ตำรวจหญิงไทย มุ่งเรียน "จิตวิทยาการสืบสวน" ในอังกฤษ หวังช่วยไขคดีอาชญากรรมต่อเนื่องในไทย

พันตำรวจโทหญิง ณัฐิกา กีรติธรรมกฤต

ที่มาของภาพ, University of Huddersfield

    • Author, วิชุตา ครุธเหิน
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

กว่า 11 ปีมาแล้วที่เหตุสะเทือนขวัญฆ่าข่มขืนต่อเนื่อง 10 คดี ซึ่งเหยื่อส่วนใหญ่เป็นหญิงชรา ในท้องที่หลายจังหวัดทางภาคกลางของไทยยังไม่คลี่คลาย และคนร้ายยังคงลอยนวล คดีเหล่านี้ไม่เพียงสร้างความหวาดผวาให้กับชาวบ้าน แต่ยังสร้างความค้างคาใจให้ตำรวจเจ้าของคดีมาจนถึงปัจจุบัน

คดีชุดนี้ยังเป็นแรงผลักดันให้ตำรวจหญิงคนหนึ่งตัดสินใจเดินทางมาศึกษาเรื่องการทำสารบบพฤติกรรมอาชญากร (offender profiling) จากผู้เชี่ยวชาญในสหราชอาณาจักร ด้วยความหวังที่จะนำความรู้ที่ได้มาช่วยพัฒนางานสืบสวนสอบสวนของตำรวจไทยให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

หลังปฏิบัติหน้าที่ที่สำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ สำนักงานตำรวจแห่งชาติมากว่า 10 ปี พ.ต.ท. หญิง ณัฐิกา กีรติธรรมกฤต ลางานมาศึกษาระดับปริญญาเอก สาขาจิตวิทยาการสืบสวน (Investigative Psychology) ที่มหาวิทยาลัยฮัดเดอร์สฟิลด์ (University of Huddersfield) ประเทศอังกฤษ

"สืบเนื่องมาจากในระหว่างปี พ.ศ. 2553 - 2558 มีคดีข่มขืนต่อเนื่องในพื้นที่จังหวัดสมุทรสงคราม สมุทรสาคร และนครปฐม รวมทั้งสิ้น 10 คดี ซึ่งพฤติการณ์ของผู้กระทำผิดในคดีมีความคล้ายคลึงกัน และผลการตรวจพิสูจน์ดีเอ็นเอพบว่า ผู้ก่อเหตุทั้ง 10 คดีเป็นบุคคลคนเดียวกัน และจนถึงปัจจุบันยังไม่สามารถจับกุมผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดีได้" ณัฐิกา เล่าถึงคดีที่เป็นแรงบันดาลใจให้มาเรียน

แม้เธอไม่ได้มีส่วนร่วมในการทำคดี แต่คดีนี้ก็กระตุ้นให้เธอเกิดความสนใจเรื่องการทำสารบบพฤติกรรมอาชญากร อันเป็นการนำหลักการทางจิตวิทยาที่เธอมีพื้นฐานมาอยู่แล้วในการศึกษาระดับปริญญาตรีและโท มาวิเคราะห์พฤติกรรมคนร้าย เพื่อให้สามารถคาดการณ์ลักษณะของคนร้าย และจำกัดวงผู้ต้องสงสัยให้แคบลง เพื่อให้การสืบสวนของตำรวจทำได้ง่ายขึ้น และนำไปสู่ผู้กระทำผิดตัวจริงในที่สุด

พันตำรวจโทหญิง ณัฐิกา กีรติธรรมกฤต

ที่มาของภาพ, Soukthasin Thepkaysorn

คำบรรยายภาพ, ณัฐิกา ตั้งใจนำความรู้ที่ได้ร่ำเรียนในอังกฤษไปช่วยพัฒนางานสืบสวนสอบสวนคดีอาชญากรรมต่อเนื่องของไทย โดยเฉพาะการกระทำความผิดทางเพศ

