นวลปรางกลางดงระเบิด วางงานดาราศาสตร์มาเป็นตร.หญิงพิสูจน์หลักฐานในยะลา

ที่มาของภาพ, Wasawat lukharang/bbc thai
- Author, เรื่องโดย หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
- Role, วิดีโอโดย วสวัตติ์ ลุขะรัง ผู้สื่อข่าววิดีโอ
มีผู้หญิงน้อยคนที่จะได้เสื้อเกราะเป็นของขวัญในวันเริ่มงานใหม่ และมีชุดทำงานอยู่ชุดเดียวทุกวัน ร.ต.อ.หญิงนวลปราง พิทักษ์กาญจนกุล คือผู้หญิงคนนั้น ผู้ปฏิบัติหน้าที่ใน จ. ยะลา
ด้วยตำแหน่งนักวิทยาศาสตร์ กลุ่มงานตรวจสถานที่เกิดเหตุ ศูนย์พิสูจน์หลักฐาน (ศพฐ.) 10 ทำให้เธอมีส่วนร่วมตรวจสอบวัตถุพยานในคดีน้อยใหญ่มาแล้ว 700 คดี ในรอบ 6 ปี โดยหวัง "ยืนยันความบริสุทธิ์ให้ผู้คนไม่ว่าจะมีชีวิตอยู่หรือเสียชีวิตไปแล้ว"
แรกเริ่มเดิมที นวลปรางไม่เคยคิดฝันจะรับราชการตำรวจ เพราะเธอหลงใหลในเสน่ห์ของวิทยาศาสตร์-ดาราศาสตร์ สนใจพิสูจน์ความจริงของธรรมชาติ สนุกกับการค้นหาความลับของดวงดาว ถึงขั้นประดิษฐ์กล้องดูดาวเป็นโครงการจบการศึกษาคณะวิทยาศาสตร์ สาขาฟิสิกส์ ม. ศิลปากร แต่งานตำรวจได้กลายเป็นอาชีพแรกและ อาชีพเดียวของเธอนับจากเรียนจบเมื่อปี 2556 ถึงปัจุบัน
บทความนี้ประกอบด้วยเนื้อหาจาก Google YouTube เราขอความยินยอมจากคุณก่อนใช้คุกกี้ หรือเทคโนโลยีอื่น ๆ บันทึกอะไรลงไป คุณอาจต้องอ่านนโยบายคุกกี้ของ Google YouTube และนโยบายความเป็นส่วนตัวของ Google YouTube ก่อนให้ความยินยอม หากต้องการอ่านเนื้อหานี้ โปรดเลือก "ยินยอมและไปต่อ"
สิ้นสุด YouTube โพสต์
"เราก็เป็นนักวิทยาศาสตร์คนหนึ่งที่เป็นตำรวจ เป็นผู้ช่วยพนักงานสอบสวน" นวลปรางให้นิยามการทำหน้าที่ในศูนย์พิสูจน์หลักฐาน งานที่เธอบอกว่าได้ใช้ความรู้ครบทุกสาขาตามที่ร่ำเรียนมา
- วิทยาศาสตร์ : คิด วิเคราะห์ แยกแยะเหตุการณ์
- ฟิสิกส์ : ดูร่องรอยการเฉี่ยวชนของวัตถุ
- เคมี : ดูเขม่าปืนและสารระเบิด
- ศิลปะ : ถ่ายรูป และจัดทำแผนผังสถานที่เกิดเหตุ
ที่มา : บีบีซีไทยสรุปจากคำให้สัมภาษณ์ของ ร.ต.อ.หญิงนวลปราง พิทักษ์กาญจนกุล

