รัฐประหารเมียนมา : อาเซียนและจีนจะช่วยหาทางออกของวิฤตรัฐประหารได้หรือไม่

ที่มาของภาพ, EPA
การเดินทางเยือนไทยโดยไม่มีการประกาศอย่างเป็นทางการของนายวันนะ หม่อง ลวิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของเมียนมา เมื่อวันที่ 24 ก.พ. เพื่อเข้าพบกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทยและอินโดนีเซียถือเป็นจุดเริ่มต้นของการดำเนินการทูตที่น่ากังวลใจสำหรับชาติในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
การพบปะหารือครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลทหารเมียนมามีการติดต่ออย่างเป็นทางการกับต่างชาตินับตั้งแต่เกิดการรัฐประหารเมื่อวันที่ 1 ก.พ.
ไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดของการหารือในการพบปะครั้งนี้ และเมื่อถูกผู้สื่อข่าวถามถึงเรื่องนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กลับไม่ยอมยืนยันว่ามีการพบหารือครั้งนี้เกิดขึ้นที่ไทย
การที่ประชาคมโลกต่างให้ความสนใจกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในเมียนมา วิกฤตครั้งนี้จึงมีความท้าทายมากเป็นพิเศษ
ปฏิกิริยาจากบรรดาชาติมหาอำนาจด้านการทหารและด้านเศรษฐกิจของโลกต่อกรณีที่เกิดขึ้นทำให้เรื่องนี้กลายเป็นจุดสนใจอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ทั้งการที่รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโจ ไบเดน ประกาศใช้มาตรการคว่ำบาตรต่อรัฐบาลทหารเมียนมา รวมถึงการเตรียมออกมาตรการลงโทษจากกลุ่มสหภาพยุโรป (อียู)

ที่มาของภาพ, Getty Images
ขณะที่จีนได้ออกแถลงการณ์แบบบัวไม่ช้ำน้ำไม่ขุ่น ด้วยการเรียกร้องให้ทุกฝ่ายแก้ปัญหาความแตกต่างอย่างสันติ และแม้จะไม่ได้ประณามการทำรัฐประหาร แต่ก็สนับสนุนแถลงการณ์ของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติที่เรียกร้องให้ปล่อยตัวนางออง ซาน ซู จี และกลับเข้าสู่วิถีทางประชาธิปไตย ซึ่งเป็นการแสดงว่าจีนไม่เห็นด้วยกับการก่อรัฐประหารครั้งนี้
ทั้งสหรัฐฯ และจีนต่างมีทางเลือกที่จำกัดในการจัดการกับวิกฤตที่กำลังเกิดขึ้นในเมียนมา
อิทธิพลของสหรัฐฯ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ลดลงอย่างมากในปัจจุบัน น้อยกว่าครั้งหลังสุดในช่วงทศวรรษที่ 1990 ที่มีการใช้มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ต่อเมียนมา
แม้การคว่ำบาตรในครั้งนั้นจะสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจของเมียมา แต่กลับส่งผลเพียงเล็กน้อยต่อการตัดสินใจของรัฐบาลทหารเมียนมาในขณะนั้น
ข้อจำกัดดังกล่าวทำให้ในครั้งนี้สหรัฐฯ จึงมุ่งเป้าคว่ำบาตรบรรดาผู้มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงในการก่อรัฐประหาร และธุรกิจของกองทัพ แต่คาดว่าน่าจะทำให้เหล่าผู้นำรัฐบาลทหารในกรุงเนปิดอว์เปลี่ยนใจได้น้อยมาก
วิกฤตครั้งนี้ยังเกิดขึ้นในช่วงที่รัฐบาลของประธานาธิบดีไบเดนเริ่มเข้าทำงาน และกำลังกำหนดแนวนโยบายใหม่ที่จะใช้ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ซึ่งจะเน้นย้ำถึงค่านิยมประชาธิปไตย และการทำงานร่วมกับหุ้นส่วนในภูมิภาคอย่าง สมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ อาเซียน
แต่เช่นเดียวกับจีน กลุ่มอาเซียนจะไม่ร่วมมือกับแนวทางของสหรัฐฯ ที่ใช้วิธีการคว่ำบาตรและประณามรัฐบาลทหารเมียนมา

