โควิด-19 : แพทย์ รพ.สนาม กับการทำงานในวันที่อัตราครองเตียงเต็มกำลัง

ที่มาของภาพ, Facebook/อนุทิน ชาญวีรกูล
- Author, สมิตานัน หยงสตาร์
- Role, ผู้สื่อข่าวพิเศษบีบีซีไทย
"นอกจากเราเป็นบุคลากรทางการแพทย์แล้ว เราเป็นประชาชนเหมือนกัน ผมเป็นหมอ แต่ผมก็เป็นลูกของป๊ากับม๊า เป็นเพื่อนของคนอื่น ๆ ผมก็มีบทบาทหน้าที่อื่นเช่นกัน"
ในช่วงเวลาที่ทัพหน้าเริ่มเหนื่อยล้า จากการต่อสู้กับโรคระบาดโควิด-19 มาเป็นเวลานาน "ความเข้าอกเข้าใจ" นับเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยเติมแรงให้กับบุคลากร ตามความเห็นของ นพ.อภิชาต เจนศิลปกร หรือ หมอโจ้ อายุรแพทย์จบใหม่ ซึ่งถูกระดมมาเป็นกำลังของการรับมือผู้ป่วยโควิด-19 ในพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑล
นพ. อภิชาต หนึ่งในแพทย์ของ รพ. สนามบุษราคัม ที่รองรับผู้ป่วยกว่า 3,000 เตียง และห้องไอซียูสนามอีก 12 เตียง คุยกับบีบีซีไทยถึงการทำงานหนักของคนหน้างาน รวมถึงข้อกังวลถึงระบบสุขภาพของคนไทยในอนาคต
"ไม่ให้กลับต้นสังกัด ให้อยู่ช่วยโควิดส่วนกลาง" ข้อความที่ส่งต่อกันมาในกลุ่มเพื่อน กลายเป็นสัญญาณแรกที่ทำให้กลุ่มแพทย์เชี่ยวชาญที่เพิ่งจบใหม่ในปี 2564 "ทำตัวไม่ค่อยถูก" เนื่องจากถึงเวลาพวกเขาจะกลับไปปฏิบัติในพื้นที่ที่เลือกใช้ทุนเอาไว้แล้ว หลังสำเร็จการศึกษาในช่วงเรียนต่อเฉพาะทาง แต่ข่าวคราวที่ส่วนกลางต้องการกำลังเสริมก็เริ่มหนาหู
วันที่ 1 ก.ค. ความแน่ชัดจึงปรากฏ เมื่อรองปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นตัวแทนนัดหมายแพทย์เชี่ยวชาญจบใหม่เฉพาะทาง 4 สาขา ทั้งอายุรแพทย์ทั่วไปด้านปอด ด้านโรคติดเชื้อ และเวชบำบัดวิกฤตกว่า 144 คน เพื่อชี้แจงถึงแนวทางการ ให้ปฏิบัติงานในเขตกรุงเทพฯ ชั่วคราว จากสถานการณ์ผู้ติดเชื้อที่เพิ่มสูง
ในวันเดียวกันนั้นเอง แพทย์ที่อยู่ในจังหวัดซึ่งมีผู้ป่วยจำนวนมาก ก็รับคำสั่งให้ไปประจำการตามเดิม รวมถึงแพทย์ที่มี รพ. ต้นสังกัดในกรุงเทพฯ ตั้งแต่ต้น เนื่องจากหลายแห่งมีการขยายแผนกไอซียูเพิ่มเติม ก็ถูกกระจายไปตามความเหมาะสม
ท้ายที่สุดเหลือแพทย์ที่ประจำการใน รพ. บุษราคัม ทั้งสิ้น 32 คน โดยเริ่มปฏิบัติงานในวันต่อมาทันที

ที่มาของภาพ, Facebook/อนุทิน ชาญวีรกูล
ด้วยสถานการณ์การติดเชื้อที่เพิ่มสูงขึ้นในกรุงเทพฯ และปริมณฑล นพ. อภิชาติหรือ "หมอโจ้" เห็นด้วยว่านี่เป็นการตัดสินใจที่เหมาะสม เพราะบรรดาอายุรแพทย์ก็มีประสบการณ์ในการติดตามผู้ป่วยติดเชื้อโรคนี้อยู่แล้ว
