โควิด-19 : ผอ.รพ.ธารโตกับกลยุทธ์พิชิตความเชื่อ "โควิดทิพย์"
เรื่องโดย อิสสริยา พรายทองแย้ม
วิดีโอโดย กูยิ อีแต
แพทย์หนุ่มชาวไทยมุสลิมที่เกิด เติบโตในชนบท และเลือกทำหน้าที่ในพื้นที่ห่างไกลอย่าง อ.ธารโต จ.ยะลา เผยประสบการณ์เผชิญแรงต้านจากการใช้ "ไม้แข็ง" คุมโรคโควิด-19 ให้อยู่หมัด และสลายชุดความคิด "โควิดทิพย์" ของคนในพื้นที่
"เป่ายิงฉุบกับเพื่อนครับว่าใครจะเป็น ผอ. รพ.ธารโต" นพ.มัสลัน ตะเระ เล่าขำ ๆ เมื่อถามว่าทำไมถึงเลือกมาทำงานในชนบท อย่างพื้นที่สามจังหวัดภาคใต้
แพทย์หนุ่มชาว อ.รามัน จ.ยะลา นั่งเก้าอี้ผู้อำนวยการ รพ.ธารโต ได้ราวเจ็ดปีแล้ว หลังจากเรียนจบจากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และเป็นแพทย์ประจำ รพ.ธารโตอยู่สองปี นับตั้งแต่ปลายปี 2554 สถานที่ทำงานแห่งแรกของเขาและเพื่อนที่เป็น "หมอจบใหม่" ด้วยกันอีกหนึ่งคน
- โควิด-19 : พยาบาลชายแดนใต้ผู้ไม่ย่อท้อกับภารกิจปราบไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่
- โควิด-19: เปิด รพ.สนามในเรือนจำนราธิวาส หลังผู้ต้องขัง- จนท. ติดโควิด 120 คน
- จับตาคลัสเตอร์ "บ้านเปาะยานิ" ในยะลา ล่าสุดติดเชื้อ 402 ราย กระจายไปแล้ว 12 จังหวัด
- โควิด-19: นายกฯ สั่งเปิดประเทศใน 120 วัน ภาคธุรกิจเชื่อว่าทำได้ แต่หมอหวั่นใจ
"จริง ๆ ก็ต้องเป็นผมอยู่แล้ว เพราะเราอยู่ที่นี่กันแค่สองคน แต่เพื่อนตัดสินใจไปเรียนต่อเป็นหมอห้องฉุกเฉิน" นพ.มัสลันอธิบายต่อ
ความแตกต่างในเรื่องคุณภาพชีวิตของชาวบ้านใน อ.ธารโต ที่ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ชนบทห่างไกล และคนจำนวนมากยังอาศัยอยู่บนเขา ทำให้เขาเลือกที่จะทำงานต่อไปที่โรงพยาบาลแห่งนี้
"ประเด็นมันคือผมอยู่ในจังหวัดเดียวกัน แต่ อ.รามันบ้านผมห่างจากธารโตแค่ร้อยกว่าโล แต่คุณภาพชีวิตที่บ้านผมกับที่นี่มันคนละเรื่อง ที่ธารโตมีเด็กขาดสารอาหาร มีโรคแปลก ๆ และคนก็มีความตระหนักเรื่องในสุขภาพคนละเรื่องกับที่บ้านผมเลย สาเหตุหนึ่งเป็นเพราะไม่มีหมอมาอยู่นาน ๆ เพื่อพัฒนาเรื่องพวกนี้ ผมเลยรู้สึกว่ามาทำตรงนี้ดีกว่า"

ที่มาของภาพ, กูยิ อืแต
เขาเล่าว่า รพ.ธารโต ซึ่งปัจจุบันมีแพทย์ 5 คน พยาบาลและเภสัชกรอีกราว 80 คน ครอบคลุมพื้นที่ 4 ตำบล ซึ่งถือเป็นพื้นที่ใหญ่ และยังมีสภาพเป็นป่าเขา มีชุมชนเมือง 3-4 แห่ง ซึ่งประชาอาศัยกันอยู่อย่างแออัด การระบาดของโรคโควิด-19 ที่เกิดขึ้นล้วนอยู่ในพื้นที่ชุมชนเมือง และนั่นคือที่มาของการคุมเข้มเพื่อควบคุม
ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา นพ.มัสลัน และทีมงานลงพื้นที่สำรวจหาผู้ติดเชื้อประเภทที่เป็น "ซูเปอร์สเปรดเดอร์" กับผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงว่าจะติดเชื้อ เพื่อแยกตัวคนเหล่านั้นออกไปรักษาและกักตัว เขายกตัวอย่างที่หมู่บ้านเจาะซีโป๊ะ ต.บ้านแหร อ.ธารโต ซึ่งมีชาวบ้านอาศัยอยู่กว่า 500 คน หมอและพยาบาลเข้าไปสำรวจและแยกตัวผู้ป่วยและกลุ่มเสี่ยงถึงสามครั้ง โดยพบผู้ติดเชื้อกว่า 70 คน และคนที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงอีกกว่าร้อยคน

ที่มาของภาพ, กูยิ อืแต
"รวม ๆ แล้วเฉพาะหมู่บ้านนี้ เราแยกคนออกมารักษาและกักตัวรวมสองร้อยกว่าคน เรียกได้ว่าครึ่งหมู่บ้าน พอทำแบบนี้สักอาทิตย์สองอาทิตย์ก็จบ ไม่มีการกระจาย ถ้าเราเอาไม่ก็อยู่จะกระจายไปที่อื่น" แพทย์หนุ่มกล่าว แต่การแยกชาวบ้านออกมาจนทำให้หมู่บ้านเกือบร้างเช่นนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย
"เคยฟังไหมว่าเหตุการณ์สงบ งบไม่มา…มันจะมีชุดความคิดนี้ฝังอยู่ลึก ๆ อยู่ในใจของคนในพื้นที่อยู่แล้ว เผอิญว่าโควิดมันไประบาดในมัสยิด ในชุมชนมุสลิม…แล้วทำไมคนไทยพุทธไม่ระบาด ทำไมมันระบาดในมัสยิดอย่างเดียว ทำไมในวัดมันไม่ระบาดล่ะ พอสองชุดความคิดนี้มาอยู่ด้วยกัน มันก็เลยเกิดแรงต้านขึ้นมา"
ในช่วงแรกที่ชาวบ้านบางส่วนที่ยังไม่เข้าใจที่มาของโรค จึงไม่ค่อยต้อนรับแพทย์และพยาบาลที่ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมชุมชน จนเจ้าหน้าที่บางคนเกิดอาการท้อและไม่ต้องการลงพื้นที่อีก ซึ่งเขาต้องทำความเข้าใจกับทั้งทีมงานและชาวบ้านถึงความจำเป็นต้องใช้ "ไม้แข็ง" อย่างที่ว่า
ด้วยความที่เคยเป็นดีเจ และนักพูดสมัยที่ยังเรียนหนังสือ ผอ.รพ.ธารโต เลือกใช้โซเชียลมีเดียอย่างเฟซบุ๊ก และยูทิวบ์ เป็นช่องทางพูดคุยให้ได้รับรู้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องสุขภาพ ความเป็นอยู่การพัฒนาคุณภาพชีวิต การเลี้ยงดูบุตร อาการของโรคโควิด-19 วิธีรักษา และเรื่องของวัคซีน ในแบบที่ชาวบ้านเข้าใจได้จริง ๆ โดยข้อมูลทั้งหมดดัดแปลงมาจากสื่อของภาครัฐ และนำมาสื่อสารเป็นภาษามลายู