ที่มาของภาพ, Wasawat lukharang/bbc thai
ในวันปฏิบัติราชการ หญิงวัย 28 ปีผู้ปฏิบัติหน้าที่ "หัวหน้าชุด" ตรวจสถานที่เกิดเหตุ จะอยู่ในชุดเดิม-ชุดเดียว สวมเสื้อยืดสีฟ้า กางเกงคาร์โก (tactical cargo) หมวกแก๊ปสีดำ รองเท้าคอมแบตสีดำ เตรียมพร้อมอยู่เสมอที่จะออกไปตะลุยพื้นที่ 4,521 ตร.กม. ของยะลา โดยมีอุปกรณ์เสริมเป็นชุดเกราะน้ำหนัก 7.5 กก. ปืนพก และไฟฉายที่พร้อมหยิบฉวยไปใช้งานทันทีที่ได้รับแจ้งเหตุ
ส่วนในรถกระบะแปลงสภาพให้เป็นรถปฏิบัติการของหน่วยพิสูจน์หลักฐาน มีเครื่องมือต่าง ๆ อีกอย่างน้อย 4 กระเป๋า ประกอบด้วย ชุดเก็บลายนิ้วมือแฝง ชุดเก็บเขม่าปืนและสารระเบิด ชุดตรวจเก็บรหัสพันธุกรรม (ดีเอ็นเอ) และชุดเก็บร่องรอย เพื่อเก็บ-กวาดทุกพยานหลักฐานในที่เกิดเหตุ ก่อนบรรจุลงกระเป๋าใบที่ 5 ชุดหีบห่อวัตถุพยาน
ตลอด 3 วันที่บีบีซีไทยเฝ้าสังเกตการณ์การทำงานของนวลปราง เคราะห์ดีที่ไม่เกิดคดีความมั่นคงขึ้นในพื้นที่ ภารกิจเดียวที่ทำให้เธอต้องเคลื่อนตัวออกจาก ศพฐ. 10 คือเหตุผู้ต้องสงสัยเมาสุรายิงรถยนต์
เมื่อได้รับคำยืนยันจากตำรวจ สภ.เมืองยะลา ให้เข้าตรวจสอบรถของกลางได้ นวลปรางก็นำผู้ช่วย 1 นาย ลูกทีม 4 นาย ออกไปเก็บตรวจ-เก็บพยานหลักฐาน โดยมีตำรวจจาก "หน่วยพิเศษ" อีก 2 นายซึ่งถูกเรียกว่า "ชุด cover" พร้อมอาวุธครบมือ รับหน้าที่คุ้มกันความปลอดภัยของทีมงานเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุแทรกซ้อน

ที่มาของภาพ, Wasawat lukharang/bbc thai
"เจ้าหน้าที่เหล่านี้ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ ถือเป็นบุคลากรทรงคุณค่า ต้องดูแลชีวิตเขาให้ดี ถ้าสูญเสียไป กว่าจะผลิตขึ้นมาได้แต่ละคนเป็นเรื่องยาก" นายตำรวจชุด cover กล่าวระหว่างยืนควบคุม-เฝ้าระวังพื้นที่ทำงานของทีมนวลปรางที่ลานจอดรถ สภ. เมืองยะลา
ไม่ว่าคดีเล็กหรือใหญ่ เป็นเหตุระเบิด เหตุวางเพลิงเผาทรัพย์ เหตุชีวิต หรือเหตุอาชญากรรมรายวัน การทำงานของตำรวจพิสูจน์หลักฐานก็จะยึดแนวปฏิบัติเดียวกัน ทันทีที่ไปถึงสถานที่เกิดเหตุ พวกเขาเริ่มงานด้วยการสอบถามข้อมูลเบื้องต้นจากพนักงานสอบสวนว่าพบอะไรบ้าง มีผู้เห็นเหตุการณ์หรือไม่ เพื่อประเมินพื้นที่ ในระหว่างรอหน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิด (อีโอดี) ตรวจสอบและปิดกั้นพื้นที่เกิดเหตุ จากนั้นจึงลงมือจัดทำแผนผังค้นวัตถุพยาน ถ่ายภาพทุกแง่มุม ตรวจวัตถุพยาน กำหนดป้ายหมายเลข เก็บวัตถุพยานบางส่วนกลับไปตรวจสอบที่ ศพฐ. หรือสถานีตำรวจเจ้าของคดี และปิดท้ายที่การทำบันทึก
"ขอให้ปลอดภัย" คำอวยพรซ้ำ ๆ จากแม่ผู้ห่างไกล
ย้อนกลับไปเมื่อ 6 ปีก่อน หญิงสาวชาวกาญจนบุรีที่ชื่อนวลปรางเดินทางมาเหยียบ "พื้นที่สีแดง" เป็นครั้งแรก ไม่มีช่อดอกไม้รอรับน้องใหม่ สิ่งแรกที่ได้จากตำรวจรุ่นพี่ที่ไปรอรับเธอที่สนามบินหาดใหญ่ จ.สงขลา คือเสื้อเกราะ

