2 ปีหลังเลือกตั้งเมียนมา ซู จี ทิ้งโลก-ยุติบทบาท “วีรสตรีแห่งประชาธิปไตย”?

ที่มาของภาพ, Reuters
- Author, ธันยพร บัวทอง
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
2 ปี หลังชัยชนะของพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (เอ็นแอลดี) ของนางออง ซาน ซู จี ในการเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ของเมียนมา 8 พ.ย. 2558 ผู้นำหญิง "สัญลักษณ์ประชาธิปไตย" ในฐานะ "ที่ปรึกษาแห่งรัฐ"ถูกนานาชาติวิจารณ์ว่าไม่ใส่ใจต่อปัญหาสิทธิมนุษยชน
ความรุนแรงต่อชาวโรฮิงญาในรัฐยะไข่ระลอกใหม่ในเดือน ส.ค.- ก.ย. นำมาสู่การกวาดล้าง เผาบ้านเรือนชาวโรฮิงญานับหมื่น จนเป็นเกิดวิกฤตผู้อพยพทะลักเข้าไปในบังกลาเทศกว่า 7 แสนคน ทำให้เสียงจากนานาชาติพุ่งเป้าไปที่ผู้นำรัฐบาลพลเรือนในเนปิดอว์ และกองทัพที่ยังทรงอิทธิพลทางการเมืองหลักปกครองประเทศมากว่าครึ่งศตวรรษ
ความรุนแรงรัฐยะไข่ ความคาดหวังที่ไม่เท่ากันระหว่างโลก-คนในประเทศ
นักรัฐศาสตร์ไทยที่ศึกษาการเมืองเมียนมา จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองว่า 19 เดือนของการบริหารประเทศ นางซู จี เลือกการเมืองในประเทศ มากกว่าตอบสนองประชาคมโลกต่อการแก้ปัญหาสิทธิมนุษยชน ซึ่งถือเป็นมาตรวัดสำคัญของประชาธิปไตยในโลกเสรี
"คุณมองซู จีไม่ตรงกับสิ่งที่เป็น คุณมองเขาว่าเป็นไอคอน (สัญลักษณ์) ของ ประชาธิปไตย เป็นวีรสตรีแห่งประชาธิปไตย แต่เขาไม่ใช่" ผศ. ดร. นฤมล ทับจุมพล แห่งคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวกับบีบีซีไทยถึงสถานการณ์ "โลกล้อมเมียนมา"
ผศ. ดร. นฤมลชี้ว่า ความเงียบของนาง ซู จี ต่อวิกฤตความรุนแรงรัฐยะไข่ สะท้อนถึงภารกิจพิทักษ์พรรคเอ็นแอลดีซึ่งมีฐานเสียงเป็นคนเมียนมา-พุทธ และรัฐบาลที่เพิ่งเริ่มบริหารประเทศได้ 16 เดือน โดยใช้เสียงประชาชนชาวเมียนมาเป็นต้นทุนทางการเมืองเพียงอย่างเดียวที่เธอมี ต่อรองกับกองทัพที่ยังมีบทบาทสูงในการเมือง

ที่มาของภาพ, Reuters
ผู้เชี่ยวชาญด้านเมียนมาเชื่อว่า นางซู จี "จะจัดการปัญหานี้ให้เร็ว แต่ไม่ตามใจนานาชาติ" ด้วยเหตุว่าหากจะเดินตามข้อเรียกร้องกับนานาชาติ ก็ต้องขัดแย้งกับกองทัพในการยอมรับให้ชาวโรฮิงญาเป็นกลุ่มชาติพันธุ์
"สำหรับซู จี ที่เคยถูกกักบริเวณในบ้าน 2 ครั้ง และถูกล้มการเลือกตั้ง 1 ครั้ง คงไม่เสี่ยงกับการทะเลาะกับกองทัพเพื่อเอาใจนานาชาติ... โลกคาดหวังว่ารัฐบาลพลเรือนจะสามารถเปลี่ยนได้ในชั่วข้ามคืน และเข้าใจว่าผู้ที่มาจากการเลือกตั้งจะมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดจัดการปัญหาได้ แต่ก็ไม่ค่อยยุติธรรม ถ้านานาชาติเลือกใช้มาตรการกดดันซู จีเพิ่ม รัฐบาลเอ็นแอลดีก็จะกลายเป็นรัฐบาลเป็ดง่อย และหากจัดการไม่ดีมาก คนก็จะกลับไปหาพรรคยูเอสดีพี (ของทหาร)" ผศ.ดร. นฤมล กล่าว
ท่ามกลางเสียงตำหนิจากนานาชาติ พรรคเอ็นแอลดีและนางซู จี ได้รับการเดินขบวนให้กำลังใจทุกสัปดาห์ จากผู้สนับสนุนวิธีคิดและการตัดสินใจของเธอ

