตอนนี้เหมือนเราไปสู้กับพวกโรงแรมสี่ห้าดาวด้วย เขาลดราคาลงมาต่ำมาก... ของเราเริ่มต้นที่เตียงละ 300 (บาท) อยู่แล้ว มันไม่สามารถจะลดลงไปกว่านี้อีกแล้ว"

ทางเลือก-ทางรอดของโรงแรมในช่วงโควิดคือปรับตัวเป็นสถานที่กักตัวทางเลือก (ASQ/ALQ) หรือฮอสปิเทล (Hospitel) ทั้งนี้สมาคมโรงแรมไทยระบุว่าโรงแรมใน กทม. กว่า 100 แห่งปรับตัวเป็นฮฮสปิเทล รวมกว่า 20,000 เตียง แต่นี่ก็ไม่ใช่ทางที่โฮสเทลจะเลือกเป็นได้อีก

อย่างไรก็ตามสถานการณ์ของ TALES Khaosan อาจต่างออกไป เนื่องจากมีบริการคาเฟ่เล็ก ๆ ในชั้นล่าง จึงมีคอกาแฟแวะเวียนมาไม่ขาดสาย นอกจากนี้การออกแบบพื้นที่ใช้สอยด้วยความคิดสร้างสรรค์ยังทำให้เกิดรายได้อีกทางจากการให้บริการเช่าสถานที่ถ่ายภาพ วิวรรณจึงยังไม่ถึงขั้น "เข้าเนื้อ" กับความพยายามประคับประคองธุรกิจที่ก่อร่างมา

แม้ 1 พ.ย. นี้ ไม่กระตุ้นต่อมความหวังของเธอ และมองข้ามไปที่ปี 2565 มากกว่า แต่ในฐานะ "ผู้รอดชีวิต" เพียงไม่รายของธุรกิจโฮสเทล วิวรรณเชื่อว่าจะไปต่อได้ในธุรกิจนี้

"เราแอบมีความมั่นใจว่าฝั่งประเทศยุโรป อเมริกา เขาดูเป็นคนไม่กลัวโควิดเท่าไร เหมือนเราเองก็โหยหาการท่องเที่ยว บางทีเราแค่รู้สึกอยากไปเดินตลาดกระทบไหล่คนบ้าง ลูกค้าต่างชาติก็น่าจะรู้สึกแบบเดียวกัน คิดถึงการได้พูดคุยกับเพื่อนหลากหลายประเทศ คิดว่ายังรอดอยู่ เพราะยังไงมนุษย์ก็เป็นสัตว์สังคม"

โฮสเทล

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, เจ้าของโฮสเทลแห่งนี้ได้ธีมทำพื้นที่ใช้สอยจากแนวคิดที่ว่ารถไฟเป็นพาหนะที่พาคนจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่ง และแม้มีโควิด ก็เชื่อว่าผู้คนยังรอคอยการเดินทางอยู่ดี

ขณะที่ สง่า เรืองวัฒนกุล นายกสมาคมผู้ประกอบการธุรกิจถนนข้าวสาร และประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท บัดดี้ กรุ๊ป จำกัด หนึ่งในเจ้าของสถานบันเทิงย่านข้าวสาร เห็นว่า การกลับมาเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติยังไม่สามารถเยียวยาธุรกิจกลางคืนได้ ตราบที่รัฐบาลยังห้ามจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกกอฮอล์ ย่านท่องเที่ยวกลางคืนก็จะยังไม่กลับมาคึกคัก ส่วนผู้ประกอบการก็เลือกที่จะสังเกตสถานการณ์ก่อน เพราะไม่ต้องการแบบรับต้นทุนที่สูญเปล่าอีก

ที่ผ่านมา ผู้ประกอบการย่านถนนข้าวสารทั้งธุรกิจที่พัก ร้านนวด ได้คืนพื้นที่จำนวนมาก ด้วยเหตุผลที่ว่าลูกค้ากว่า 80% เป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ และ 20% เป็นคนไทย