การศึกษาระดับปริญญาโท สาขา Investigative and Forensic Psychology (จิตวิทยาการสืบสวนและนิติจิตวิทยา) จากมหาวิทยาลัยลิเวอร์พูล สหราชอาณาจักร ทำให้ณัฐิกาทราบว่า การทำสารบบพฤติกรรมอาชญากร คือ หนึ่งในกระบวนการสืบสวนสอบสวนที่ตำรวจอังกฤษใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการสืบสวนสอบสวน โดยเฉพาะคดีที่เป็นการกระทำผิดต่อเนื่อง โดยเจ้าหน้าที่จะวิเคราะห์จากหลักฐานที่พบในสถานที่เกิดเหตุ เทียบกับฐานข้อมูลพฤติกรรมอาชญากรในคดีนั้น ๆ เพื่อระบุแนวโน้มของลักษณะบุคลิกภาพ หรือภูมิหลังของบุคคลที่น่าเชื่อว่าจะเป็นผู้กระทำผิดในคดี

"วิธีการนี้เป็นหนึ่งในการทำให้กลุ่มผู้ต้องสงสัยแคบลง เพื่อลดระยะเวลาการสืบสวนสอบสวน หรือเพิ่มประสิทธิภาพการสืบสวนสอบสวน จึงทำให้รู้สึกท้าทายที่จะลองศึกษาเรื่องการทำ offender profiling อย่างจริงจัง โดยการวิจัย (ดุษฎีนิพนธ์) ที่ทำอยู่เป็นการทำ profile (ข้อมูลอาชญากร) ของผู้กระทำผิดคดีข่มขืนในประเทศไทย" ตำรวจหญิงวัย 39 ปี เล่าให้บีบีซีไทยฟัง

Presentational grey line

คดีสะเทือนขวัญที่ยังจับคนร้ายไม่ได้

คดีฆ่าข่มขืนต่อเนื่องที่กล่าวถึงข้างต้นได้กลายเป็นข่าวครึมโครมและถูกสื่อมวลชนนำเสนอมาจนถึงปัจจุบัน เนื่องจากรูปแบบการก่อเหตุและเงื่อนงำในคดีที่ยังเป็นปริศนา โดยคนร้ายซึ่งเป็นชายฉกรรจ์รูปร่างสูงใหญ่ มีพฤติกรรมออกก่อเหตุข่มขืนและชิงทรัพย์ในพื้นที่หลายจังหวัด อีกทั้งยังมุ่งเป้าหมายไปที่หญิงสูงวัย เหยื่ออายุมากที่สุดคือ 78 ปี โดยในจำนวนเหยื่อ 10 ราย มี 2 รายที่ถูกทำร้ายจนถึงแก่ความตาย

แม้ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตั้งชุดสืบสวนสอบสวนหาพยานหลักฐาน โดยสเก็ตช์ภาพหน้าคนร้ายตามคำบอกเล่าของเหยื่อที่รอดชีวิต และมีการเก็บดีเอ็นเอจากอสุจิที่พบในจุดเกิดเหตุ จนนำไปสู่การตรวจดีเอ็นเอของชายต้องสงสัยจำนวนนับร้อยคน แต่ก็ยังไม่พบตัวคนร้ายที่ตำรวจชี้ว่าเป็น "โรคจิต" รายนี้

พล.ต.ท.โสภณ พิสุทธิวงษ์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผช.ผบ.ตร.) ในขณะนั้น ระบุว่า คนร้ายก่อเหตุลักษณะเดียวกัน คือก่อเหตุในเวลาเที่ยงคืน และเลือกเหยื่อ หรือเป้าหมายที่มีอายุมาก อาศัยอยู่คนเดียว ใช้อุปกรณ์งัดหน้าต่างหรือประตูเข้ามาลักทรัพย์ เหยื่อบางรายถูกข่มขืน และทำร้าย แล้วหลบหนีไปหลังก่อเหตุ ไม่เอาโทรศัพท์มือถือของเจ้าทุกข์ไป จึงยากแก่การติดตาม เหมือนคนร้ายมีความรู้และเชี่ยวชาญ มีการย้ายสลับที่ไปเรื่อย

ผช.ผบ.ตร. ในขณะนั้น ยังกล่าวอีกว่า คนร้ายมีจิตใจผิดปกติทางเพศ จากการก่อคดีต่าง ๆ ที่ผ่านมา แต่ไม่ถึงขนาดเป็นคนที่เสียสติ หรือคนเพี้ยน เนื่องจากมีความฉลาด ในการปิดอำพรางและการหลบหนี ทั้งการตัดสายโทรศัพท์ ตัดไฟป้องกันแสงสว่าง เท่ากับว่ามีความรู้และฉลาดระดับหนึ่ง

