โควิด-19: ศบค. ยื่นเสนอการผ่อนคลายมาตรการพร้อมรอพิจารณาภายในไม่เกินคืนพรุ่งนี้

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
ศบค. เตรียมผ่อนคลายมาตรการโควิดให้นั่งรับประทานอาหารในร้านได้บางส่วน มีผลบังคับใช้ไม่เกินเที่ยงคืนวันพรุ่งนี้
ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ ศบค. รายงานสถานการณ์ประจำวัน (15 พ.ค.) พบผู้ป่วยโควิด-19 รายใหม่ 3,095 ราย ในจำนวนนี้มี 877 ราย อยู่ในเรือนจำ/ที่คุมขัง และมีผู้เสียเสียชีวิตเพิ่มอีก 17 ราย
พื้นที่กรุงเทพฯ ยังเป็นพื้นที่การแพร่ระบาดหนัก มีผู้ป่วยหน้าใหม่ในรอบ 24 ชม. ที่ 1,163 ราย และมีผู้ป่วยสะสมในการระบาดระลอกเดือน เม.ย. จำนวน 24,724 ราย ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องใช้การค้นเชิงรุกในหลายจุด นพ. ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษก ศบค. แถลงว่า ในวันที่ 13 พ.ค. จากการตรวจเชื้อ 6,693 ราย พบผู้ติดเชื้อ 285 ราย คิดเป็น 4.26%
- ศบค. เล็งผ่อนคลายมาตรการสกัดโควิด เผยผลค้นหาเชิงรุกใน กทม. พบผู้ป่วยเฉลี่ย 5 คนใน 100 คน
- รู้จักวัคซีนโควิดของ "โมเดอร์นา" ที่รัฐอนุมัติให้ รพ.เอกชนจัดหาเป็นทางเลือก
- เกิดผลข้างเคียงอะไรบ้างกับคนไทย หลังฉีดวัคซีนของซิโนแวค-แอสตร้าเซนเนก้า
- ลำดับเหตุการณ์ แผนที่ อินโฟกราฟิก ยอดติดเชื้อ-เสียชีวิตในไทยและทั่วโลก
นพ. ทวีศิลป์ กล่าวเพิ่มเติมว่าประเด็นสำคัญของการหารือวันนี้คือการผ่อนคลายมาตรการร้านอาหารที่ยังต้องรอนายกรัฐมนตรีลงนามคำสั่งเห็นชอบ โดยทาง ศบค. จะนำเรื่องเพื่อขอการพิจารณาจาก พลเอก ประยุทธ จันทร์โอชา ถ้าเกิดมีการเห็นชอบกับหลักการก็จะมีคำสั่งผ่อนคลายมาตรการตามมา โดยจะมีการประกาศในเรื่องของวันและเวลาให้ทราบอีกทีหนึ่ง แต่ นพ.ทวีศิลป์ ยืนยันว่าน่าจะมีผลบังคับใช้เร็วที่สุดภายในเที่ยวคืนนี้ และช้าที่สุดภายในเที่ยงคืนของวันพรุ่งนี้

ที่มาของภาพ, ศบค.
นพ. ทวีศิลป์รายงานว่าพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวดเหลือ 4 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพฯ นนทบุรี ปทุมธานี และสมุทรปราการ ซึ่งปรับลงมาจาก 6 จังหวัด พื้นที่ควบคุมสูงสุดจาก 45 จังหวัด เหลือ 17 จังหวัด และพื้นที่ควบคุมจาก 26 จังหวัดเพิ่มเป็น 56 จังหวัด โดยพื้นที่ควบคุมสูงและเข้มงวดจะมีการผ่อนคลายมาตรการร้านอาหาร ให้มีการบริโภคในร้านได้ไม่เกิน 25% โดยเปิดให้บริการไม่เกิน 21.00 น. และสั่งกลับบ้านได้ไม่เกิน 23.00 น.
นอกจากนี้ ศบค. ได้เชิญกรมอนามัยและสมาคมภัตตาคารไทยมาเข้าร่วมประชุมหารือ โดยทั้งสองฝ่ายได้พูดคุยถึงมาตรการร่วมกันในเรื่องการกลับมาเปิดร้านอาหารใหม่ โดยทางสมาคมภัตตาคารไทยได้ตกลงที่จะทำตามมาตรการ และให้ความร่วมมือผ่านข้อเสนอมาตรการสถานประกอบกิจการร้านอาหาร พร้อมออกทั้งมาตรการต่าง ๆ ให้ร้านอาหารในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวดได้ปฏิบัติร่วมกัน
นพ. ทวีศิลป์ กล่าวว่าผู้ประกอบการทุกรายรับทราบและพร้อมที่จะปฏิบัติร่วมกัน พร้อมขอให้ประชาชนปฏิบัติตามมาตรการเหล่านี้ และช่วยเป็นหูเป็นตาในการแจ้งเบาะแสสถานประกอบการที่ไม่ทำตามข้อตกลง