"อายุรแพทย์ที่จบใหม่ทุกคนได้ดูเคสโควิดหมดเลย และส่วนใหญ่ใน รร.แพทย์ ก็จะเป็นเคสเหลือง ถึงส้ม ถึงแดง ถ้าจะเอาคนที่มีประสบการณ์ไม่ใช่ว่าเก่งที่สุด ก็เป็นพวกผมนี่แหละเหมาะสมแล้ว"
อย่างไรก็ตามหมอโจ้อดไม่ได้ที่จะแสดงความคิดเห็นถึงความไม่ชัดเจนของแนวนโยบาย เนื่องจากระยะเวลาการเรียกตัวในเวลาที่กระชั้นชิด รวมถึงการนัดหมายที่ท้ายที่สุดบางส่วนก็ต้องกลับไปประจำยัง รพ. ต้นสังกัดตามแผนเดิม ล้วนส่งผลต่อการวางแผนของแต่ละคนทั้งสิ้น แม้จะเข้าใจว่านี่เป็นสถานการณ์เร่งด่วนก็ตาม
ปฏิบัติการในรพ.สนาม
ย้อนกลับไปว่าช่วงเดือน มิ.ย. ช่วงปลายของการเรียนต่อเฉพาะทาง หมอโจ้ก็เป็นแพทย์คนหนึ่งที่จะต้องกลับไปทำงานยัง รพ. ต้นสังกัดที่เลือกใช้ทุนนั่นคือ รพ. เพชรบูรณ์
ตลอดการทำงานช่วงเรียนต่อ หรือที่เรียกกันว่า Inservice Traning นั้น หมอโจ้เองก็ต้องรับมือกับผู้ป่วยติดเชื้ออยู่แล้ว ตามการปรับตัวของ รพ. ซึ่งมีการปรับเปลี่ยนแผนกต่าง ๆ มารองรับผู้ติดเชื้อ การที่ต้องไปทำงานต่อใน รพ.สนามวันต่อมาทันที จึงไม่ใช่ปัญหาสำหรับหมอโจ้
แต่ขึ้นชื่อว่า "รพ.สนาม" ซึ่งเป็นสถานที่ชั่วคราวเฉพาะกิจที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อรองรับสถานการณ์โรคระบาด จึงต้องปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงตามสถานการณ์อยู่ตลอด
สำหรับมาตรฐานการปฏิบัติที่ รพ. สนามแห่งนี้ก็ไม่ได้แตกต่างจากที่อื่น ๆ คนไข้ทั้งหมดจะถูกดูแลด้วยระบบวินิจฉัยทางไกล ที่คุ้นหูกันว่า "Telemedicine"

ที่มาของภาพ, อภิชาต เจนศิลปกร
"สิ่งที่ขัดใจที่สุด ก็คือปกติแล้วเราเป็นอายุรแพทย์ เราต้องตรวจคนไข้ดูว่าเป็นอะไร คนไข้เป็นโควิดก็จริง แต่ก็มีโรคอื่นด้วย มันจะลำบากเรื่องการตรวจมากกว่า บางอย่างต้องตรวจด้วยตา ต้องจับ ต้องคลำ เราทำไม่ได้"
มีเพียง "ทีมเผชิญหน้า" หรือทีม MERT ซึ่งมีแพทย์เวชศาสตร์ฉุกเฉิน ร่วมกับพยาบาลอีกจำนวนหนึ่งเท่านั้น ที่จะสัมผัสตัวคนไข้อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะกรณีที่ต้องใส่เครื่องช่วยหายใจ การให้ยา โดยใน รพ. สนามแห่งนี้มีแพทย์ส่วนนี้เพียง 2 คนที่ต้องทำงานสลับกัน
"เขาทำงานกันหนักมาก" หมอโจ้พูดถึงเพื่อนร่วมงาน
แม้ว่า "23 เวร" การทำงานในหนึ่งเดือน ซึ่งจัดคล้ายระบบห้องฉุกเฉินที่มี 3 เวร เช้า-บ่าย-ดึก หมุนเวียนกันไป อาจไม่ใช่ตัวเลขที่น่าตื่นตกใจในหมู่แพทย์ ที่ขึ้นชื่อว่าควบเวรกันเป็นเรื่องธรรมดา "จำนวนกะไม่ได้เยอะ เพียงแต่เวลาทำงานเราก็ใช้พลังจนหมดกะ"
เป้าหมายลดคนไข้อาการหนัก
