รัฐประหารเมียนมา: ไทยและอาเซียนจะเล่นบทไหนในเวทีแก้วิกฤตนองเลือด

ออง ซาน ซู จี เดินกับ นายกรัฐมนตรีลี เซียน ลุง ช่วงร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน 6 ก.ย. 2016

ที่มาของภาพ, Reuters

คำบรรยายภาพ, นางออง ซาน ซู จี ผู้นำของเมียนมา และนายกรัฐมนตรีลี เซียน ลุง ของสิงคโปร์ ขณะเข้าร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน ในกรุงเวียงจันทน์ ของลาว 6 ก.ย. 2016
    • Author, ธันยพร บัวทอง
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

การที่ นายกรัฐมนตรีของไทย ส่ง รมว. ต่างประเทศ ไปร่วมประชุมอาเซียนที่กรุงจาการ์ตา เสาร์นี้ แทนตัวเอง ถูกมองจากนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ว่า ว่าเป็นการเดินเกมทางการทูตอย่างระมัดระวังของผู้นำไทย

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของไทย และ โฆษกของกองทัพเมียนมา ยืนยันตรงกันว่า เมียนมาจะส่งพลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้บัญชาการทหารสูงสุดเมียนมาและผู้นำรัฐประหาร เข้าร่วมประชุมเวทีนี้

แม้จะไม่ได้ไปร่วมประชุม แต่พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้หารือทางโทรศัพท์กับ นายโจโก วิโดโด ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย เมื่อ 22 เม.ย. ชื่นชมบทบาทอินโดนีเซียในเวทีอาเซียน ที่ได้ผลักดันให้มีการประชุมผู้นำอาเซียนเพื่อหารือเกี่ยวกับสถานการณ์ในเมียนมา และยืนยันว่าไทยพร้อมผลักดันการดำเนินการตามมติของที่ประชุม

ตั้งแต่การรัฐประหารโดยกองทัพ เมื่อ 1 ก.พ. ยึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือนของนางออง ซาน ซู จี ด้วยข้ออ้างเรื่องการโกงการเลือกตั้ง จนนำมาสู่การปราบปรามประชาชนที่ออกมาต่อต้าน จนมีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 738 คน คุมขังนักโทษการเมืองอีกอย่างน้อย 3,300 คน ท่ามกลางการประท้วงและคว่ำบาตรจากโลกตะวันตก ทว่าเพื่อนบ้าน เช่น ชาติสมาชิกอาเซียนกลับมีท่าทีที่ต่างกันไป

อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์ เล่นบทนำในการกดดันคณะรัฐประหารของเมียนมา ส่วนประเทศไทยเล่นบทร้องขอ แสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อเหตุการณ์นองเลือดที่รุนแรงขึ้น

รมว. ต่างประเทศ อินโดนีเซีย-ไทย-เมียนมา หารือกันใน กทม. เมื่อ 24 ก.พ. 2564

ที่มาของภาพ, Reuters

คำบรรยายภาพ, รมว. ต่างประเทศ อินโดนีเซีย-ไทย-เมียนมา หารือกันใน กทม. เมื่อ 24 ก.พ. 2564

นายมูห์ยิดดิน ยัสซิน นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย จะเดินทางเข้าร่วมประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนด้วยตนเอง ส่วนฟิลิปปินส์ โฆษกประธานาธิบดี ระบุว่า นายโรดริโก ดูเตอร์เต ประธานาธิบดี จะไม่เข้าร่วมการประชุม

บีบีซีไทย คุยกับ ผศ.ดร.ดุลยภาค ปรีชารัชช ผู้เชี่ยวชาญเรื่องอาเซียน และรองคณบดีฝ่ายวิชาการ วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ถึงสถานการณ์ทางการทูตและการเมืองในเมียนมาที่กำลังดำเนินไปในขณะนี้

บทบาทไทย

ผศ.ดร.ดุลยภาค มองว่า การที่ไทยส่งผู้แทนระดับรัฐมนตรีต่างประเทศไป เป็นการมองเกมการทูตที่อาจเป็นไปได้ 2 รูปแบบ คือ