ที่มาของภาพ, Getty Images
การเดินหมากอย่างระมัดระวังของรัฐบาลจีน
จีนดูเหมือนจะเป็นผู้ชนะจากการก่อรัฐประหารครั้งนี้ ในฐานะชาติมหาอำนาจหนึ่งเดียวที่พร้อมจะร่วมงานกับคณะผู้ปกครองชุดใหม่ของเมียนมา และยังคงจัดส่งอาวุธและการลงทุนไปสู่ประเทศนี้
ขณะเดียวกันก็ไม่ใช่ความลับที่ว่าจีนมีความสบายใจมากกว่าที่จะร่วมงานกับพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (เอ็นแอลดี) ของนางซู จี เนื่องจากมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกว่ารัฐบาลทหารซึ่งมีประวัติไม่ไว้วางใจเพื่อนบ้านที่มีอิทธิพลเหนือกว่า โดยเฉพาะอิทธิพลที่จะมีต่อกลุ่มกบฏติดอาวุธตามแนวพรมแดนร่วม
อย่างไรก็ตาม ความเชื่อที่มีอย่างแพร่หลายในเมียนมาว่าจีนให้การสนับสนุนรัฐบาลทหารนั้นยิ่งปลุกกระแสความรู้สึกต่อต้านจีนให้รุนแรงขึ้นในหมู่ผู้ประท้วงต่อต้านรัฐประหารชาวเมียนมาหลายล้านคน กระแสดังกล่าวเข้มข้นถึงขั้นที่ทำให้เจ้าหน้าที่ทางการจีนต้องออกมาปฏิเสธข่าวลือที่ว่าจีนกำลังช่วยกองทัพเมียนมาสร้างระบบไฟร์วอลล์ (firewall) เพื่อรักษาความปลอดภัยเครือข่ายอินเทอร์เน็ต หรือส่งกองกำลังพิเศษไปช่วยปราบปรามกลุ่มผู้ประท้วง
กระแสต้อต้านรัฐประหารอย่างรุนแรงของชาวเมียนมา ยังเพิ่มความกังวลว่าจะเกิดภาวะไร้เสถียรภาพที่ยาวนานในเมียนมา ซึ่งจะสร้างความเสียหายต่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและยุทธศาสตร์ต่าง ๆ ของจีนในประเทศนี้
เหตุผลที่กล่าวมาเหล่านี้จึงทำให้จีนต้องเดินหมากอย่างระมัดระวังในการรับมือกับวิกฤตที่กำลังเกิดขึ้นในเมียนมา
ขณะที่องค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ซึ่งเคยประสบความล้มเหลวในการพยายามเข้าไปแก้ปัญหาต่าง ๆ ของเมียนมาในอดีต ทั้งเรื่องการส่งเสริมประชาธิปไตยหลังจาก "การลุกฮือ 8888" ในปี 1988 และวิกฤตชาวโรฮิงญา ก็กำลังเผชิญความท้าทายสำคัญในวิกฤตการเมืองครั้งล่าสุดนี้
นางคริสติน ชราเนอร์ บัวร์เกอเนอร์ ทูตพิเศษด้านกิจการเมียนมาของยูเอ็น มีภารกิจสำคัญในการหาหนทางให้เกิดการประนีประนอมในความขัดแย้งครั้งนี้ ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่จะลุกลามไปสู่การเผชิญหน้าที่อันตรายระหว่างกองทัพกับประชาชน
แต่ขณะเดียวกันเธอยังต้องปฏิบัติงานโดยยึดตามคำสั่งของนายอันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการยูเอ็น ที่ประกาศว่าจะต้องทำให้ผู้ก่อรัฐประหารพ่ายแพ้ ซึ่งยิ่งทำให้การสร้างความไว้วางใจในหมู่นายพลทั้งหลายเป็นไปได้ยากขึ้น

อินโดนีเซียสวมบทผู้นำแก้ปัญหาเมียนมา
อินโดนีเซียกำลังเล่นบทผู้นำอาเซียนในการเจรจากับฝ่ายทหารและฝ่ายประชาธิปไตยเพื่อหาทางออกของวิกฤตการณ์ในเมียนมา
การที่กลุ่มอาเซียนมีหลักการไม่แทรกแซงกิจการภายในของชาติสมาชิกนั้น ทำให้เป็นเรื่องท้าทายในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น แต่หากนิ่งเฉยจนสถานการณ์บานปลายกลายเป็นเหตุนองเลือด ก็อาจสร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อเสถียรภาพและชื่อเสียงของชาติสมาชิกอาเซียน โดยเฉพาะไทย ที่มีแนวชายแดนทางบกติดกับเมียนมายาวกว่า 2,400 กม.
ปัจจุบันทางการไทยได้เตรียมการรับมือคลื่นผู้อพยพชาวเมียนมาที่อาจหลบหนีเหตุไม่สงบเข้ามายังฝั่งไทย

