รัฐประหารเมียนมา: มิน อ่อง หล่าย ส่งจดหมายถึงประยุทธ์ ขอไทยสนับสนุนประชาธิปไตยในเมียนมา

ที่มาของภาพ, สำนักโฆษก สำนักนายกรัฐมนตรี
พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ยืนยันพร้อมสนับสนุนกระบวนการประชาธิปไตยในเมียนมา ภายหลัง พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของเมียนมา ส่งจดหมายชี้แจงเหตุผลนำกองทัพยึดอำนาจรัฐบาลพลเรือน
พล.อ. ประยุทธ์เปิดเผยวันนี้ (10 ก.พ.) ว่าผู้บัญชาการทหารสูงสุดของเมียนมาได้ส่งจดหมายส่วนตัวถึงเขาในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (8 ก.พ.) ซึ่งเป็นวันครบรอบหนึ่งสัปดาห์ภายหลังกองทัพเมียนมาก่อการรัฐประหารเมื่อวันที่ 1 ก.พ.
นายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นอดีตหัวหน้าคณะรัฐประหารเมื่อปี 2557 บอกว่า เนื้อหาโดยสรุปในจดหมายของ พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย คือ ขอให้ไทยสนับสนุนการเป็นประชาธิปไตยของเมียนมา ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ ระบุว่า เขาก็สนับสนุนอยู่แล้ว
อย่างไรก็ตาม ในเรื่องการบริหารจัดการภายในเป็นเรื่องของ ผบ. สส.เมียนมา เป็นไปตามหลักการของอาเซียนและสนธิสัญญามิตรภาพและความร่วมมือในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ TAC ที่มีกติกาอยู่แล้ว
นายกฯ ระบุว่าเขาไม่ได้ตอบจดหมายของหัวหน้าคณะรัฐประหารเมียนมาเนื่องจากเป็นจดหมายชี้แจงให้สนับสนุนกระบวนการประชาธิปไตยของเมียนมา ซึ่งเขาและประเทศไทยก็สนับสนุนกระบวนการประชาธิปไตยอยู่แล้ว ก็สุดแล้วแต่ว่าเมียนมาจะทำอย่างไรต่อไป
"เราสนับสนุนกระบวนการประชาธิปไตยในเมียนมา แต่สิ่งจำเป็นวันนี้ก็คือเราจะต้องรักษาความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันไว้ให้ได้มากที่สุด" พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
ทหารเมียนมาบุกรื้อทำลายที่ทำการพรรคเอ็นแอลดีกลางดึก
ทหารกองทัพเมียนมา "เข้าบุกค้นและทำลาย" ที่ทำการใหญ่พรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (เอ็นแอลดี) ของนางออง ซาน ซู จี ในนครย่างกุ้งช่วงกลางดึกที่ผ่านมา
พรรคเอ็นแอลดีเปิดเผยทางเฟซบุ๊กทางการของพรรคว่า ทหารได้พังประตูที่ทำการพรรคเข้าไปเมื่อกลางดึกของคืนวานนี้ (9 ก.พ.) แต่ในขณะนั้นไม่มีสมาชิกพรรคคนใดอยู่ในอาคาร

ที่มาของภาพ, Getty Images
"ทหารของเผด็จการกองทัพเข้าบุกค้นและทำลายที่ทำการพรรคเอ็นแอลดีเมื่อเวลาประมาณ 21.30 น." พรรคเอ็นแอลดีเผยแพร่ข้อความนี้ทางเฟซบุ๊กเพจของพรรค โดยไม่ได้ให้รายละเอียดอย่างอื่นเพิ่มเติม
การจู่โจมทีทำการพรรคมีขึ้นไม่นานหลังจากเกิดการประท้วงของชาวเมียนมาหลายพันคนเพื่อต่อต้านการทำรัฐประหารของกองทัพยึดอำนาจจากรัฐบาลพรรคเอ็นแอลดี ประชาชนจำนวนมากได้เรียกร้องให้ปล่อยตัวนางออง ซาน ซูจี และสมาชิกพรรคอาวุโสอีกหลายรายที่ถูกควบคุมตัวไป
ขณะนี้ยังไม่ทราบว่ากองทัพควบคุมตัวบุคคลสำคัญของรัฐบาลพลเรือนไว้ที่ใด และนางออง ซาน ซู จี ก็ไม่ได้ปรากฏตัวต่อสาธารณะตั้งแต่วันยึดอำนาจ 1 ก.พ. ที่ผ่านมา