ที่มาของภาพ, Reuters
ผศ. ดร. นฤมล ชี้ว่า วิกฤตในรัฐยะไข่ เป็นปัญหาที่โยงไปถึงข้อถกเถียงเรื่อง สิทธิในการปกครองตนเอง ซึ่งหากรัฐบาลอธิบายว่าชาวโรฮิงญาที่อยู่ในรัฐยะไข่เหนือเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ดั้งเดิม ก็จะเข้าเกณฑ์ว่าควรมีสิทธิในการปกครองตนเอง และมีดินแดน เช่นเดียวกับรัฐชาติพันธุ์อีก 7 กลุ่มที่อยู่ในกระบวนการสันติภาพ ผศ.นฤมลชี้ว่า กองทัพเมียนมา และกลุ่มรัฐชาติพันธุ์อื่นๆ เช่น ว้า พะโอ โกก้าง ที่ไม่อยู่ในกระบวนการ ไม่มีทางยอม จึงไม่คิดว่ารัฐบาลเมียนมาจะขยายเพดาน-รับชาวโรฮิงญาเป็น "รัฐชาติพันธุ์ที่ 8"
แม้มีรัฐบาลพลเรือนปกครองประเทศ แต่กองทัพยังเป็นตัวแสดงทางการเมืองที่สำคัญของเมียนมา ทั้งในสภาสูง และสภาล่าง ครองเสียง 1 ใน 4 ของทั้ง 2 สภาตามข้อกำหนดในรัฐธรรมนูญ และมีบทบาทในการเจรจาสันติภาพ อีกทั้งรักษาหรือสั่นคลอนเสถียรภาพของรัฐบาลนางซู จี ด้วย

ที่มาของภาพ, EPA
"คำถามคือซู จี จะแลกสิ่งที่มีอยู่ นั่นคือภารกิจพิทักษ์พรรคเอ็นแอลดีไม่ให้แพ้การเลือกตั้งคราวหน้าหรือ ถ้าซู จี เลือกเป็นวีรสตรีประชาธิปไตยก็ต้องประเมินว่าจะอยู่อย่างไร จะประคับประคองอย่างไรไม่ให้ทหารยึด มันคือความคาดหวังที่ไม่เท่ากัน ระหว่างประชาคมโลกและคนในประเทศ" ผศ. ดร.นฤมลกล่าว
อย่างไรก็ตาม ผศ.ดร. นฤมลมองว่า การยึดถือฐานเสียงที่มาพร้อมกับกระแสชาตินิยม แม้เป็น "จุดแข็ง" ที่ทำให้นางซู จี รักษาคะแนนนิยมของพรรค เอาไว้ได้ แต่ก็เป็นจุดอ่อนที่แสดงให้เห็นถึงความล้มเหลวในฐานะรัฐบาลในการปกป้องสิทธิมนุษยชนของคนในรัฐยะไข่
"เป็นไปได้ที่พยายามน้อยเกินไป ซูจีและรัฐบาลเอ็นแอลดีคำนึงถึงมติมหาชน และคะแนนเสียงของคนที่ใช้สิทธิเลือกตั้งในประเทศมากเกินไป ในฐานะรัฐบาลควรจะต้องนำและทำอะไรที่ขัดใจมวลชนบ้าง แม้ว่ามวลชนจะชาตินิยมอย่างหนัก"
ปรองดอง-ประชาธิปไตยแบบสหพันธรัฐ เส้นทางที่ยากจะบรรจบ?
สิ่งที่รัฐบาลเอ็นแอลดี "พอทำได้" ในสายตาของ ผศ.ดร. นฤมล คือการจัดการโรดแมปทางการเมืองเพื่อเดินหน้าสู่สนธิสัญญาสันติภาพ (Union Peace Accord) ซึ่งมีผลโดยตรงต่อการ "กลับเข้ากรมกองของกองทัพ" ทว่ากระบวนการไม่ราบรื่นนัก จากกรณีโรฮิงญาที่นานาชาติเสนอให้รับเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ และการประท้วงโดยกลุ่มชาติพันธุ์ที่ยังไม่วางอาวุธ
ล่าสุดมีฉันทามติร่วมว่าระบอบการปกครองเมียนมาจะเป็นรูปแบบ "สหพันธรัฐที่เป็นประชาธิปไตย" ก็ได้ แต่ยังมีข้อถกเถียงเกี่ยวกับนิยามที่แตกต่างระหว่างกองทัพ และกลุ่มชาติพันธุ์ ส่วนรัฐบาลนางซู จี ยังสงวนท่าที
ในความเป็นสหพันธรัฐในสายตาของกองทัพเมียนมาต้องอยู่ภายใต้ยุทธศาสตร์ "หนึ่งประเทศ หนึ่งกองทัพ" ด้วยเงื่อนไขให้กลุ่มรัฐชาติพันธุ์ "มอบตัว มอบใจ มอบอาวุธ" ยกเลิกการจัดตั้งระดมมวลชน กลับเข้าร่วมสังคม ตลอดจนไม่ให้แยกตัวออกจากเมียนมา
ขณะที่จุดยืนของรัฐชาติพันธุ์ในการมุ่งสู่การเป็นสหพันธรัฐ คือต้องมีความเท่าเทียมในข้อตกลงการจัดการอาวุธ ไม่ยอมรับการอยู่ใต้กองทัพ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ต้องเป็นพลเรือน ไม่ใช่ผู้บัญชาการทหารสูงสุด มีเสถียรภาพทางการเมืองเพียงพอ กระบวนสันติภาพเดินไปได้