Presentational grey line

จิตวิทยาเพื่อกระบวนการยุติธรรมและงานตำรวจ

ณัฐิกามุ่งมั่นศึกษาจิตวิทยาในระดับอุดมศึกษา หลังค้นพบตัวเองในสมัยมัธยมปลายว่าอยากเรียนด้านนี้ เพราะอยากนำความรู้ที่ได้มาช่วยคนอื่น ในเวลาที่เขาต้องการคำแนะนำหรือต้องการระบายความทุกข์ในใจ

สำหรับหลักสูตรจิตวิทยาการสืบสวนที่เธอกำลังเรียนอยู่นี้ ณัฐิกาเล่าว่า เป็นการบูรณาการองค์ความรู้ทางด้านจิตวิทยา เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในกระบวนการยุติธรรม โดยนำความรู้จากศาสตร์แขนงต่าง ๆ มาช่วยด้วย เช่น กฎหมาย นิติวิทยาศาสตร์ อาชญาวิทยา ตำรวจศาสตร์ สถิติ ภูมิศาสตร์ เทคโนโลยีสารสนเทศ ภาษาศาสตร์ และอื่น ๆ เพื่อมุ่งเน้นสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ตลอดจนเจ้าหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรมทุกฝ่าย

"จุดเด่นของหลักสูตรนี้คือ มีการประยุกต์ใช้หลักการทางวิทยาศาสตร์มาวิเคราะห์ลักษณะบุคลิกภาพของผู้กระทำผิด (offender profiling) การนำเทคโนโลยีมาใช้การวิเคราะห์ถิ่นที่อยู่ของผู้กระทำผิด (geographical profiling) ซึ่งคิดค้นโดย ศาสตราจารย์ เดวิด แคนเตอร์ (Professor David Canter) ศาสตราจารย์ทางด้านจิตวิทยาประยุกต์ ผู้ริเริ่มจิตวิทยาการสืบสวน (investigative psychology) และนำองค์ความรู้นี้มาเพื่อสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจในประเทศอังกฤษ"

นอกจากนี้ ณัฐิกายังมองว่า องค์ความรู้ด้านจิตวิทยาการสืบสวนยังสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับงานตำรวจได้อีกในหลายบริบท เช่น การเจรจาต่อรองในภาวะวิกฤติ (hostage and crisis negotiation) การบริหารจัดการสถานการณ์ฉุกเฉิน (emergency response) การวิเคราะห์ข้อความในจดหมายหรือเอกสารต่าง ๆ (forensic linguistics) เป็นต้น

พันตำรวจโทหญิง ณัฐิกา กีรติธรรมกฤต

ที่มาของภาพ, University of Huddersfield

คำบรรยายภาพ, ณัฐิกาบอกว่า การมาศึกษาต่อครั้งนี้ทำให้เธอได้เรียนรู้รูปแบบการทำงานของตำรวจอังกฤษที่เน้นการทำงานสืบสวนโดยใช้ทฤษฎีทางจิตวิทยามาเป็นหลักในการวิเคราะห์ข้อมูลพฤติกรรมอาชญากรจากฐานข้อมูลที่รวบรวมไว้อย่างเป็นระบบ

การทำสารบบพฤติกรรมอาชญากร

การทำสารบบพฤติกรรมอาชญากร ถือเป็นเทคนิคการสืบสวนอย่างหนึ่ง โดยเฉพาะในคดีอาชญากรรมร้ายแรง เช่น การข่มขืน หรือฆาตกรรมต่อเนื่อง ที่ยังไม่ทราบตัวผู้ต้องสงสัยแน่ชัด ตำรวจก็จะขอให้ผู้เชี่ยวชาญด้านนิติจิตวิทยา ที่เรียกว่า "โปรไฟเลอร์" (profiler) เข้ามาช่วยทำสารบบพฤติกรรมอาชญากรเพื่อบ่งชี้ตัวคนร้าย