  • หากมีการตีความเวทีนี้ว่า ผู้นำระดับสูงให้การรับรองรัฐบาลคณะรัฐประหารมือเปื้อนเลือด จะถือว่าไทยไม่ได้ให้การรับรอง เพราะระดับนายกรัฐมนตรีไม่ได้ไปร่วมประชุม
  • หากที่ประชุมมีการกดดันมิน อ่อง หล่าย อย่างหนัก หรือแทรกแซงมากเกินไป ก็จะถือว่ารัฐบาลไทย โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังรักษาสัมพันธ์กับคณะรัฐประหารไว้ได้

ชาติไหนมีท่าทีอย่างไรบ้าง

ผศ.ดร.ดุลยภาค มองว่า ประเทศที่มีระดับประชาธิปไตยสูงหน่อยก็จะกระตือรือร้น บางประเทศระดับประชาธิปไตยไม่สูงมากก็จะไม่กระตือรือร้น แต่ว่าบางประเทศไกลออกไปจากเมียนมาเลยพูดได้เต็มปากในการกดดัน บางประเทศอาจจะกระอักกระอ่วน อิหลักอิเหลื่อ เพราะว่ามีความสัมพันธ์ที่จำเพาะเจาะจงและเป็นเพื่อนบ้านที่ติดกับเมียนมา

"ผมมองว่าอาเซียนเสียงแตก มีท่าทีที่ยังไม่มีเอกภาพมากในการรวมพลังกันเพื่อสร้างวาระในการกดดันรัฐบาลมิน อ่อง หล่าย จะมีบางประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่อยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้พื้นทวีป และที่มีเขตแดนทางบกติดต่อกับเมียนมา เช่น ไทย ลาว เวียดนาม พวกนี้ก็ได้เห็นท่าทีชัดเจนในการไม่ได้กระตือรือร้นเร่งรัด บีบรัดคณะรัฐประหาร ในการเปลี่ยนสู่ประชาธิปไตยหรือยับยั้งภาวะที่ก้ำกึ่งใกล้เคียงสงครามการเมืองเข้าทุกที"

เขาแบ่งท่าทีของสมาชิกอาเซียน ออกเป็น 2 กลุ่ม คือ

Asean

ที่มาของภาพ, Getty Images

1.ประเทศอาเซียนภาคพื้นทวีป ไม่แสดงท่าทีกดดันไปจนถึงนิ่งเฉย

  • สปป. ลาว ระบอบการปกครองเป็นเผด็จการโดยพรรคคอมมิวนิสต์ ไม่มีประสบการณ์ในการเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตย
  • ไทย เป็นระบอบลูกผสม ที่มีทั้งประชาธิปไตยและเผด็จการผสมกัน รวมทั้งมีชายแดนทางบกติดกับเมียนมา 2,400 กิโลเมตร มีการค้าตามแนวชายแดน และมีความหวั่นไหวเรื่อง ความมั่นคง เช่น มิติการทะลักของผู้หนีภัยสู้รบเข้าไทยมากกว่าประเทศอื่น ดังนั้น รัฐไทย ก็มีจุดยืนทั้งการแสดงท่าทีในความสัมพันธ์ระดับพหุภาคีในกรอบอาเซียน ขณะเดียวกัน ก็ต้องแคร์ถึงความสัมพันธ์แบบทวิภาคีกับเมียนมาด้วย
  • เวียดนาม เป็นรัฐเผด็จการ ในแง่ของความสัมพันธ์ของกองทัพหรือการหยิบยืมตัวแบบระหว่างกองทัพเมียนมากับเวียดนาม ก็มีให้เห็นกันอยู่บ้าง ดังจะเห็นได้จากตัวแทนกองทัพเวียดนามไปร่วมพิธีสวนสนามของเมียนมา ส่วนกองทัพเมียนมาเองก็หยิบยืม ประสบการณ์ทางการทหารของเวียดนามจากการทำสงครามในอดีตที่สู้กับตะวันตกและการรุกรานจากต่างชาติจากเวียดนามาใช้ เช่น การทำสงครามอุโมงค์