ที่มาของภาพ, กสก.ศพฐ.10
ตลอดเส้นทางที่รถของเธอแล่นผ่านจากสงขลาถึงยะลา นวลปรางมองป้ายชื่อถนนด้วยความรู้สึกคุ้นชินเพราะเคยเห็นข่าวตามหน้าสื่ออยู่บ่อย ๆ ส่วนหูก็เปิดรับฟังคำบรรยายสภาพพื้นที่
"พี่เขาเล่าว่าตรงนั้นมีเหตุ พอพวกเราไปถึงต้องทำอย่างนี้ ๆ พอรถผ่านไปอีกจุด พี่เขาก็เล่าต่อว่าตรงนี้ก็มีเหตุ มีตลอดทางเลย" นวลปรางย้อนนึกถึงประสบการณ์แรกในพื้นที่ปลายด้ามขวาน
กว่าจะได้ไปใช้ชีวิตที่ "ใต้สุดสยาม เมืองงามชายแดนใต้" นวลปรางต้องอธิบาย-ให้เหตุผลกับแม่อย่างหนัก
ก่อนสอบรับราชการที่ ศพฐ. แม่อวยพรให้ลูกสาวคนเดียว "โชคดี" แต่เมื่อรู้ว่าเธอเลือกบรรจุในพื้นที่ยะลา ก็มีคำสั่งห้ามรับงานตั้งแต่ยังไม่ทันได้เริ่มต้น ด้วยเพราะนวลปรางซึ่งขณะนั้นอายุ 22 ปี ไม่เคยออกไปใช้ชีวิตเพียงลำพังนอกบ้าน-นอกพื้นที่ภาคกลางเลย

ที่มาของภาพ, Wasawat lukharang/bbc thai
"แม่บอกให้ลาออก" นวลปรางกล่าวก่อนที่เสียงจะขาดหายไป เธอพยายามสกัดกั้นไม่ให้น้ำตารื้นออกมา แต่ไม่ทันแล้ว
"สงสารแม่น่ะค่ะ" เธอพูดพลางปาดน้ำตา
ที่บ้านของเด็กสาว ทั้งพ่อ ลุง ป้า น้า อา ช่วยกันเกลี้ยกล่อมแม่อย่างหนัก ขอโอกาสให้นวลปรางได้ลองทำหน้าที่ก่อน ขณะที่ตัวเธอเองก็วิงวอนแม่อีกทางโดยยกสารพัดเหตุผล เช่น เป็นโอกาสดีที่จะมีอาชีพการงานมั่นคง ได้เป็นข้าราชการได้รับใช้ชาติ
"เราจะได้ช่วยคนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นะแม่" นวลปรางเล่าเหตุผลที่ทำให้แม่ยอมเปลี่ยนใจ

ที่มาของภาพ, Wasawat lukharang/bbc thai
ในเวลาราว 21.00 น. ของทุกวัน เป็นช่วงที่ตำรวจหญิงผู้ไกลบ้านแอบคิดถึงแม่อยู่บ่อย ๆ เพราะถ้าอยู่บ้าน เธอมักหลับไปพร้อมกับแม่ กิจวัตรประจำวันที่ขาดไม่ได้จึงเป็นการ "โทรศัพท์ข้ามภาค" ไปพูดคุยสอบถามสารทุกข์สุกดิบกับแม่วัย 63 ปี และไม่ลืมกลับบ้านเกิดทุกครั้งที่มีโอกาส
"แม่ก็จะพูดแบบเดิม ขอให้ปลอดภัย ๆ" เธอเล่าด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
คดีใหญ่คดีแรก คดีกลัวสุด คดีลืมไม่ลง
แม่เป็นเรื่องเดียวในชีวิตที่ทำให้ผู้กองนวลปรางต้องเสียน้ำตา ส่วนการปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่เสี่ยงไม่เคยทำให้เธอร้องไห้แม้แต่ครั้งเดียว แม้รู้สึก "กลัว" และ "กดดัน" บ้าง แต่ก็เห็นเป็นเรื่องปกติ