"แสงสว่างเพียงน้อยนิด" ของไกด์

อาชีพมัคคุเทศก์ซึ่งมีรายได้หลักจากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ 100% ถือเป็นอาชีพแรกที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 เข้าอย่างจังตั้งแต่ปลายปี 2562 ซึ่งเป็นช่วงก่อนที่องค์การอนามัยโลกจะได้รับแจ้งอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับการพบโรคปอดบวมรุนแรงหลายกรณีในจีนด้วยซ้ำไป

"ใช่ ไม่คิดว่าจะรุนแรง… จริง ๆ เราผ่านมาเยอะแล้ว จะเป็นไข้หวัดนก ไข้หวัดซาร์ส จะเป็นเรื่องการเมืองหรืออะไรหลาย ๆ อย่างก็ผ่านมาเยอะมาก เราก็เลยคิดว่าเดี๋ยวก็คงจะดีเอง คงจะไม่มีอะไรมาก แล้วก็ตู้ม…" ชัยกรณ์ บุญยะภาค อายุ 53 ปี ซึ่งประกอบอาชีพมัคคุเทศก์ภาษาสเปนและโปรตุเกสมายาวนานกว่าครึ่งชีวิต กล่าว

เขาไม่ทันรู้ตัวด้วยซ้ำว่ากรุ๊ปนักท่องเที่ยวที่เขาดูแลเมื่อเดือน พ.ย. 2562 จะกลายเป็นโอกาสสุดท้ายในการทำอาชีพที่เขารัก ก่อนจะต้องตกงานและผันตัวมาเป็นพ่อค้าขายอาหารในที่สุด

หลังโควิดระลอกแรกผ่านไปได้ 6 เดือน ชัยกรณ์ปรับตัวมาขายสปาเก็ตตี้ฟิวชันสไตล์ไทย โดยเน้นการออกบูธขายอาหารตามห้างสรรพสินค้ากับสมาคมมัคคุเทศก์อาชีพแห่งประเทศไทย จากรายได้สูงสุดต่อเดือน 50,000-60,000 บาท ลดลงเหลือเพียงวันละไม่ถึง 500 บาท การใช้ชีวิตและตัวตนของชัยกรณ์เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง จาก "ผู้นำ" กรุ๊ปทัวร์ กลายมาเป็น "ผู้รับฟัง" ทำตามออเดอร์ของลูกค้า

"เราก็ต้องยอมรับความเป็นจริง อยู่ในปัจจุบัน อย่างเป็นไกด์เราเป็น 'ผู้นำ' ระบบความคิดของเราจะเป็นแผนการทุกอย่างว่าต้องจุดนั้นจุดนี้ ทานข้าวตรงไหน แต่พอมาขายอาหารเราก็กลายเป็น 'ผู้รับฟัง' ลูกค้าอยากจะทานแบบนี้เราก็ต้องเปลี่ยนทำให้ได้ มันคือคนระบบไปเลย"

ชัยกรณ์เริ่มเป็นมัคคุเทศก์ตั้งแต่อายุ 27 และเชี่ยวชาญภาษาสเปนและโปรตุเกส

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, ชัยกรณ์เริ่มเป็นมัคคุเทศก์ตั้งแต่อายุ 27 และเชี่ยวชาญภาษาสเปนและโปรตุเกส

การหายไปของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ กระทบต่อรายได้ของไกด์ที่มีใบอนุญาตอยู่ราว 70,000 คนในไทย ข้อมูลจากกรรมการสมาคมมัคคุเทศก์อาชีพแห่งประเทศไทย ระบุว่ามัคคุเทศก์บ้างก็ผันตัวไปเป็นล่าม บ้างก็กลับบ้านเกิดไปปลูกเห็ด ทำไร่ชา ทำสวนยางพารา บ้างก็เป็น รปภ. แต่งานค้าขายคืออาชีพยอดฮิตของเหล่าไกด์

