ผู้ว่าฯ สมุทรสาครออกจาก รพ. ศิริราชแล้ว หลังรักษาโรคโควิด-19 นานเกือบ 3 เดือน

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
หลังเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลเพื่อสู้กับโรคร้ายโควิด-19 นานเกือบ 3 เดือน ผ่านทั้งช่วงวิกฤตในห้องไอซียูและช่วงฟื้นฟูร่างกายภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดของทีมแพทย์ศิริราชพยาบาล ในที่สุดวันนี้ (19 มี.ค.) นายวีระศักดิ์ วิจิตร์แสงศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร วัย 59 ปี ก็มีอาการดีขึ้นจนแพทย์อนุญาตให้กลับบ้านได้แล้ว
ศ. ดร. นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล แถลงข่าวเมื่อเวลา 10.00 น. ว่านายวีระศักดิ์ซึ่งได้รับการยืนยันว่าติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่และเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลตั้งแต่วันที่ 28 ธ.ค. 2563 อาการดีขึ้นจนสามารถออกจากโรงพยาบาลไปพักฟื้นต่อที่บ้านได้แล้ว โดยคาดว่าจะใช้เวลาอีกประมาณ 1 เดือนร่างกายถึงจะฟื้นตัวเต็มที่
แม้ว่านายวีระศักดิ์จะมีภูมิคุ้มกันโควิด-19 แล้ว แต่เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ว่าฯ จะมีภูมิคุ้มกันมากเพียงพอ แพทย์จึงได้ฉีดวัคซีนโควิด-19 ของ บ.ซิโนแวคให้ผู้ว่าฯ ซึ่งหลังจากการฉีดพบว่ามีภูมิคุ้มกันเพิ่มขึ้นมาก นพ.ประสิทธิ์กล่าว
ขณะที่นายวีระศักดิ์หรือที่ชาวสมุทรสาครเรียกว่า "ผู้ว่าฯ ปู" กล่าวว่านอกจากความทุ่มเทของทีมแพทย์และพยาบาลที่เหมือนเป็นผู้ "ฉุดผมขึ้นมาจากความตาย" แล้ว กำลังใจทั้งจากครอบครัวและประชาชนเป็นสิ่งที่สำคัญและมีค่าที่สุดที่ทำให้เขารอดชีวิตมาได้ แม้จะไม่รู้สึกตัวอยู่นานถึง 42 วัน จากทั้งหมด 82 วันที่รักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล
หลังจากแถลงข่าว คณะนายแพทย์จากศิริราชร่วมเดินทางไปส่งนายวีระศักดิ์ที่ศาลากลางจังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งผู้ว่าฯ จะพบปะกับรองผู้ว่าราชการจังหวัดและหัวหน้าส่วนราชการ พร้อมกับผู้แทนจากองค์กรภาคเอกชนในจังหวัดที่นัดหมายกันมาต้อนรับ
ผู้ว่าฯ กล่าวว่าช่วงแรกจะกลับไปพักที่บ้านเกิดใน จ.อ่างทอง และจะทำงานและสั่งการรองผู้ว่าราชการจากที่บ้านเป็นหลัก
ผู้รอดชีวิตจากโควิด-19
"ผมขออนุญาตถอดแมสก์ก่อนนะ..." เป็นประโยคแรกที่นายวีระศักดิ์กล่าวต่อสาธารณะในการแถลงข่าวที่จัดขึ้นก่อนที่เขาจะออกจากโรงพยาบาล