"จุดประสงค์ของการให้อายุรแพทย์จบใหม่เข้ามาช่วย ก็เพื่อให้ดูคนไข้กลุ่มนี้ (สีเหลืองเข้ม) เป็นหลัก…ตั้งแต่ที่มาก็มีทุกวัน วันนึงก็เป็นสิบคน แต่บางครั้งก็อาจจะยังไม่ได้ใส่ท่อ แต่ใส่ท่อก็มีทุกวัน"
หมอโจ้ย้ำถึงเป้าหมายสำคัญของอายุรแพทย์อย่างเขา คือการลดจำนวนผู้ป่วยที่ "จะกลายเป็นผู้ป่วยอาการหนัก" จนต้องใส่เครื่องช่วยหายใจ
โดยเบื้องต้นสำหรับรพ.สนาม ตั้งขึ้นมาก็เพื่อรองรับผู้ป่วยที่ไม่มีอาการจนไปถึงอาการน้อย อย่างที่เข้าใจกันว่าเป็นผู้ป่วยสีเขียวและสีเหลือง
แต่ด้วยสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง มีผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยที่อาการแย่ลง จนต้องได้รับออกซิเจนที่อัตราไหลสูง โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุ และผู้ที่โรคร่วม จนท้ายที่สุดจำเป็นต้องขยับขยายให้มีไอซียูสนาม 12 เตียง เพื่อดูแลก่อนรอส่งตัวไปยังไอซียูในรพ.ต่างๆ ที่มีความพร้อมทั้งอุปกรณ์และสถานที่
หมอโจ้เล่าต่อว่า แนวโน้มผู้ป่วยอาการหนักพบได้มากในผู้ที่มีภาวะอ้วน คือมีค่าดัชนีมวลกาย (BMI) สูง
"คนไข้ที่เป็นโควิดอย่างเดียวเรารักษาไม่ยาก แต่มันจะมีโรคร่วม โรคประจำตัวอื่น ๆ หรือโรคฉุกเฉินที่เกิดขึ้นในคนไข้ที่เป็นโควิดพอดี แบบนี้มากกว่าที่จะดูแลยาก อย่างการเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต ซึ่งจำเป็นต้องตรวจประเมินและให้ยา แต่ทำได้ยาก"

ที่มาของภาพ, Facebook/อนุทิน ชาญวีรกูล
ผู้ป่วย = ผู้ป่วยติดเชื้อ + ผู้ป่วยทั่วไป
แม้แพทย์ถูกฝึกฝนมาเพื่อรับมือกับความป่วยไข้ แต่การที่ต้องเห็นผู้ป่วยอาการแย่ลงในทุก ๆ วัน ก็ไม่ใช่เรื่องปกติ หมอโจ้ ก็สะท้อนจากประสบการณ์ของรุ่นน้องและเพื่อน ๆ ที่จำนวนมากต้องทำงานในรพ.ที่มีจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นในทุกวันว่า "เกินมือพวกเราไปมากแล้ว"
"เตียงก็เต็ม จนคนไข้ต้องนอนรอที่ห้องฉุกเฉิน เหมือนห้องฉุกเฉินกลายเป็นหอผู้ป่วยโควิดไปโดยปริยาย" ซึ่งนี่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในจ.สมุทรสาคร
เมื่อไม่รู้ว่าศึกนี้จะยืดเยื้อไปถึงเมื่อไหร่ ความเหนื่อยล้าจึงเป็นสิ่งที่ผู้ปฏิบัติงานไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เพราะสิ่งที่ต้องไม่ลืมคือ "ทุก รพ. ไม่ได้มีแค่ผู้ป่วยโควิด"

ที่มาของภาพ, Facebook/อนุทิน ชาญวีรกูล
ตามตำแหน่งหน้าที่ซึ่งต้องไปประจำยังรพ.เพชรบูรณ์ จึงทำให้หมอโจ้พยายามติดตามเหตุการณ์ในพื้นที่อยู่ตลอด ด้วยรู้ว่าที่นั่นแม้จำนวนผู้ติดเชื้อไม่สูงมาก แต่ปัญหาการ "ขาดแคลนอายุรแพทย์" ที่มีมาตั้งแต่ต้นก็ส่งผลต่อผู้ทำงาน