ณัฐิกายกตัวอย่างการนำองค์ความรู้เรื่องนี้มาใช้คลี่คลายคดีฆ่าข่มขืนดังในอังกฤษเมื่อเกือบ 40 ปีก่อน โดยตั้งแต่ปี 1980 ศาสตราจารย์ แคนเตอร์ ได้ประยุกต์ใช้หลักการทางจิตวิทยาการสืบสวน เพื่อคลี่คลายและจับกุมคนร้ายในคดีต่าง ๆ มากมาย ซึ่งหนึ่งในคดีที่สะเทือนขวัญที่สุด คือ คดีข่มขืนและฆาตกรรมต่อเนื่อง ในกรุงลอนดอน เมื่อปี 1982-1986 หรือเป็นที่รู้จักในชื่อ Railway Rapist (จอมข่มขืนตามแนวเส้นทางรถไฟ) ซึ่งศาสตราจารย์ แคนเตอร์ ใช้การทำสารบบพฤติกรรมอาชญากร มาวิเคราะห์พยานหลักฐานในสถานที่เกิดเหตุ และพฤติการณ์ของผู้กระทำผิดในคดี เพื่อรายงานลักษณะบุคลิกภาพของผู้ที่น่าจะเป็นผู้ก่อเหตุในคดีนี้ ซึ่งรายงานบุคลิกภาพนั้นตรงกันกับหนึ่งในกลุ่มผู้ต้องสงสัยที่ชื่อ จอห์น ดัฟฟี (John Duffy) อดีตช่างไม้ของการรถไฟอังกฤษ จนนำไปสู่การจับกุมและดำเนินคดีถึงที่สุด

ตำรวจหญิงคนนี้บอกว่า การมาศึกษาต่อครั้งนี้ทำให้เธอได้เรียนรู้รูปแบบการทำงานของตำรวจอังกฤษที่เน้นการทำงานสืบสวนจากการวิเคราะห์ข้อมูลที่รวบรวมไว้ในฐานข้อมูล (offender profiling) โดยใช้ทฤษฎีทางจิตวิทยามาเป็นหลักในการวิเคราะห์ข้อมูลพฤติกรรมอาชญากร และบูรณาการองค์ความรู้ด้านต่าง ๆ โดยใช้โปรแกรมที่ออกแบบมาเพื่อวิเคราะห์ข้อมูลนี้โดยเฉพาะ และจะต้องทำการแปลผลโดยบุคคลที่มีพื้นฐานทางจิตวิทยาและเข้าใจการทำงานของตำรวจ ซึ่งสามารถถ่ายทอดองค์ความรู้ได้ผ่านการอบรมให้เกิดความเชี่ยวชาญในการวิเคราะห์และแปลผล

"ประสบการณ์และความสามารถเฉพาะตัว (ของตำรวจผู้เชี่ยวชาญ) อาจจะยากในการถ่ายทอดให้ตำรวจรุ่นหลังได้เรียนรู้และทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้ แต่เมื่อองค์ความรู้ต่าง ๆ ถูกจัดการอย่างเป็นระบบ โดยอาศัยการวิเคราะห์ข้อมูลและแปลผลข้อมูลนั้น ๆ ย่อมเป็นการเพิ่มโอกาสในการพัฒนาศักยภาพข้าราชการตำรวจให้เป็นผู้ที่มีทั้งความรู้ ความสามารถและประสบการณ์ในการทำงานได้อย่างยั่งยืน"

พันตำรวจโทหญิง ณัฐิกา กีรติธรรมกฤต

ที่มาของภาพ, Soukthasin Thepkaysorn

ความเหมือน-ต่าง คดีข่มขืนไทยและตะวันตก

ในการศึกษาศาสตร์แขนงนี้ ณัฐิกา ได้นำสิ่งที่ได้เรียนรู้มาทำงานวิจัยในระดับปริญญาเอกที่มีหัวข้อว่า "การประยุกต์ใช้พฤติกรรมอาชญากรและหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์เพื่อนำมาใช้ในการทำฐานข้อมูลผู้กระทำผิดคดีข่มขืน"

โดยในการศึกษาเกี่ยวกับผู้กระทำผิดคดีข่มขืนในไทย ณัฐิกา พบว่า บุคคลที่กระทำผิดคดีข่มขืนมีมูลเหตุจูงใจในการกระทำผิดที่แตกต่างกันไป ถึงแม้ว่าการแสดงออกจะเป็นการล่วงละเมิดทางเพศบุคคลอื่นเหมือนกันก็ตาม