นายวีระศักดิ์กล่าวว่าขณะนี้ร่างกายยังไม่ฟื้นตัวไม่เต็มที่ การเคลื่อนไหวยังไม่เหมือนเดิม แต่ก็นับว่าดีขึ้นมากเมื่อเทียบกับครั้งแรกที่รู้สึกตัว
"ตอนผมรู้สึกตัว มีความรู้สึกว่านี่คือขาของเราเหรอ นี่คือแขนของเราเหรอ เพราะไม่มีกล้ามเนื้ออะไรเลย ลงมานั่งข้างเตียงรู้สึกว่าเหนื่อยมาก...วันแรกที่ผมรู้สึกตัวผมพูดไม่ได้นะ เพราะตอนนั้นมีอุปกรณ์ มีท่อช่วยหายใจยังอยู่ แต่ตอนนี้เอาเครื่องพันธนาการออกหมดแล้ว ชิ้นสุดท้ายเลยคือเมื่อกี้นี้ คือสายรัดข้อมือผู้ป่วย"
นายวีระศักดิ์เล่าว่าวันแรกที่รู้ว่าติดเชื้อโรคโควิด-19 นั้นเขาไม่คิดว่าจะอาการหนักและคิดว่าอาจใช้เวลาแค่ 10 วันก็หาย แต่ปรากฏว่าโรครุนแรงกว่าที่คิดและใช้เวลารักษานานกว่าที่คิดไว้มาก
"แม้จะคาดไว้บ้างว่าตัวเองอาจติดเชื้อเนื่องจากทำงานใกล้ชิด (ผู้ติดเชื้อ) แต่ก็ไม่คิดว่าอาการจะรุนแรงถึงเพียงนี้" เขากล่าวและย้ำให้ทุกคนตระหนักถึงความรุนแรงของโรคโควิด-19
นายวีระศักดิ์กล่าวแสดงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงรับเป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์ "และพระราชทานแจกันดอกไม้เยี่ยมไข้อยู่เป็นประจำ"
ผู้ว่าฯ สมุทรสาครได้ขอบคุณคณะแพทย์ พยาบาลที่ดูแลเขาเป็นอย่างดี รวมทั้งภรรยาและลูกสาวที่เป็นกำลังใจสำคัญ ตลอดจนคนไทยที่คอยส่งกำลังใจให้เขา พร้อมทั้งแสดงความห่วงใยชาวสมุทรสาครที่ยังเผชิญกับผลกระทบจากโควิด-19
"กำลังใจเป็นเรื่องนามธรรม แต่กลับเป็นแรงผลักดันสำคัญ อย่างในช่วงเวลาที่ได้ยินเสียงภรรยา ลูกสาว ได้ฟังพยาบาลอ่านข้อความที่ครอบครัวเขียนถึง ส่งผลให้จิตใจฮึกเหิมมาก...กำลังใจมันเป็นนามธรรมก็จริง แต่มันมีคุณค่ามาหาศาล" นายวีระศักดิ์กล่าว

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
ทุบสถิติผู้ป่วยโควิด-19 รพ. ศิริราชที่ใส่เครื่องช่วยหายใจนานสุด
นพ.ประสิทธิ์กล่าวว่ามีหลายปัจจัยที่ทำให้การรักษานายวีระศักดิ์ประสบความสำเร็จ หนึ่งในนั้นคือการได้รับการรักษาทันทีที่พบการอักเสบของปอด และการส่งต่อผู้ป่วยจาก รพ.สมุทรสาครมายัง รพ.ศิริราช
ในกรณีของผู้ว่าฯ สมุทรสาคร แพทย์ รพ. สมุทรสาครได้ให้ยาอย่างรวดเร็วเพื่อรักษาอาการอักเสบของปอดและมีการส่งตัวผู้ป่วยในขณะที่อาการยังไม่หนักมาก
คณบดีแพทยศาสตร์ ศิริราชฯ เปิดเผยว่านายวีระศักดิ์ต้องใส่เครื่องช่วยหายใจนานถึง 42 วันซึ่งนานที่สุดในสถิติผู้ป่วยโควิด-19 ที่เข้ารับการรักษาที่ รพ. ศิริราช
"ท่านผู้ว่าฯ เป็นผู้ป่วยโควิด-19 ที่ใช้เครื่องช่วยหายใจนานที่สุดในสถิติของเรา...ลองนึกเอาแล้วกันว่าเราหายใจด้วยเครื่องช่วยหายใจอยู่ 42 วัน อะไรก็เกิดขึ้นได้ในช่วงนั้น"