"คนไข้ก็ไม่ได้มีแค่โควิด อายุรแพทย์ที่เพชรบูรณ์ก็ขาดแคลนอยู่แล้วตั้งแต่ก่อนหน้า ตอนนี้ยิ่งหนัก"
อย่างไรก็ตามที่สุดแล้ว การตัดสินว่าแพทย์จบใหม่จะได้กลับไปยังรพ.ต้นสังกัดเมื่อครบกำหนด 1 เดือน หรือจำเป็นต้องช่วยงานส่วนกลางต่อก็ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม
เมื่อ รพ.จำเป็นต้องแก้ปัญหาวิกฤติเร่งด่วนนี้ การปรับลดภาระงานอื่น ๆ ทั้งที่ไม่จำเป็น และป้องกันการติดเชื้อ ก็นำมาซึ่งผลกระทบกับผู้ป่วยโรคอื่น ๆ ที่เกิดกรณี "ขาดยา" จากหลายปัจจัย
"กระทบแน่นอนครับ ตั้งแต่ช่วงโควิดแรก ๆ เราจะเจอปัญหาคนไข้ขาดยา โดยบอกว่ากลัวโควิด" จึงเป็นที่มาให้หลายรพ.คัดเลือกผู้ป่วยที่สามารถควบคุมอาการได้ดี เพื่อจัดส่งยาทางไปรษณีย์ แต่นั่นก็ไม่สามารถรับมือได้ทั้งหมด
ยิ่งไปกว่านั้น หมอโจ้สะท้อนว่ายังผู้ป่วยอีกกลุ่มหนึ่ง ที่อาการของโรคแย่ลง จนยากต่อการรักษา
"คนไข้เรื้อรังที่อาการยังไม่รุนแรง ก็เริ่มมีปัญหา เช่นคนไข้ที่เกือบต้องล้างไต แต่ตอนนี้พอขาดโน่นนี่นั่น ควบคุมปัจจัยได้ไม่ดี คุมอาการได้ไม่ดีด้วยข้อจำกัด ก็จะกลายเป็นคนไข้ที่หนักต้องล้างไตเพิ่ม"
นั่นจึงเป็นเหตุผลสนุนที่หมอโจ้มองว่า การใช้มาตรการโดยเฉพาะการฉีดวัคซีนที่มีประสิทธิภาพสูง และการล็อกดาวน์อย่างเด็ดขาดตามสถานการณ์ที่วิกฤตตอนนี้ เป็นสิ่งที่ต้องเร่งรัดให้แล้วเสร็จ เพื่อให้สามารถฟื้นฟูวิกฤตเศรษฐกิจในลำดับถัดไปได้
หัวใจของการกักตัวอยู่บ้าน
สำหรับแนวทางที่จะให้กักตัวที่บ้าน หรือที่เรียกว่า Home Isolation (HI) นั้น นับเป็นแนวทางที่หมอโจ้มองว่าเหมาะสมกับสถานการณ์ แม้จะไม่ใช่การลดภาระของบุคลากรทางการแพทย์ทั้งหมด ด้วยปกติในกลุ่มผู้ป่วยอาการน้อย นอกจากการติดตามอาการ แพทย์ก็แทบจะไม่ได้ให้การรักษาเป็นพิเศษ เป็นเพียงรอนับวันกลับบ้าน
แต่การ "ลดการครองเตียง" และ "ลดการสูญเสียทรัพยากร" เป็นเรื่องสำคัญที่แนวทางนี้จะช่วยแบ่งเบาไปได้
อย่างไรก็ตามนอกจากการประเมินว่าเป็นผู้ติดเชื้อมีอายุน้อย และไม่ได้มีโรคประจำตัว สามารถกักตัวที่บ้านได้แล้วนั้น "พื้นฐานด้านความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการดูแลตัวเองได้ดี" นับเป็นประเด็นที่สำคัญยิ่งกว่าตามความคิดเห็นของหมอโจ้
"คนที่ไม่มีความเข้าใจในการดูแลตัวเอง ก็จำเป็นต้องอยู่ในระบบ ไม่นั้นเขาก็จะกลายเป็นผู้ป่วยหนัก หรือแพร่เชื้อต่อไปอีก"