ที่มาของภาพ, AFP/gettyimages
ผู้เชี่ยวชาญด้านเมียนมาชี้ว่านี่คือเงื่อนไขที่ไม่มีทางมาบรรจบกันได้ เพราะยากที่กลุ่มชาติพันธุ์จะยอมวางอาวุธ แล้วไปรวมกับกองทัพเมียนมาเป็นกองทัพเดียว หลังรบกันมา 70 ปี หรือตราบใดที่กระบวนการสันติภาพยังอยู่ กองทัพก็ยังอยู่ จนกว่าจะมั่นใจว่าการเมืองกลุ่มชาติพันธุ์ดำเนินการไปได้โดยไม่พยายามแบ่งแยกดินแดนออกจากเมียนมา
"แบบนี้ก็แปลว่าอีกนานกว่ากองทัพจะยอม" ผศ. ดร.นฤมลกล่าว
แก้ปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้อง แต่ยังไม่แตะจุดสำคัญ
นอกจากมิติความมั่นคง การขับเคลื่อนวาระเศรษฐกิจภายใต้รัฐบาล "ประชาธิปไตยในระยะเปลี่ยนผ่าน" พบว่าไม่มีเปิดรับโครงการลงทุนขนาดใหญ่ (เมกะโปรเจกต์) เท่ารัฐบาลชุดก่อนในช่วง "เปิดประเทศ" ใหม่ๆ โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบรายได้จากการลงทุน และการให้สัมปทานต่างประเทศลงทุนท่อก๊าซแบบรัฐบาล พล.อ.เต็ง เส่ง
อย่างไรก็ตามรัฐบาลได้แก้ปัญหาเงินเฟ้อในช่วง 16 ปีที่ผ่านมา ปัญหาเงินคงคลัง การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดจากหนี้เงินกู้พันธบัตร นอกจากนี้ยังแก้ปัญหาปากท้องที่ได้ใจ "มวลชน" เช่น การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำจาก 3,600 จั๊ต เป็น 4,500 จั๊ต
คนเมียนมาไม่ทิ้งเอ็นแอลดี ตราบที่ซูจียังมีชีวิต
เวลาครองอำนาจที่เหลืออีกกว่าครึ่งเทอม ก่อนการเลือกตั้งในปี 2020 ครั้งหน้า ผศ.ดร. นฤมลมองว่า นางซู จี ยังต้องประคองสมดุลอำนาจระหว่างกองทัพกับพรรคเอ็นแอลดี ซึ่งอย่างไรคนเมียนมาก็ยังเลือกพรรคเอ็นแอลดี แต่ไม่ได้แปลว่าพรรคเอ็นแอลดีจะได้ที่นั่งในรัฐท้องถิ่นอีก เพราะรัฐชาติพันธุ์กำลังปรับตัว และหันไปลงคะแนนให้พรรคชาติพันธุ์มากขึ้น จากที่เคยเลือกเอ็นแอลดีเพื่อหวังต่อรองกับพรรคยูเอสดีพีที่มีกองทัพหนุนหลัง
"ไม่เชื่อว่าคนเมียนมาจะไม่เลือก ตราบเท่าที่ซู จี ยังมีชีวิต" ผศ.นฤมล กล่าวทิ้งท้าย