ที่มาของภาพ, ศบค.
หลังจากที่มีการหารือกันแล้ว ผอ. ศบค. ชุดเล็กแจ้งว่ามาตรการที่เกิดขึ้นมาหลังการผ่อนคลายจะมีอยู่ 4 ประการได้แก่
- ลดที่นั่งเพื่อเว้นระยะห่างให้เหลือ 25%
- เร่งการฉีดวัคซีนให้พนักงานและผู้ประกอบการร้านอาหาร
- กำกับมาตรการให้เข้มข้น
- หากเกิดเหตุการณ์ติดเชื้อมาอีกจากการผ่อนคลาย ศบค. สามารถสั่งปิดกิจการได้
ความชุกของผู้ติดเชื้อใน กทม.
ตัวเลขของผู้ติดเชื้อรายใหม่ประจำวันส่วนใหญ่ของประเทศไทยยังมาจากพื้นที่กรุงเทพฯ โดยวันนี้ตัวเลขผู้ติดเชื้อของในกรุงเทพฯ ทำสถิติ "นิวไฮ" อยู่ที่ 1,163 ราย
นพ.ทวีศิลป์ สรุปจากรายงานว่าตอนนี้มีการแพร่กระจายหลัก ๆ ในกรุงเทพฯ อยู่ใน 27 คลัสเตอร์ ซึ่งกรจายอยู่ใน 17 เขตหลัก ได้แก่ ดินแดง วัฒนา คลองเตย หลักสี่ ลาดพร้าว ราชเทวี พระนคร ดุสิต ป้อมปราบศัตรูพ่าย สวนหลวง ปทุมวัน สาทร สัมพันธวงศ์ จตุจักร สีลม ประเวศ และวังทองหลาง
โดยในจำนวนนั้นมี 20 คลัสเตอร์ที่อยู่ระหว่างการดำเนินการสอบสวนและควบคุมพื้นที่อยู่ ส่วนอีก 7 คลัสเตอร์ ได้ดำเนินการควบคุมได้แล้วและใกล้ปิดการสอบสวน โดยไม่ได้นับรวมในพื้นที่เรือนจำ
ศบค. ทำการประเมินว่าเขตที่จะมีการระบาดมากและพบผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มขึ้นเร็ว ได้แก่เขต ป้อมปราบศัตรูพ่าย ดุสิต ปทุมวัน ราชเทวี คลองเตย ลาดพร้าว ฯลฯ โดยขอผู้บริหารแต่ละเขตให้ความร่วมมือช่วยกันในการควบคุมการแพร่ระบาด