"วันที่เสียงของคุณชุติพร (ภรรยาผู้ว่าฯ) เข้าไปกระทบหู ผมคิดว่าวันนั้นเป็นวันที่ท่านตั้งใจ ยังไงฉันก็ต้องกลับสมุทรสาครให้ได้" นพ.ประสิทธิ์เล่าเบื้องหลังการต่อสู้กับโรคร้ายของผู้ว่าฯ

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
นพ.ประสิทธิ์คาดว่านายวีระศักดิ์ต้องใช้เวลาอีกประมาณ 1 เดือนถึงจะฟื้นกลับมาเป็นปกติเหมือนเดิม เพราะผู้ป่วยวิกฤติจะมีน้ำหนักและกล้ามเนื้อหายไป ต้องรอให้ร่างกาย ๆ ค่อยฟื้นสมดุลขึ้นมา โดยในช่วงแรกขอให้ผู้ว่าฯ ทำงานที่บ้านเป็นหลักและลดการลงพื้นที่เพราะมีความเสี่ยงจะติดเชื้อโรคทั้งโควิด-19 และโรคอื่น ๆ
รศ. นพ.นิธิพัฒน์ เจียรกุล หัวหน้าสาขาวิชาระบบการหายใจและวัณโรค ภาควิชาอายุรศาสตร์ สรุปการรักษาว่า เมื่อแรกรับเข้ารักษาตัวที่ รพ.สมุทรสาคร แพทย์ประเมินแล้วว่าอาการไม่น่าไว้ใจจึงได้ทำการย้ายตัวมารักษาที่ รพ.ศิริราช ในช่วงแรกเหมือนอาการจะดีขึ้น แต่อาการกลับแย่ลงจนต้องใส่เครื่องช่วยหายใจและต้องรักษาในหอผู้ป่วยวิกฤต (ไอซียู) นาน 34 วัน ก่อนจะย้ายมาหออภิบาลการหายใจอีก 23 แล้วจึงออกมาพักฟื้นที่หอผู้ป่วยพิเศษ
นพ.นิธิพัฒน์กล่าวว่าภาวะสุขภาพเดิมที่ดี การดูแลของทีมแพทย์และเจ้าหน้าที่ รวมถึงกำลังใจและการสนับสนุนจากครอบครัวเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้ว่าฯ ฟื้นตัวได้เร็ว
"ผมต้องยกย่องท่านในแง่ความมุ่งมั่น หลังจากผ่านช่วงวิกฤตมาแล้ว ด้านหนึ่งเป็นเรื่องความมุ่งมั่นของคนไข้เอง ที่ต้องการจะฟื้นกลับขึ้นมา" นพ.นิธิพัฒน์กล่าว
"วันหนึ่งนะ...มันต้องถึงวันแห่งการประกาศชัยชนะว่าเราต่อสู้กับโควิดได้"
"ออกรบทัพจับศึก จะร้องไห้ให้ไพร่พลเห็นได้อย่างไร แม้หัวใจจะร้องไห้ ด้วยความสงสารคนสมุทรสาครมาหลายครั้งหลายหน มีเรื่องราวอีกมากมายที่อยากพูดแต่ไม่ได้พูด โดยเฉพาะคนที่ปล่อยให้ โควิด-19 เข้ามาในใจกลางเมืองสมุทรสาคร"
นี่คือข้อความที่นายวีระศักดิ์โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวเมื่อวันที่ 26 ธ.ค. 2563 หรือเพียงสองวันก่อนที่เขาได้รับการยืนยันว่าเป็นผู้ติดเชื้อโรคโควิด-19 และต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล
ภาพชายร่างเล็กใส่แหวนทรงกลมสีขาว สวมเสื้อแขนสั้นทับด้วยสีกั๊กสีดำ เริ่มเป็นที่รู้จักในวงกว้างหลังการแแถลงข่าวเมื่อ 17 ธ.ค. ยืนยันการพบผู้ติดเชื้อรายแรกที่ตลาดกลางกุ้ง อ.มหาชัย ไม่กี่วันต่อมาจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ยิ่งทำให้ทุกสายตาจับจ้องไปยังจุดศูนย์กลางการระบาดระลอกใหม่ รวมถึงเฝ้าสังเกตการทำงานของพ่อเมืองคนนี้อย่างใกล้ชิด