2.ประเทศในภาคพื้นสมุทร ประเทศเหล่านี้ไม่มีพรมแดนที่ล็อกประชิดกับทางเมียนมา ทำให้ไม่ได้หวั่นไหวในเงื่อนไขการกระทบระทั่งในทางชายแดน ได้แก่ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ บรูไน อาจจะมีบางรัฐที่เข้าไปลงทุนในเมียนมาพอสมควร และมีการพูดถึงให้เมียนมาพัฒนาการเมือง เช่น สิงคโปร์

  • ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย มีระดับการพัฒนาประชาธิปไตยที่สูงเมื่อเปรียบเทียบกับเมียนมาหรือประเทศอื่นที่อยู่ในภาคพื้นทวีป
  • อินโดนีเซีย มีระดับการพัฒนาประชาธิปไตยที่สูง เช่นกัน ผู้นำมีความหลักแหลม ฉลาด โดยที่อินโดนีเซียต้องการเป็น "ผู้เล่นบทบาทสำคัญ" ในการในการผลักดันวาระนี้สู่เวทีในอาเซียน
  • บรูไน แม้ว่ารูปแบบการปกครองจะเป็นเผด็จการ และไม่น่าจะแยแสมากเรื่องการเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยในเมียนมา แต่มีเงื่อนไขพิเศษ ด้วยการเป็นประธานอาเซียน และอยู่ในที่ตั้งที่ไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง ก็ทำให้บรูไนต้องกระฉับกระเฉงอยู่บ้างในฐานะประธานอาเซียน เพื่อนำการพูดคุยแก้ไขวิกฤตในเมียนมา
  • สิงคโปร์ เป็นประชาธิปไตยแบบอำนาจนิยม แต่ว่าเป็นรัฐที่ยึดคุณค่าที่เป็นค่านิยมพื้นฐานสากล ในเรื่องของพลเมือง การกินดีอยู่ดีของประชาชน ทั้งนี้มีเงื่อนไขเฉพาะคือ สิงคโปร์เล็งเห็นความสำคัญของเรื่องนี้และมีการลงทุนในเมียนมาพอสมควร แม้ปกครองแบบอำนาจนิยม มีระดับประชาธิปไตยไม่สูงมาก แต่จำเป็นต้องขยับตามอินโดนีเซีย มาเลเซีย ด้วยการแข่งขันกันมีบทบาทในเวทีการเมืองระหว่างประเทศในอาเซียน
Asean

ที่มาของภาพ, Getty Images

อินโดนีเซียกับบทบาท "พี่ใหญ่"

ผศ.ดร.ดุลยภาค กล่าวว่าการเป็นรัฐหมู่เกาะขนาดใหญ่และเป็นรัฐดั้งเดิมในการก่อตั้งอาเซียนเมื่อปี 1967 ทำให้อินโดนีเซียเป็น "พี่ใหญ่" ของอาเซียนโดยอัตโนมัติอยู่แล้ว แม้ว่าจะมีบทบาทเด่นบ้างหรือหดบ้างตามแต่ละสมัยของประธานาธิบดีแต่ละคน

แต่ในสมัยของประธานาธิบดีโจโก วิโดโด อินโดนีเซียกระฉับกระเฉงมาก ในเรื่องการผลักดันประเด็นต่าง ๆ ให้เป็นประเด็นสำคัญของอาเซียน โดยมีอินโดนีเซียเองเป็นประเทศที่มีบบาทนำ