ที่มาของภาพ, กสก.ศพฐ.10
คดีใหญ่คดีแรก ที่นวลปรางรับหน้าที่หัวหน้าชุดรุดไปตรวจสอบที่เกิดเหตุคือ เหตุเผารถโดยสารประจำทางสายเบตง-กรุงเทพฯ ที่ อ.บันนังสตา จ.ยะลา เมื่อ ธ.ค. 2560 ผู้ก่อเหตุเปิดปฏิบัติการด้วยพฤติการณ์ตามสูตรคือ ตัดต้นไม้ขวางทาง โปรยตะปูเรือใบขวางอีกชั้น ก่อเหตุเผายาง เผารถทั้งคัน และยิงรถ
"ตอนนั้นไม่ได้กลัวนะ สิ่งที่คิดในหัวคือต้องเก็บอะไร ใช้เวลาเท่าไร เพราะถ้าใช้เวลามาก ชาวบ้านก็จะเดือดร้อนเพราะเราต้องปิดถนน" นวลปรางระบุ
ภารกิจนั้นผ่านไปด้วยความเรียบร้อย ใช้เวลาถึง 3 วันในการตรวจสอบและเก็บกู้พยานหลักฐานต่าง ๆ
ส่วน "คดีกลัวที่สุด" คือ เหตุระเบิดบ้านบัวทอง อ. ธารโต เมื่อ เม.ย. 2560 ซึ่งนวลปรางนำทีมลงพื้นที่ตั้งแต่เช้าจรดค่ำ ตั้งแต่เวลา 07.00-21.00 น. โดยต้องเดินเท้าขึ้นไป "มันเป็นพื้นที่ป่า รถเข้าไปไม่ได้ ตอนเดิน ๆ ไปแม้สวมเสื้อเกราะ แต่ก็ไม่รู้ว่าจะปลอดภัยไหม อาจมีการซุ่มยิงหรือลอบวางระเบิดระหว่างทางได้ แต่โชคดีที่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น"

ที่มาของภาพ, กสก.ศพฐ.10
ส่วน "คดีลืมไม่ลง" คือ เหตุระเบิดเสาไฟฟ้าที่ อ. ยะหา เมื่อ ส.ค. 2562 เนื่องจากจุดที่ทีมนวลปรางไปตั้งฐานปฏิบัติการ หรือ command post ตามที่หน่วยอีโอดีแนะนำ พบระเบิดลูกที่ 3 ตามมาในเวลา 1 เดือนหลังจากวันเกิดเหตุครั้งนั้น
"ทุกวันนี้ก็ยังคุยกับลูกทีมว่าโชคดี ยังขนลุกไม่หายเลยค่ะ" นวลปรางนึกถึงประสบการณ์เฉียดตาย
เปรียบชีวิตเป็น "ต้นไม้" กลางไฟใต้
ท่ามกลางสถานการณ์ไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่กินเวลายาวนานถึง 15 ปี สาววัย 20 ปีเศษ ไปทำงาน-ใช้ชีวิตในพื้นที่มา 5 ปีเศษ หรือคิดเป็น 1 ใน 3 ของห้วงที่ "ไฟใต้" คุกรุ่น ทว่าเธอไม่เคยคิดว่าทุกครั้งที่ออกไปทำงานจะไม่มีโอกาสกลับบ้านอีก
"ที่ยังอยู่ตรงนี้ เพราะคิดว่าถ้าประชาชนในพื้นที่เขาอยู่ได้ เราก็ต้องอยู่ได้... เราก็อยู่เป็นปกติ ใช้ชีวิตปกติ ถ้าไม่ประมาทก็จะปลอดภัย" นวลปรางบอก

ที่มาของภาพ, Wasawat lukharang/bbc thai
เธอเปรียบชีวิตเป็นเสมือนต้นไม้ "ทุกวันต้องเจริญเติบโต โดยสิ่งที่หล่อเลี้ยงให้เราเติบโตขึ้น เป็นปุ๋ย ก็คือประสบการณ์ ยิ่งอยู่ตรงนี้ก็ยิ่งได้ประสบการณ์มาก"
ถึงวันนี้ นวลปรางร่วมทำคดีมาแล้วกว่า 700 เหตุนับจากเป็น "ผู้ช่วย" ก่อนขยับขึ้นเป็น "หัวหน้าชุด" เธอกำลังสะสมประสบการณ์เพิ่มเติมเพื่อสอบเลื่อนชั้นเป็นนายตำรวจสัญญาบัตร (สบ.) 2
หน้าที่หลักของตำรวจพิสูจน์หลักฐานตามความคิดของนวลปรางคือ "นำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษให้ได้ และยืนยันความบริสุทธิ์ให้คนไม่ว่าจะมีชีวิตอยู่หรือเสียชีวิตไปแล้ว"
จริงอยู่ที่การแสวงหาพยานหลักฐานเป็น "ต้นทางของกระบวนการยุติธรรม" แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่านักสิทธิมนุษยชนและประชาชนบางส่วนยังรู้สึกหวาดระแวง-ไม่วางใจในพยานหลักฐานที่อยู่ในมือเจ้าหน้าที่รัฐ และมักเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อยู่เนือง ๆ เรื่องการ "ตั้งธง" ในการทำคดี