"บางทีเขานึกภาพไม่ออก เพราะความเป็นกรุงเทพฯ กับชนบทนึกไม่ออกว่าคนกำลังทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ไปเพื่ออะไร...อย่างเรื่องวัคซีนโควิด ที่อื่นเขาสื่อว่าปลอดภัยหรือไม่ แต่คำถามของคนที่นี่ไม่ใช่เรื่องแบบนั้น คำถามของคนที่นี่คือฮาลาลไหม ถูกหลักศาสนาไหม สะอาดไหม ฉีดแล้วเด็กจะโง่ลงไหม หรือเรื่องใส่แมกส์ละหมาดได้ไหม ไม่กลัวพระเจ้าเหรอ โควิดเป็นเรื่องการเมืองไหม ผลประโยชน์รึเปล่า ซึ่งในสื่อภาครัฐ หรือสื่อทั่วไปไม่มีคำตอบให้เขา"

ที่มาของภาพ, กูยิ อืแต
คำถามเหล่านี้ นพ.มัสลันเห็นว่าเกิดขึ้นได้ในพื้นที่ที่ชาวบ้านต้องอยู่กับสถานการณ์ความไม่สงบมาเป็นเวลายาวนาน
วันนี้ชาวบ้านจากหมู่บ้านเจาะซีโป๊ะจำนวนหนึ่งได้เดินทางกลับบ้านแล้วหลังจากรักษาหายและกักตัวครบกำหนด แต่ในพื้นที่ อ.ธารโต ยังมีคลัสเตอร์การระบาดของโรคโควิด-19 อีกสองพื้นที่ คือหมู่บ้านหน้าเกษตร ที่ต้องมีผู้ถูกนำตัวไปรักษาและกักตัวอีกราว 70 คน และผู้ที่เดินทางกลับจากคลัสเตอร์ชุมชนมัรกัส หรือศูนย์ดะวะห์ ซึ่งใน อ.ธารโตพบผู้ติดเชื้อแล้วจำนวนหนึ่ง
อย่างไรก็ดี ภารกิจของแพทย์ยังไม่หมดแค่นั้น แต่ยังต้องหาทางทำให้คนอีกจำนวนหนึ่งที่ นพ.มัสลันเรียกว่าเป็นกลุ่ม "ฮาร์ดคอร์" ได้เข้าใจเรื่องโรคระบาดอย่างแท้จริง
"เราต้องยอมรับว่ามีกลุ่มนี้อยู่ เขาไม่อยากให้หมอเข้าไปยุ่งกับคนของเขา ซึ่งก็มีเรื่องการเมืองอีก เหมือนกับการฉีดวัคซีน ถ้าใครไม่ฉีดวัคซีนก็จะถือว่าอยู่ฝ่ายเขา...เราต้องพยายามอธิบาย ไม่ใช้อารมณ์ เข้าไปพูดคุยกันดี ๆ อธิบายว่าอะไรคืออะไร และไม่ได้บอกให้ต้องทำตามเราทันที แต่แค่สร้างความเข้าใจ ต่อรองว่าคนละครึ่งได้ไหม เขามาครึ่งทาง เราไปครึ่งทาง"
แพทย์ชายวัย 33 ปี อาศัยอยู่ที่ อ.ธารโต พร้อมภรรยาและลูกเล็ก ๆ อีกสามคน เขาบอกว่าไม่รู้สึกเสียดายโอกาสที่ลูก ๆ ไม่ได้ไปโรงเรียนในเมืองใหญ่ เพราะเขาเองก็โตมาแบบนั้น
"ผมไม่ได้ไปโรงเรียนดี ๆ ก็เป็นหมอได้ มันอยู่ที่คนมากกว่า โรงเรียนเป็นปัจจัยเสริมที่ช่วยผลักดัน แต่ถ้าเรามีวิธีที่จะผลักดันตัวเอง จะสำคัญมากกว่า เพราะถ้าโรงเรียนดี แต่เราไม่มีแรงผลักดันตัวเอง เราก็ไปดีไม่ได้"

ที่มาของภาพ, กูยิ อืแต
เขาไม่ปฏิเสธว่าเมืองใหญ่คือแหล่งความรู้ทางวิชาการที่เด็กมีโอกาสแสวงหาได้ในระดับมหาวิทยาลัย แต่เชื่ออย่างหนักแน่นว่าชนบทคือแหล่งความรู้ทั้งในเรื่องทักษะการใช้ชีวิตและความเป็นมนุษย์
"ในเมืองสอนวิชาการไม่ได้สอนให้รู้จักเอาตัวรอดหรือสอนให้ทำงานได้ดีกว่า เราสัมผัสหลายด้าน คนเรียนวิชาการอย่างเดียวทำนู่นนี่ไม่เป็น เข้ากับคนไม่ได้ก็มีเยอะ"