ที่มาของภาพ, Reuters
การบุกค้นเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ทั้งประเทศอยู่ภายใต้การเคอร์ฟิว ซึ่งห้ามผู้คนออกจากเคหสถานตั้งแต่เวลา 20.00-04.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น คณะทหารยังห้ามการรวมตัวเกิน 5 คน แต่ผู้ประท้วงชาวเมียนมาไม่หวั่นเกรงต่อข้อห้ามนี้ ประชาชนหลายพันคนยังคงรวมตัวกันเดินขบวนไปตามท้องถนนในหลายเมืองเมื่อวานนี้ (9 ก.พ.) ซึ่งเป็นการประท้วงต่อเนื่องกันเป็นวันที่ 4 โดยตำรวจมีการใช้กำลังควบคุมผู้ชุมนุม ทำให้มีรายงานผู้บาดเจ็บจำนวนหนึ่ง
ขณะที่ในช่วงเช้าวันนี้ (10 ก.พ.) สำนักข่าวท้องถิ่นของเมียนมารายงานว่า ข้าราชการจำนวนมากได้รวมตัวที่กรุงเนปิดอว์ เมืองหลวงของประเทศเพื่อประท้วงแสดงจุดยืนคัดค้านการยึดอำนาจของทหาร
หญิงเมียนมาถูกยิงที่ศีรษะระหว่างร่วมชุมนุม
ระหว่างการประท้วงในกรุงเนปิดอว์เมื่อวันอังคาร (9 ก.พ.) ตำรวจเมียนมาได้ใช้รถฉีดน้ำสลายกลุ่มผู้ชุมนุม และมีการยิงปืนขึ้นท้องฟ้าเพื่อเป็นการเตือนฝูงชนหลายนัด ก่อนที่จะใช้กระสุนยางยิงไปยังกลุ่มผู้ประท้วง
อย่างไรก็ตาม จากการรายงานของสำนักข่าวรอยเตอร์สและเอเอฟพี ระบุคำให้การของแพทย์ที่รักษาผู้บาดเจ็บว่า พวกเขาเชื่อว่าผู้ชุมนุมถูกยิงด้วยกระสุนจริง
บีบีซีแผนกภาษาพม่ารายงานด้วยว่า จากการให้ข้อมูลของเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ในโรงพยาบาลกรุงเนปิดอว์ที่ไม่เปิดเผยชื่อ ระบุว่ามีผู้หญิงได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการถูกยิงที่ศีรษะและผู้ประท้วงอีกรายได้รับบาดเจ็บที่หน้าอก สอดคล้องกับองค์กรฮิวแมนไรท์วอทช์และองค์กรโฟตีฟายไรท์ส ที่ระบุว่ามีผู้หญิงหนึ่งรายถูกยิงที่ศีรษะระหว่างร่วมชุมนุมประท้วง
คลิปวิดีโอที่ถูกอ้างว่าเป็นภาพเหตุการณ์ผู้หญิงถูกยิงได้แพร่ไปบนโลกออนไลน์อย่างกว้างขวาง เป็นภาพที่หญิงซึ่งใส่หมวกกันน็อกล้มลงอย่างกระทันหัน และมีภาพรอยเลือดบนหมวกกันน็อก อย่างไรก็ตาม บีบีซีไม่สามารถยืนยันคลิปวิดีโอและภาพดังกล่าวได้
ด้านองค์การสหประชาชาติได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับความรุนแรงที่เกิดขึ้นเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา
"การใช้กำลังเข้าปราบปรามอย่างไม่ได้สัดส่วนแก่ผู้ชุมนุมนั้นเป็นที่ยอมรับไม่ได้" โอลา อาล์มเกรน ผู้ประสานงานองค์การสหประชาชาติและผู้ประสานงานด้านมนุษยธรรมประจำประเทศเมียนมาระบุ