นับตั้งแต่นั้นมา ภาพการลงพื้นที่เพื่อดูแลมาตรการควบคุมการแพร่ระบาด ดูแลประชาชน โดยเฉพาะบรรดาแรงงานข้ามชาติ ซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวังการติดเชื้อ ก็ปรากฏให้เห็นทั้งจากในสื่อหลัก รวมถึงช่องทางการสื่อสารของหน่วยงานควบคุมโรคภายในจังหวัดเอง
"วรรคซีนรอปีหน้า หน้ากากผ้าใช้ได้เลย" วลีเด็ดที่ถ่ายทอดออกมาผ่านน้ำเสียงที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะถิ่นนี้ ถูกส่งต่อกันจำนวนมากในสื่อสังคมออนไลน์ ระหว่างการแถลงข่าวสถานการณ์ของจังหวัด ช่วงเย็นวันที่ 19 ธ.ค. ผู้ว่าฯ ได้รายงานจำนวนผู้ติดเชื้อและประกาศการยกระดับมาตรการควบคุมโรคในจังหวัด ซึ่งเขาบอกว่าอาจนำมาซึ่งความไม่สะดวกสบาย แต่การ "เจ็บในครั้งนี้ แต่จบในภายภาคหน้า จะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า"
ด้วยคำแถลงที่ชัดเจนเช่นนี้ มาตรการต่าง ๆ ภายในจังหวัดจึงเข้มข้นขึ้นตามลำดับ ควบคู่กับการค้นหาเชิงรุกในพื้นที่ ที่ยังคงพบผู้ป่วยเป็นกลุ่มก้อนอย่างต่อเนื่อง

ที่มาของภาพ, ประชาสัมพันธ์ จ.สมุทรสาคร
"ผู้ว่าฯ ก็ผิด"
อย่างไรก็ตามแม้ว่าจะทำงานอย่างหนักหน่วงเพียงใด ในฐานะคนทำงานก็ย่อมหลีกเลี่ยงเสียงวิพากษ์วิจารณ์และคำตำหนิไปไม่ได้ นายวีระศักดิ์ก็ไม่ได้ถูกยกเว้นในกรณีนี้ด้วย
ระหว่างการประชุมคณะรัฐมนตรี 22 ธ.ค. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้สอบถามนายวีระศักดิ์ถึงที่มาของแรงงานต่างด้าวในจังหวัดที่ติดเชื้อ และกล่าวว่า "การระบาดครั้งนี้ เป็นเรื่องที่ทุกคนต้องรับผิดชอบร่วมกัน ยอมรับว่า ผมผิดพลาดที่ไม่ได้ดูในภาพรวมในช่วงนี้ แต่ผู้ว่าฯเอง ก็ผิด ที่ปล่อยให้มีการระบาดเช่นนี้"
ในเวลาต่อมา วันที่ 23 ธ.ค. นายวีระศักดิ์ก็ได้แชร์โพสต์ข่าวที่กล่าวถึงประเด็นดังกล่าวทางเฟซบุ๊ก พร้อมข้อความว่า "...ผมคงผิดจริง ๆ กำลังหาทางเยียวยาอยู่ครับ"
โพสต์นี้มีผู้มาแสดงความคิดเห็นและให้กำลังใจเป็นจำนวนมาก จนนายวีระศักดิ์ยังได้โพสต์ข้อความตอบว่า "ความรัก ความเข้าใจ คือของขวัญที่ดีที่สุด"
"วันแห่งการประกาศชัยชนะ"
ก่อนการระบาดหนักของโควิด-19 สำนักงานจังหวัดสมุทรสาครเปิดช่องทางการสื่อสารกับประชาชน ผ่านการจัดรายการออนไลน์ "ไม่แพ้ แน่นอน เราจะผ่านไปด้วยกัน" ทางเพจเฟซบุ๊ก COVID-19 สมุทรสาคร ซึ่งมีนายวีระศักดิ์เป็นผู้ดำเนินรายการหลัก เพื่อเป็นการแจ้งข่าวสาร และตอบข้อคำถามของประชาชน