แม้การเปิดประเทศจะใกล้เข้ามาขึ้นทุกวัน แต่ชัยกรณ์บอกว่าจนบัดนี้เขาและเพื่อน ๆ มัคคุเทศก์ก็ยังไม่ได้รับการติดต่อจากลูกค้าและบริษัททัวร์แต่อย่างใด เนื่องจากการจัดกรุ๊ปทัวร์จะต้องผ่านกระบวนการติดต่อจองล่วงหน้าไม่ต่ำกว่าหนึ่งเดือน จึงไม่ได้แปลว่าพอเปิดประเทศแล้ว มัคคุเทศก์จะสามารถกลับไปทำอาชีพเดิมได้ทันที ดังนั้นชัยกรณ์จึงเลือกที่จะโฟกัสที่การขายอาหารเพื่อหารายได้วันต่อวัน เน้นการอยู่กับปัจจุบัน ไม่ยึดติดกับอดีตและไม่คาดหวังถึงอนาคตมากนัก เพราะอาจจะต้องเจอการเปลี่ยนแปลงอีก

"มันเหมือน 'แสงสว่างเพียงน้อยนิด' น่ะ เราผ่านมาแล้ว 2 ปี เปิดประเทศปุ๊บ เราก็ต้องหวัง อาจจะเปิดได้หรือเปิดไม่ได้ เราก็ไม่รู้ แต่เราต้องหวังว่ารัฐบาลชุดนี้ต้องทำได้ เราต้องกลับไปอาชีพเดิมของเรา"

ไพศาล ซื่อธานุวงศ์ กรรมการสมาคมมัคคุเทศก์อาชีพแห่งประเทศไทย ให้ความเห็นถึงการเปิดประเทศในวันที่ 1 พ.ย. ว่า แสงสว่างแห่งความหวังคงยังไม่เกิดขึ้นในทันที เนื่องจากภาคการท่องเที่ยวของไทยในช่วง 2 ปีนี้อ่อนแอมาก มีผู้ประกอบการสถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่งเลือกปิดกิจการไป เช่น สวนเสือศรีราชา จ.ชลบุรี ปางช้างแม่สา จ.เชียงใหม่ และโรงละครสยามนิรมิต กทม. ทำให้ความน่าสนใจของไทยในฐานะประเทศท่องเที่ยวย่อมลดลงไปด้วย

กรรมการสมาคมมัคคุเทศก์ฯ บอกว่าการจัดหาสถานที่ให้ไกด์ได้ขายของ เป็นการ "เยียวยาด้านจิตใจ" เพราะได้มาพูดคุยกับเพื่อนฝูง ดีกว่านอนจมทุกข์อยู่ที่บ้านคนเดียว

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, กรรมการสมาคมมัคคุเทศก์ฯ บอกว่าการจัดหาสถานที่ให้ไกด์ได้ขายของ เป็นการ "เยียวยาด้านจิตใจ" เพราะได้มาพูดคุยกับเพื่อนฝูง ดีกว่านอนจมทุกข์อยู่ที่บ้านคนเดียว

นอกจากนี้ยังมีพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวที่เปลี่ยนแปลงไปจากวิกฤตโควิด ซึ่งเขาวิเคราะห์ว่าในการเริ่มต้น นักท่องเที่ยวที่เข้ามาจะเริ่มเป็นลักษณะกลุ่มย่อย อาจเป็นครอบครัว 4-6 คน หรือคู่รักมาฮันนีมูน การเอาคน 30 คนมาอยู่ในรถบัสคันเดียวกัน กินเหมือนกัน นอนที่เดียวกัน ในอนาคตอาจไม่ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวแล้ว

ไพศาลชี้ว่า สิ่งสำคัญที่สุดในขณะนี้คือ "การสร้างความเชื่อมั่นต่อนานาประเทศว่าประเทศไทยเป็นที่ที่ปลอดภัย" และคงต้องรอไปอีกสักระยะหนึ่งกว่าจะเห็นการเปลี่ยนแปลง

"เชื่อได้ว่าถึงแม้เราเปิดประเทศ นักท่องเที่ยวก็อาจจะยังไม่มา หรือมาน้อยมาก ส่วนหนึ่งเราก็จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องสร้างความเชื่อมั่นให้กับนานาประเทศ แต่อย่างน้อยการออกมาประกาศเปิดประเทศก็ทำให้บทบาทของไทยในเวทีโลกกลับมาเป็นจุดโฟกัสอีกครั้งหนึ่ง" กรรมการสมาคมมัคคุเทศก์ฯ กล่าว