เธอเล่าว่าการสัมภาษณ์ผู้กระทำผิดกลุ่มนี้ทำให้ทราบว่า "มูลเหตุจูงใจในการกระทำผิดของแต่ละคนมาจากปัจจัยต่าง ๆ ในชีวิตที่แตกต่างกัน ซึ่งมีผลมาจากภูมิหลัง ประสบการณ์ในอดีต การเรียนรู้ ลักษณะนิสัยส่วนตัว เป็นต้น"

"อย่างไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่มีความคล้ายคลึงกันในกลุ่มผู้กระทำผิดคดีข่มขืนทั้งในไทยและต่างประเทศคือ มักจะก่อเหตุกับคนที่รู้จักมากกว่าคนแปลกหน้า โดยมักจะก่อเหตุในบ้าน ไม่ว่าจะเป็นบ้านผู้กระทำผิดเอง หรือแม้แต่บ้านของผู้ถูกกระทำ ซึ่งส่วนใหญ่จะก่อเหตุในเวลากลางคืน และมีการใช้เครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือสารเสพติดอื่นใดร่วมด้วย"

บริบททางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรมที่แตกต่างกัน ก็ส่งผลให้รูปแบบการกระทำผิดของผู้กระทำผิดคดีข่มขืนในไทยแตกต่างจากต่างประเทศ โดยจะเห็นได้จากคดีข่มขืนหลายคดีในไทย ผู้ก่อเหตุบุกรุกเข้าเคหสถานผู้อื่นในยามวิกาล โดยประสงค์ต่อทรัพย์ แต่เมื่อพบผู้เสียหายเป็นผู้ที่อ่อนแอกว่าและอยู่ตามลำพัง จึงสบโอกาสในการกระทำการล่วงละเมิดทางเพศด้วย เป็นต้น

พันตำรวจโทหญิง ณัฐิกา กีรติธรรมกฤต

ที่มาของภาพ, Nutthika Keeratithammakrit

คำบรรยายภาพ, ณัฐิกาได้รับเชิญให้เป็นที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการศึกษาสถานการณ์ การข่มขืนกระทำชำเราและการล่วงละเมิดทางเพศ ในคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหา การข่มขืนกระทำชำเราและการล่วงละเมิดทางเพศ สภาผู้แทนราษฎร ปี 2563

จิตวิทยาเพื่อบุคลากรตำรวจ

นอกจากองค์ความรู้ด้านจิตวิทยาจะช่วยส่งเสริมงานสืบสวนสอบสวนของตำรวจแล้ว ณัฐิกาก็มองว่าศาสตร์แขนงนี้ยังมีประโยชน์ในการดูแลทางด้านจิตใจของเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้ปฏิบัติงานเพื่อประชาชนด้วย

"ในฐานะที่เป็นผู้ที่เรียนจิตวิทยามาตลอด เล็งเห็นความสำคัญของสุขภาพจิตไม่แตกต่างจากสุขภาพกาย งานของตำรวจคืองานที่อยู่ท่ามกลางปัญหาและความขัดแย้งของประชาชนผู้มารับบริการ ประกอบกับการที่ตำรวจคือผู้บังคับใช้กฎหมายและมีอาวุธในมือ สุขภาพจิตของผู้ปฏิบัติงานเป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งในการปฏิบัติหน้าที่อย่างถูกต้องและเป็นธรรม"

"ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เราเผชิญกับปัญหาความเครียดและซึมเศร้าของเจ้าหน้าที่ตำรวจ และมักจบชีวิตตนเองด้วยอาวุธประจำกาย สิ่งนี้คือเรื่องเร่งด่วนในสายตานักจิตวิทยา หากเป็นไปได้ นอกเหนือจากการตรวจร่างกายประจำปีแล้ว การตรวจสภาพจิตรายปีถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งเพื่อประเมินความพร้อมทางด้านร่างกายและจิตใจ ในกรณีที่พบว่าข้าราชการเริ่มมีปัญหาสุขภาพจิตไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใด ข้าราชการควรได้รับการบำบัดและรักษาอย่างถูกต้องตามหลักการทางการแพทย์อย่างเร่งด่วน" ณัฐิกากล่าว

คำบรรยายวิดีโอ, ตำรวจไทยเสี่ยงฆ่าตัวตาย?