โดยเบื้องต้นเมื่อทราบว่าเป็นผู้ติดเชื้อแล้ว การตั้งสติเป็นสิ่งสำคัญลำดับแรก เพื่อที่จะได้ประเมินอาการตนเองได้อย่างเหมาะสม ก่อนที่จะติดต่อประสานงานกับเจ้าหน้าที่ และดูแลตัวเองตามคำแนะนำของแพทย์
"หมอรักษาตามอาการที่เกิด อย่างมีไข้ก็ต้องได้รับยาลดไข้ต่าง ๆ เพียงแต่เรา'ต้องรู้ตัว' หนึ่งคือรู้ปริมาณ(ยา)ที่เหมาะสม สองรู้ตัวว่าเราไม่มีข้อห้ามในการกินยาเหล่านั้น"
หมอโจ้ยกตัวอย่างกรณีผู้ป่วยโรคตับแข็ง ซึ่งมีข้อควรระวังในการทานพาราเซตามอล ผู้ป่วยก็จำเป็นต้องรู้ปริมาณที่ตัวเองรับได้
"ณ เวลานี้ ตัวเราเองต้องรู้ดีที่สุด หรือถ้าเป็นผู้สูงอายุคนในครอบครัวที่ต้องรู้ ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นหมอไม่รู้อะไรเลย กลับไปให้ยาที่ทำร้ายคนไข้ไปเสียอีก"

ที่มาของภาพ, Facebook/อนุทิน ชาญวีรกูล
บุคลากรทางการแพทย์คือประชาชน
ในช่วงเวลาที่ผ่านมา บุคลากรทางการแพทย์อยู่บนพื้นฐานความเสี่ยงตลอดเวลาอยู่แล้ว ทุกคนจึงต่างระวังตนเอง โดยเฉพาะการแยกตัวออกจากครอบครัว
อย่างกรณีของแพทย์เชี่ยวชาญจบใหม่ หมอโจ้สะท้อนภาพว่า หลายคนต้องห่างจากครอบครัวมาเป็นเวลานาน แต่ด้วยรู้ถึงหน้าที่และความจำเป็น ทุกคนจึงต่างเต็มใจที่จะปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลัง
"เพื่อนเพิ่งแต่งงานเมื่อปีที่แล้วลูกเพิ่งคลอดได้ 7 วัน ตอนจบหวังผลว่าจะลาต่อเพื่ออยู่กับครอบครัว ดูแลภรรยากับลูกซึ่งยังไม่เคยเจอหน้ากันเลย อันนี้เข้าใจว่าเป็นหมอ มีความรับผิดชอบกับสังคม แต่ก็อยากให้เข้าใจเขาด้วยว่าเขาก็เป็นพ่อคนที่ยังไม่เคยเจอหน้าลูกตัวเองเลย"
ดังนั้นความเข้าอกเข้าใจ และความชัดเจนของแนวทางปฏิบัติ ก็เป็นส่วนสำคัญที่จะลดความเหนื่อยล้าของคนหน้างานตามความเห็นของหมอโจ้
เช่นเดียวกับคนอื่น ๆ ในสังคม ที่ต้องผ่านช่วงเวลาที่อยากลำบากนี้ไปด้วยกัน ซึ่งจำนวนมากต้องทำงานหนักในบริบทที่ต่างกันออกไป ไม่ใช่เพียงบุคลากรทางการแพทย์ ความชัดเจนในกรสื่อสารในทุกมิติจึงเป็นเรื่องสำคัญ
"คนที่ทำงานอื่น ๆ ก็ต้องทำงานหนักไม่ต่างจากเรา แต่ถ้าจะคิดง่าย ๆ คือเรารายได้เท่าเดิมนะ แต่งานหนักมากขึ้นก็อาจจะได้...ถามว่าอยากได้อะไรเพิ่มไหม ก็ในเมื่อเราทำหนักมากขึ้น ก็น่าจะดูแลเราให้ดีมากขึ้น"
ท้ายที่สุดหมอโจ้ฝากถึงครอบครัว ซึ่งเป็นคนที่ห่วงเขา และเขาก็ห่วงมากที่สุดว่า
"ไม่ต้องเป็นห่วงเยอะ ตอนทำงาน เราดูแลตัวเองอยู่แล้ว จะดูแลตัวเองให้ปลอดภัย จะได้ไปเจอกันในวันและเวลาที่เหมาะสม ที่เจอกันได้แบบสบายใจ แบบไม่ระแวงกัน"