ปัจจุบันของร้านอาหารกระแสรอง

เฮมล็อก (Hemlock) ร้านอาหารไทยบนถนนพระอาทิตย์ที่ประกาศตัวเป็น "culture club" ในยุคบุกเบิก หาใช่เพียงแหล่งสร้างรายได้ให้แก่ครอบครัว เนตรนภิส วรศิริ-ปีติ กุลศิโรรัตน์ แต่ยังเป็น "พื้นที่ชีวิต" ของทั้งคู่ตลอดระยะเวลา 27 ปี ในฐานะจุดรวมพลมิตรสหาย ทั้งศิลปิน นักดนตรี นักคิด และนักเขียน แม้แต่งานฉลองสมรสของทั้งคู่ก็ถูกจัดขึ้นที่นี่

ร้านเฮมล็อกเคยจัดกิจกรรมวัฒนธรรม อาทิ ถนนคนเดินบน มหกรรมละคร เพลง แกลอรี ภาพเขียน ประติมากรรม ฉายหนัง ตั้งวงพูดคุย ในช่วงปี 2537-2539

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, ร้านเฮมล็อกเคยจัดกิจกรรมวัฒนธรรม อาทิ ถนนคนเดินบน มหกรรมละคร เพลง แกลอรี ภาพเขียน ประติมากรรม ฉายหนัง ตั้งวงพูดคุย ในช่วงปี 2537-2539

เมื่อลมหายใจธุรกิจแผ่วลงด้วยพิษโควิด-19 ชีวิตของเนตรนภิสจึงพลิกผัน จากเคยเริ่มทำงานช่วงบ่ายแบบชิล ๆ เธอต้องรุดไปร้านแต่เช้า เพื่อให้ทันทำข้าวกล่องส่งในมื้อกลางวันและมื้อเย็น เพราะปัจจุบันเหลือลูกจ้าง 1 คนถ้วนคือแม่ครัว

"ในภาวะแบบนี้มันเหลือจะพอ เพราะไม่มีออเดอร์ แทบไม่ได้เปิดบิลอะ ไม่ใช่แบบวันเดียวด้วยนะ ในหนึ่งเดือนมีหลายวันที่เป็นแบบนี้ แล้วเราจะเอาเงินที่ไหนไปจ้างเด็ก ๆ" เนตรนภิสบอก

ชาวต่างชาติที่หายไป ทำให้เฮมล็อกเสียฐานลูกค้าหลักราว 90% ทันที รายได้ที่เคยแตะหลักหมื่น ปัจจุบันมีตั้งแต่ 0, 300, 500 และไปถึง 1,000 บาท เงินทองที่สามี-ภรรยาคู่นี้เก็บสะสมมาทั้งชีวิต จึงค่อย ๆ ถูกดึงออกใช้ประคับประคองร้าน ทั้งจ่ายค่าเช่าที่ ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าอินเทอร์เน็ต

ปิติเล่าว่า ฐานลูกค้าของเฮมล็อกค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นชาวต่างชาติในทศวรรษ 2540 โดยเริ่มต้นจากฝรั่งที่สนใจมาเสพวัฒนธรรมนอกเหนือจากการกินอาหาร ก่อนพัฒนา "ฝรั่งกระแสหลัก" ที่ตามรอยหนังคู่มือนักท่องเที่ยวหลายเล่มมาชิมอาหาร

"เราห่างจากคนไทยมานาน เราไม่ได้เข้าไปอยู่ในกระแสหลัก เราเป็นเจอเนอเรชันของหนังสือ ไกด์บุ๊กทุกเล่ม ดังนั้นการจะให้เรามาทำตลาดใหม่ให้คนไทยรู้จักช่วงที่มันกระทันหันแบบนี้ไม่ง่าย และในสภาพที่มีการเดลิเวอรีเต็มไปหมด มันก็กลายเป็นร้านคอนเน็กชันใครคอนเน็กชันมันแล้ว แต่ละคนก็มีเพื่อนทำร้านอาหารเต็มไปหมด ทุกคนแห่มาทำร้านอาหารกันหมด ความหวังเดียวต้องรอต่างชาติกลับมาใหม่" ปิติระบุถึงมาตรการที่จะช่วย "ชุบชีวิต" ผู้ประกอบการอย่างเขา