"ตำรวจยุค 4.0"

ในยุคที่อาชญากรมีรูปแบบการก่อเหตุที่ซับซ้อนและใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ในการกระทำความผิด ณัฐิกามองว่าเป็นเรื่องสำคัญที่ตำรวจจะต้องพัฒนาการทำงานให้เท่าทันอาชญากร และสร้างความโปร่งในการทำงาน ตามแนวทางการพัฒนาศักยภาพของตำรวจในยุค 4.0 คือ

  • Intelligence-Led Policing การทำงานตำรวจโดยใช้ข่าวกรองนำ สร้างฐานข้อมูลคดีอาชญากรรม เมื่อข้อมูลที่มีได้รับการบริหารจัดการอย่างดีและเป็นระบบ เมื่อนำมาวิเคราะห์แปลผล สิ่งที่ได้ย่อมก่อให้เกิดประโยชน์ในการป้องกันและปราบปรามคดีอาชญากรรม
  • Evidence-Based Policingการปฏิบัติหน้าที่โดยเน้นความถูกต้องแม่นยำ โดยใช้พยานหลักฐานเป็นสำคัญ หัวใจหลักในการเชื่อมโยงเพื่อยืนยันการกระทำความผิดของผู้กระทำ กับตัวผู้ถูกกระทำ และสถานที่เกิดเหตุ หรือใช้พยานหลักฐานเพื่อคัดแยกผู้บริสุทธิ์ออกจากการถูกกล่าวหา และแสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสและสามารถตรวจสอบได้ เช่น ตำรวจที่ใช้จักรยานยนต์ในการปฏิบัติหน้าที่มีกล้องวิดีโอเพื่อบันทึกภาพตลอดระยะเวลาการทำงาน

"ถ้าเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่เพื่ออำนวยความสะดวกต่อประชาชนทุกนาย สามารถใช้หลักฐานเพื่อยืนยันการปฏิบัติงานในแต่ละภารกิจได้นั้น ย่อมเป็นประโยชน์ต่อองค์กรตำรวจในการเพิ่มความเชื่อมั่นและศรัทธาจากประชาชนในฐานะผู้พิทักษ์สันติราษฎร์อย่างแท้จริง"

นำความรู้กลับไทย

การได้มาศึกษาต่อระดับปริญญาเอกในอังกฤษครั้งนี้ยังเป็นโอกาสที่ณัฐิกาได้ทำความรู้จักกับผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาการสืบสวนชั้นแนวหน้าของโลก ซึ่งที่ผ่านมา เธอได้ทำหน้าที่เป็นคนกลางเชื่อมความร่วมมือระหว่างผู้เชี่ยวชาญสหราชอาณาจักรกับองค์กรตำรวจและสถาบันการศึกษาไทยในการถ่ายทอดและแลกเปลี่ยนความรู้ในศาสตร์แขนงนี้

ดร.จอห์น ซินนอตต์ (ซ้าย) และ ศ.มาเรีย ยูอานนู (กลาง)

ที่มาของภาพ, Nutthika Keeratithammakrit

คำบรรยายภาพ, ดร.จอห์น ซินนอตต์ (ซ้าย) และ ศ.มาเรีย ยูอานนู (กลาง) อาจารย์ที่ปรึกษาของณัฐิกา ได้รับคำเชิญไปบรรยายเรื่อง จิตวิทยาการสืบสวนกับการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจสายสืบสวนที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 เมื่อปี 2562

ณัฐิกาเล่าให้บีบีซีไทยฟังว่า เมื่อเรียนจบ ซึ่งคาดว่าภายในปี พ.ศ. 2565 เธอจะกลับไปรายงานตัวกลับเข้ารับราชการในทันทีที่ส่งเล่มวิทยานิพนธ์เป็นที่เรียบร้อย แล้วนำความรู้ไปถ่ายทอดเพื่อพัฒนาองค์กร รวมทั้งบุคลากรของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

"โดยส่วนตัวเชื่อมั่นมาเสมอว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจของไทย มีความสามารถและมีประสบการณ์ในการทำงานไม่แพ้ชาติใดในโลก แต่การเป็นข้าราชการตำรวจ เรามีความจำเป็นที่จะต้องพัฒนาตนเองให้ทันต่อรูปแบบการก่ออาชญากรรมของอาชญากรที่มีความหลากหลาย..."