รายการวันที่ 26 ธ.ค. เป็นรายการชิ้นสุดท้ายที่นายวีระศักดิ์รับหน้าที่ดำเนินรายการก่อนจะเข้ารักษาตัวใน โรงพยาบาลในอีกสองวันต่อมา
"การดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯ สิ่งที่สำคัญที่สุดเลยก็คือ กำลังใจของคนสมุทรสาครด้วยกันเอง...คิดว่าวันหนึ่งนะ มันต้องถึงวันแห่งการประกาศชัยชนะว่าเราต่อสู้กับโควิดได้ แล้ววันนั้นมาถึงใครที่เคยเป็นกำลังใจให้กับเราเราก็จะระลึกถึง ถ้าใครไม่เคยเป็นกำลังใจให้กับเรา คอยดูถูกเรา เราก็จำไว้ให้มั่นเลย"
อีกข้อความหนึ่งที่นายวีระศักดิ์โพสต์ในเฟซบุ๊กไม่กี่วันก่อนเข้าโรงพยาบาล เขากล่าวถึงชีวิตราชการว่า "เหลืออีก 2 ปี จะเกษียณอายุ ไม่มีใครอยากเกษียณ พร้อมกับปัญหาคาราคาซังอยู่ ความมุ่งมั่นเดียวจึงเป็นการทำอย่างไรก็ได้ให้มหาชัย สมุทรสาคร กลับมามีรอยยิ้มเหมือนเดิม"
เปิดประวัติ "ผู้ว่าฯ ปู"
เกิด: 25 ธ.ค. 2504
ภูมิลำเนา: จังหวัดอ่างทอง
วันบรรจุรับราชการ: 23 ส.ค. 2526
วันครบเกษียณอายุราชการ: 30 ก.ย. 2565
การศึกษา
2526 ปริญญาตรีศิลปศาสตรบัณฑิต (มนุษยศาสตร์) มหาวิทยาลัยบูรพา
2534 ปริญญาตรีรัฐศาสตรบัณฑิต (แขนงวิชา ทฤษฎีและเทคนิคทางรัฐศาสตร์) มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
2542 ปริญญาโทศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (รัฐศาสตร์) มหาวิทยาลัยรามคำแหง

ที่มาของภาพ, สำนักประชาสัมพันธ์จังหวัดสมุทรสาคร
เส้นทางราชการ
เริ่มต้นชีวิตราชการด้วยการเป็นนักพัฒนาชุมชนในปี 2526 แล้วย้ายมาสังกัดกรมการปกครองในตำแหน่งนายอำเภอแม่วงก์ จ.นครสวรรค์ หลังจากนั้นย้ายไปดำรงตำแหน่งนายอำเภออีกหลายแห่ง เช่น อ.เดิมบางนางบวช อ.ศรีประจันต์ และ อ.เมืองสุพรรณบุรี จ.สุพรรณบุรี
ต่อมาขยับขึ้นสู่ตำแหน่งปลัดจังหวัด และรองผู้ว่าราชการจังหวัดตามลำดับ
1 ต.ค. 2559 เลื่อนขึ้นสู้ตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด เริ่มจากเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร ก่อนจะโยกย้ายไปเป็นผู้ว่าฯ ศรีสะเกษ แล้วจึงมาดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร เมื่อวันที่ 1 ต.ค. 2562
นายวีระศักดิ์ได้รับรางวัลที่เป็นเกียรติประวัติอยู่หลายครั้ง ได้แก่ พัฒนากรดีเด่น ระดับจังหวัด ข้าราชการพลเรือนดีเด่นระดับประเทศ นายอำเภอที่มีผลงานดีเด่นระดับจังหวัด รางวัลนักบริหารดีเด่นแห่งปี รวมถึงรางวัลผู้ว่า "สำเภาทอง" ที่ได้รับรางวัลถึง 2 ปีติดต่อกัน คือ ประจำปี 2561 และ 2562 และในปีพ.ศ. 2563 ก็ได้รับ รางวัลผู้ว่าราชการจังหวัด To Be Number One ดีเด่นอีกด้วย