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
นพ.ทวีศิลป์ รายงานว่าคลัสเตอร์แคมป์ก่อสร้างในพื้นที่หลักสี่มีความเข้มข้นของอัตราการติดเชื้อสูงถึง 21.99% โดยทั้งความแออัดหรือความหลากหลายของเชื้อชาติที่อยู่ในบริเวณนั้นเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้คลัสเตอร์นี้เกิดการระบาดเป็นกลุ่มก้อนใหญ่
ตัวเลขรายงานจาก กทม. พบว่าตัวเลขจากการสำรวจคนงานที่อาศัยอยู่ในแคมป์ก่อสร้างทั่วกรุงเทพฯ อยู่ที่ 59,757 คน จากทั้งหมด 393 แคมป์ที่กระจายอยู่ทั้ง 50 เขต ของกรุงเทพฯ โดยแบ่งเป็นคนไทยที่ 24,612 คน และเป็นชาวต่างชาติ 34,600 คน
ในส่วนของผู้ติดเชื้อที่เป็นชาวต่างชาติ ได้ถูกแยกตัวออกมาเพื่อทำการรักษาในพื้นที่ จ.สมุทรสาคร ซึ่งมีล่ามที่พูดภาษาเดียวกับแรงงานต่างชาติอยู่หลายคน ทำให้การสื่อสารเป็นไปได้สะดวกกว่า
นอกจากนี้ โฆษก ศบค. ยังได้เผยให้เห็นตัวเลขจากผลการตรวจหาเชื้อในชุมชนประจำวันที่ 13 พ.ค. ในหลายพื้นที่ของกรุงเทพฯ โดยมีการตรวจค้นหาเชิงรุก 6,693 ราย มีผลพบเชื้อ 285 ราย ซึ่งถือเป็น 4.26%

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
การจัดการคลัสเตอร์เรือนจำ
ณ วันนี้ ตัวเลขจากการตรวจค้นหาเชิงรุกของผู้ติดเชื้อที่มาจากเรือนจำมีตัวเลขสะสมอยู่ที่ 3,895 ราย
ตอนนี้คลัสเตอร์ใหญ่อยู่ที่เรือนจำ และเราต้องให้ความสำคัญในเรื่องการรักษา โดยปลัดกระทรวงสาธารณสุขให้นโยบาย "bubble and seal" มาใช้กับกลุ่มผู้ติดเชื้อในพื้นที่เรือนจำ เพื่อให้บริการเบ็ดเสร็จภายในพื้นที่เรือนจำได้
โดยทาง ศบค. จะจัดตั้งหน่วยงานเพื่อดูแลผู้ติดเชื้อในทุกระดับความรุนแรงเพื่อให้การดูแลแบบเบ็ดเสร็จเกิดขึ้นได้ภายในพื้นที่เดียว
สถานการณ์ในรอบ 24 ชม.
สำหรับสถานการณ์การติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ในไทยในรอบ 24 ชั่วโมง จากการรายงานของ ศบค. มีข้อมูลสำคัญ ดังนี้
- มีผู้ป่วยรายใหม่ 3,095 ราย เป็นการติดเชื้อในประเทศ 2,215 ราย, ติดเชื้อในเรือนจำ/ที่ต้องขัง 877 ราย และติดเชื้อจากต่างประเทศ 3 ราย ทำให้ยอดผู้ป่วยสะสมอยู่ที่ 99,145 ราย หายป่วยแล้ว 63,667 ราย
- มีผู้ป่วยสะสมในการระบาดระลอกใหม่ ตั้งแต่ 1 เม.ย. จำนวน 70,282 ราย หายป่วยแล้ว 36,241ราย
- มีผู้ป่วยรักษาตัวใน รพ./รพ. สนาม 34,913 ราย โดยมี 1,234 รายที่อาการหนัก และ 415 รายที่ต้องใส่เครื่องช่วยหายใจ
- มีผู้เสียชีวิตเพิ่มเติม 17 ราย ทำให้ยอดผู้เสียชีวิตสะสมอยู่ที่ 565 ราย คิดเป็น 0.57% โดยปัจจัยหลักต่อการติดเชื้อส่วนใหญ่ยังมาจากการสัมผัสใกล้ชิดกับคนในครอบครัวและเพื่อนร่วมงาน
- พื้นที่ที่พบผู้ติดเชื้อหน้าใหม่สูงสุด 5 อันดับแรกของประเทศในวันนี้ ได้แก่ กรุงเทพฯ (1,163 ราย), ปทุมธานี (222 ราย), สมุทรปราการ (201 ราย), นนทบุรี (126 ราย), และสมุทรสาคร (37 ราย)

ที่มาของภาพ, Thai News Pix