ที่มาของภาพ, EPA
จนถึงบัดนี้ชาติสมาชิกอาเซียนยังเสียงแตกในเรื่องของเมียนมา
ไทย เวียดนาม กัมพูชา หรือแม้แต่ฟิลิปปินส์ในช่วงแรก ๆ ต่างไม่ออกมาวิจารณ์การก่อรัฐประหารที่เกิดขึ้น โดยชี้ว่าเป็นกิจการภายในประเทศ
ขณะที่สิงคโปร์ ผู้ลงทุนต่างชาติรายใหญ่ในเมียนมา ได้ออกแถลงการณ์ที่แข็งกร้าวกว่า โดยแสดงความ "กังวลอย่างยิ่ง" และชี้ว่าการใช้กำลังรุนแรงต่อผู้ประท้วงเป็นสิ่งที่ "ไม่อาจแก้ตัวได้"
อินโดนีเซีย ประเทศใหญ่ที่สุดในอาเซียน และมักสวมบทแกนนำการแก้ปัญหาต่าง ๆ ในภูมิภาค ก็เข้ามาทำหน้าที่นี้อีกครั้ง เพื่อช่วยเมียนมาหาทางออกจากวิกฤตการณ์นี้
นางเร็ตโน มาร์ซูดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอินโดนีเซีย ซึ่งดำรงตำแหน่งนี้มากว่า 6 ปี คือหนึ่งในผู้มีประสบการณ์มากที่สุดในภูมิภาค
อย่างไรก็ตามตอนที่เธอกำลังมองหาความเป็นไปได้ในการจัดประชุมอาเซียนนัดพิเศษว่าด้วยเรื่องเมียนมา ได้มีข้อมูลรั่วไหลออกมาเกี่ยวกับข้อเสนอที่จะหารือกับสมาชิกชาติอื่น ๆ โดยเฉพาะแนวคิดที่จะให้รัฐบาลทหารเมียนมารับปากจะจัดการเลือกตั้งใหม่ภายใน 1 ปี และยืนกรานให้ปล่อยตัวนางซู จี และสมาชิกพรรคเอ็นแอลดีคนอื่น ๆ ให้สามารถลงสมัครรับเลือกตั้งได้
แม้ข้อเสนอเพื่อการประนีประนอมนี้จะดูสมเหตุสมผล
แต่มันได้จุดกระแสไม่พอใจในหมู่ผู้ประท้วงชาวเมียนมา ที่ชี้ว่าการเลือกตั้งเมื่อเดือน พ.ย.ปีที่แล้ว ซึ่งพรรคเอ็นแอลดีกุมชัยชนะอย่างท่วมท้นนั้นจะต้องได้รับการเคารพ และการสนับสนุนให้จัดการเลือกตั้งใหม่จะเป็นการให้รางวัลแก่กองทัพที่ล้มล้างผลการเลือกตั้งครั้งก่อน อีกทั้งจะยิ่งทำให้ได้ใจและก่อรัฐประหารยึดอำนาจต่อไปอีกในอนาคต
ปฏิกิริยาดังกล่าว ส่งผลให้ แผนการเดินทางเยือนกรุงเนปิดอว์ของนางมาร์ซูดี ต้องถูกระงับลงอย่างรวดเร็ว

ที่มาของภาพ, Reuters
เกมการทูตที่ซับซ้อน
แม้จะมีอุปสรรคดังที่กล่าวมา แต่อาเซียนยังคงเป็นหนึ่งในเวทีที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของเมียนมาได้รับการต้อนรับ และมีช่องทางการสื่อสารที่ยังเปิดอยู่
ดังนั้นอาเซียนจึงยังเป็นเวทีที่จะช่วยส่งข้อความจากประชาคมโลกไปยังเหล่านายพลของเมียนมา และรับฟังเสียงสะท้อนกลับในการแก้ไขวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้น
การใช้มาตรการคว่ำบาตรต่าง ๆ จากชาติตะวันตกอาจไม่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมากมายในขณะนี้ แต่ก็อาจใช้เป็นเครื่องล่อใจให้กองทัพเมียนมาถอยห่างจากการเผชิญหน้าและใช้ความอดทนอดกลั้น
ในขณะที่ความพยายามยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือของประเทศเพื่อนบ้านเมียนมาอาจจะไม่ช่วยเปลี่ยนใจเหล่าผู้นำทหารที่ไม่ไว้วางใจคนต่างชาติได้มากนัก แต่หากมีการประสานงานที่ดีกับแรงกดดันจากชาติตะวันตก ก็อาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ดีได้
ส่วนเหล่านายทหารที่ก้าวมาเป็นผู้นำในรัฐบาลไทยชุดปัจจุบันก็มีโอกาสตรงนี้ในการแสดงความเป็นรัฐบุรุษ และใช้สายสัมพันธ์ส่วนตัวที่ใกล้ชิดกับพลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย เพื่อหาทางออกของวิกฤตนี้
อิทธิพลของจีนก็มีส่วนสำคัญ
จีนจะเอาแต่นิ่งเงียบ แล้วรอดูกองทัพเมียนมาปราบปรามกลุ่มผู้ประท้วง จากนั้นจึงค่อยกลับมาดำเนินธุรกิจตามปกติ หรือจะเข้าไปมีส่วนร่วมในการเจรจาค้นหาทางออกของปัญหานี้
จนถึงบัดนี้ จีนยังไม่ยอมเผยไพ่ในมือว่าจะทำอย่างไรต่อไปในเกมการทูตที่ซับซ้อนนี้