ที่มาของภาพ, Wasawat lukharang/bbc thai
เกี่ยวกับเรื่องนี้ นวลปรางยืนยันว่าหน่วยงานเธอทำงานอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ ทำตามพยานหลักฐาน และสามารถตรวจสอบได้ ไม่ได้เป็นการทำตามความรู้สึก เสียงวิจารณ์ หรือกระแสสังคมแต่อย่างใด
ความฝันสูงสุดของ "สตรีผู้จับอาวุธ" คือเป็นผู้กำกับ
นวลปรางเป็น 2 ใน 3 หัวหน้าชุดตรวจสถานที่เกิดเหตุของ ศพฐ. 10 ที่เป็นผู้หญิง จึงน่าสนใจว่าเธอใช้ศิลปะบริหารจัดการทีมงานซึ่งเกือบทั้งหมดเป็นชายอกสามศอกอย่างไร
"เราทำได้ เขาก็ต้องทำได้" หมวดนวลปรางเผย ก่อนขยายความว่าเธอเน้นสร้างความเชื่อมั่นให้ทีมงาน แรก ๆ อาจถูกท้าทายบ้างว่าทำแบบนั้นไม่ได้ ทำแบบนี้ในพื้นที่นี้ไม่ได้ แต่ที่สุดก็คือทุกคนทำได้

ที่มาของภาพ, Wasawat lukharang/bbc thai
"เวลาทำงาน ก็มีดุบ้างเหมือนกัน เคยบอกทีมว่าถ้าไม่เอาใจมาทำงานก็ไม่ต้องมา ลาไปเลย" หัวหน้านวลปรางโชว์คำพูดสุดเฮี้ยบ
ในทัศนะของนวลปราง ความเป็นหญิงมี "ข้อดี" ในอาชีพตำรวจ เพราะผู้หญิงมีความละเอียดกว่า ช่างสังเกตกว่า ทำให้งานมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น และในคดีละเอียดอ่อนอย่างคดีข่มขืน การใช้พนักงานสอบสวนหญิงจะสร้างความไว้วางใจให้แก่ผู้ถูกล่วงละเมิดได้ดีกว่า แต่ขณะเดียวกันเธอยอมรับใน "ข้อด้อย" ยามต้องใช้อาวุธป้องกันและปราบปราม ติดตามจับกุม ผู้หญิงอาจทำได้ไม่ดีนักหากเทียบกับผู้ชาย
เหตุเครียด-ตึง-รุนแรงที่เกิดขึ้นในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ผลักดันให้ผู้หญิงหลายคนเข้าไปมีบทบาทในกระบวนการสร้างสันติภาพและทำงานด้านมนุษยธรรม แต่สำหรับนวลปรางจัดอยู่ในกลุ่ม "สตรีผู้จับอาวุธ"

ที่มาของภาพ, Wasawat lukharang/bbc thai
เธอให้เหตุผลว่าต้องถืออาวุธเพื่อความปลอดภัย เพราะระหว่างออกพื้นที่อาจถูกซุ่มยิง หรือจู่โจมได้เสมอ แต่ถึงกระนั้นเธอไม่นิยมความรุนแรง และหวังจะเห็นความสงบสุขในพื้นที่ไม่ต่างจากที่ประชาชนทั่วไปรู้สึก
ส่วนความใฝ่ฝันสูงสุดในฐานะผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ คือการได้ติดดาว 3 ดวงบนบ่า มีมงกุฏครอบ ติดยศ "พันตำรวจเอก" เป็น "ผู้กำกับหญิง" ในสักวัน