เฮมล็อก

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, เนตรนภิสบอกว่า ในช่วงล็อกดาวน์รอบแรก เม.ย. 2563 ยังพอมีรายได้เพราะคนแห่สั่งข้าวกล่อง แต่พอเจอล็อกดาวน์รอบสอง ก.ค. 2564 ออเดอร์ลดลงอย่างเห็นได้ชัด

แม้ผ่านประสบการณ์ทำร้านอาหารมาเกินครึ่งชีวิต แต่เจ้าของร้านรายนี้ไม่อาจคาดการณ์ชีวิตวิถีใหม่ (นิวนอร์มัล) ของร้านอาหาร ภายใต้การบริหารจัดการสถานการณ์โควิด-19 และแผนจัดการวัคซีนของรัฐบาลชุดปัจจุบัน ซึ่งก่อให้เกิดสภาพการณ์ที่ปิติบรรรยายไว้ว่า "คลุมเครือ กระอักกระอ่วน กลับไปกลับมา ทุลักทุเล อเนจอนาถ" พร้อมคาดการณ์ว่าภายหลังเปิดประเทศ การท่องเที่ยวไทยจะ "โตแบบเซ็ง ๆ"

"พอนักท่องเที่ยวกลับเข้ามา โควิดอาจจะระบาดอีกระลอก แล้วการท่องเที่ยวก็ถูกทำให้เป็นผู้ร้ายไปอีก เป็นแพะรับบาปไปอีก คล้าย ๆ กับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่เป็นแพะรับบาปตลอด คือการท่องเที่ยวต้องมาเป็นแพ็ค ทั้งบรรยากาศ การเอื้ออำนวย เขามาแล้ว คุณมาห้ามนั่นนี่ ปิดนั่นปิดนี่ มันก็กั๊ก ๆ สุดท้ายทำให้บรรยากาศชะลอตัว น่าเบื่อหน่าย" ปิติให้ความเห็น

อย่างไรก็ตาม เจ้าของร้านอาหารกระแสรองยังไม่คิดทิ้งร้านที่ทั้งรักและผูกพัน เนตรนภิสในวัย 54 ปียืนยันว่าไม่เคยคิดถึงอาชีพอื่น เพราะ "มีความสุขทุกครั้งที่ได้ทำกับข้าวให้คนกิน ไม่ว่าจะเดลิเวอรี ซื้อกลับบ้าน หรือนั่งกินในร้าน"

สิ่งที่เธอคิดหลังไวรัสโควิดบุกมาเคาะประตูร้านคือ "จะทำให้ร้านอยู่รอดได้ไหม" ส่วนสิ่งที่เธอทำคือพยายามรักษามาตรฐานเอาไว้ไม่ให้ตก ทว่าด้วยอายุตัวที่มากขึ้นก็ทำให้ "แพสชัน (ความหลงใหล) แทบไม่เหลือในการทำร้าน" และพยายามอยู่กับปัจจุบัน ไม่คาดหวังเพื่อไม่ให้เป็นทุกข์

เฮมล็อก

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, ปิติ และเนตรนภิส เปิดร้านตั้งแต่ปี 2537 และมีโอกาสพูดคุยกับลูกค้าเก่า ๆ ช่วงโควิด-19 ผ่านกรุ๊ป "ธรรมศาสตร์และการฝากร้าน" เมื่อนำร้านไปฝาก ซึ่งเนตรนภิสบอกว่า "มีคนเข้ามาคุยเป็นพัน ๆ แต่ออเดอร์ไม่ตามมา ทำให้ยิ่งคิดว่าการที่เราจะทำตลาดกับคนไทยช่วงวิกฤตไม่ใช่เรื่องง่าย"