นอกจากนี้อินโดนีเซียก็เคยเป็นต้นแบบให้กับทหารเมียนมาในอดีต ในเรื่องการคลายอำนาจเผด็จการและเปลี่ยนสู่ประชาธิปไตย แต่ว่าทหารอินโดนีเซีย ถอนตัวกลับเข้ากรมกองได้เด่นชัดและสำเร็จและไปได้ รวดเร็วกว่าทางฝั่งเมียนมา อินโดนีเซียก็จะใช้ประสบการณ์ตรงนี้เหมือนกันในการเป็นตัวแบบให้กับผู้นำทหารเมียนมาได้ แต่นักวิชาการจาก มธ. ก็ชี้ด้วยว่าผู้นำทหารเมียนมาก็มองหลาย ๆ ประเทศเป็นตัวแบบเหมือนกัน

ทั้ง 9 ชาติ จะกดดันเมียนมาได้แค่ไหน

ผู้แต่งหนังสือ เนปิดอว์: ปราการเหล็กแห่งกองทัพพม่า วิเคราะห์ว่า ประเด็นเมียนมาเป็นปัญหาที่อยู่ในความสนใจของภูมิภาคและประชาคมโลก เพราะว่ามีการเข่นฆ่าประชาชน แล "เรดาร์" มันกระพริบว่าจะขึ้นไปสู่สงครามทางการเมืองหรือเปล่า ซึ่งกระตุ้นให้อาเซียนอยู่เฉย ๆ ไม่ได้แล้ว จึงต้องพยายามในการมีเวทีแก้วิกฤตเกิดขึ้น

รองคณบดีฝ่ายวิชาการ วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ มธ. เห็นว่า ความน่าสนใจอยู่ที่ "สูตรในการเจรจาต่อรอง" ของอาเซียน ว่าจะออกมาเป็นรูปแบบใดที่ช่วยให้ช่วยกลุ่มอำนาจต่าง ๆ ในประเทศเมียนมามาคุยกัน อาจออกมาในรูปแบบที่ครั้งนี้เชิญมิน อ่อง หล่าย ครั้งหน้าเป็นเวทีที่เชิญ "รัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ" ที่ฝ่ายประชาธิปไตยที่เพิ่งก่อตั้งขึ้นมา โดยไม่มีกองทัพมาร่วม ก่อนจัดเวทีที่ให้ทั้งสองฝ่ายส่งตัวแทนเข้ามาพูดคุยกันอีกครั้งหนึ่ง

มิน อ่อง หล่าย

ที่มาของภาพ, Reuters

คำบรรยายภาพ, นักการทูตระดับแนวหน้าของชาติหนึ่งในอาเซียนเชื่อว่าพลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย จะยอมเห็นพ้องกับอาเซียนเพียงไม่กี่เรื่องเท่านั้น

"อาจจะเป็นลักษณะคล้าย ๆ กลยุทธ์แบบทีละขั้นทีละตอน ผ่อนสั้น ผ่อนยาว ดึงประเด็นที่ทั้งสองฝ่ายน่าจะเห็นพ้องร่วมกันก่อน และไม่ใช่เรื่องที่กระทบต่อผลประโยชน์ทั้งสองฝ่ายมากนัก เช่น การระงับความขัดแย้งความรุนแรงไม่ให้บานปลายไปมากกว่านี้"

ผศ.ดร.ดุลยภาค ระบุว่าอาเซียนอาจจะเลือกใช้ "แทกติก" ทางการทูตอย่างใดอย่างหนึ่งหรืออาจตั้งกลไกในอาเซียนขึ้นมา เช่น คณะกรรมการพิเศษ โดยเลือกตัวแทนสำคัญ ๆ ของอาเซียน ทั้งภาครัฐ เอกชน วิชาการ แล้วเข้าไปตรวจสอบและขอความเห็นจากทั้งฝ่ายกองทัพ ฝ่ายรัฐบาลแห่งชาติ รวมถึงภาคประชาชนและตัวแทนกลุ่มชาติพันธุ์ด้วย

ทว่า เขาเห็นว่า อาเซียนไม่น่าจะมีพลังเพียงพอที่จะกดดันเมียนมาได้ เนื่องจากกรณีในเมียนมาไม่ได้อยู่แค่เฉพาะเวทีอาเซียน ทว่าเป็นเรื่องของยุทธศาสตร์การเมืองระหว่างประเทศแล้ว ต้องคำนึงถึงบทบาทจีน รัสเซีย อินเดีย สหรัฐฯ หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางอินโดแปซิฟิก เพราะเมียนมาเป็นภูมิรัฐศาสตร์โลก

"อาเซียนอย่างเดียวเอาไม่อยู่ และเมียนมาก็ไม่ฟังอาเซียนอย่างเดียวอยู่แล้ว"

ผศ.ดร.ดุลยภาค เสริมว่า เมียนมาใช้รัสเซีย จีน หนุนหลัง เมื่อเผชิญ "ความไม่ถูกใจ" จากอาเซียน ในทางกลับกัน "เวลาเมียนมาโดนกดดันมากหรือมีปัญหากับบางประเทศมาก ก็จะสไลด์เข้าหาอาเซียน และจะไม่ทิ้งไพ่อาเซียนไปเสียดื้อ ๆ แต่ว่าอาเซียนก็ต้องตระหนักว่า อาเซียนก็ไม่มีพาวเวอร์พอที่จะโน้มน้าวในการบอกให้เมียนมาหันซ้ายหันขวา มิน อ่อง หล่าย ก็มีทางเลือกอื่นให้พิจารณา"

ผู้ชุมนุมในกรุงเนปิดอว์เรียกร้องให้ปล่อยตัวนางออง ซาน ซูจี

ที่มาของภาพ, AFP

คำบรรยายภาพ, ผู้ชุมนุมในกรุงเนปิดอว์เรียกร้องให้ปล่อยตัวนางออง ซาน ซูจี

24 เม.ย. ชาติไหนจะเล่นบทอะไร

ผศ.ดร.ดุลยภาค มองว่า รัฐไทยจะ "เล่นเกมปลอดภัย" แสดงให้เห็นว่า ไม่สนับสนุนความรุนแรงสงครามการเมืองในเมียนมา อยากให้ทุกฝ่ายปรองดองกัน

ส่วนประเทศอื่นอย่างอินโดนีเซีย หรือฟิลิปปินส์ อาจมีการแสดงท่าทีที่ลงลึกกว่านั้นหรือไม่เพื่อกดดันให้เมียนมาต้องเปลี่ยนสู่ประชาธิปไตย ต้องจัดให้มีการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรมในลักษณที่พรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) ต้องไม่ถูกตัดแขนตัดขาจนตกขบวนการเลือกตั้ง รวมไปถึงการกล่าวถึงรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติที่ตั้งขึ้นมาใหม่เป็นรัฐบาลคู่ขนาน

"ถ้าไทยเล่นเกมนโยบายต่างประเทศให้ถูกใจ และรัฐบาลมิน อ่อง หล่าย รับได้ด้วย ไทยก็ต้องแสดงทำนองว่า เราไม่อยากจะแทรกกิจการภายในของเมียนมามากเกินไป หรือจะไม่สนับสนุนการดำเนินการของการมีกองกำลังต่างชาติ เข้ามาที่เมียนมา ขณะเดียวกัน เราก็ต้องยืนอยู่ในขาของมนุษยธรรม ขาของเสียงประชาชนเมียนมา ที่ถูกเข่นฆ่าเป็นจำนวนมาก และมีมหาอำนาจที่ไม่พอใจ เราจะละเลยค่ายนี้ก็ไม่ได้ แต่จะทำยังไงให้อยู่จุดตรงกลาง"

ทั้งนี้ ผศ.ดร.ดุลยภาค เห็นว่าไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลของกลุ่มอำนาจใดในเมียนมา ไทยเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบเต็ม ๆ มากกว่าอินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลลิปปินส์ เช่นจากคลื่นอพยพผู้หนีภัยจำนวนมากจากรัฐกะเหรี่ยง จากชาวไทใหญ่ในรัฐฉาน เมื่อมีการสู้รบก็เทมาที่จังหวัดภาคเหนือของไทย