โควิด-19: คนสมุทรสาครสะท้อนปัญหา”เมื่อรัฐมาช้า ประชาต้องพึ่งตัวเอง”

ที่มาของภาพ, ลำเพย ทองงามเพ็ง
แม้ว่าการล็อคดาวน์พื้นที่จำกัดเฉพาะตลาดกลางกุ้ง กับหอพักศรีเมือง ในจังหวัดสมุทรสาคร แต่การระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ก็ทำให้บรรยากาศในจังหวัดเงียบเหงาซบเซา
ความหวังของผู้ประกอบการร้านอาหารทะเล และพ่อค้าขายอาหารทะเลที่จะมีรายได้เข้ามาชดเชยจากที่หายไปในช่วงการระบาดรอบแรกเมื่อต้นปีต้องหมดไป ทั้งจากการที่แรงงานถูกกักตัวและนักท่องเที่ยวหายไป
ผู้ประกอบการแพกุ้งบางส่วนบอกว่า มาตรการรัฐที่เข้าตรวจหาเชื้อและแจ้งผลล่าช้าเกินไป วอนภาครัฐเร่งอธิบายสังคมเพื่อหลีกเลี่ยงความเข้าใจที่ว่า "มีการติดเชื้อแบบการเหมารวมทั้งจังหวัด"
ลำเพย ทองงามเพ็ง อายุ 54 ปี เจ้าของร้านหอยดองนายปู ซึ่งจำหน่ายทั้งอาหารทะเลดองและสดบอกกับบีบีซีไทยทางโทรศัพท์ว่า ร้านของเธออยู่คนละฝั่งถนนพระราม 2 และห่างจากตลาดกลางกุ้งที่เป็นศูนย์กลางการระบาด แต่ตอนนี้ลูกค้าหายไปกว่า 90% แม้ว่าที่ตลาดที่ร้านของเธอตั้งอยู่จะมีมาตรการป้องกันโรคอย่างดีก็ตาม
"ตั้งแต่เปิดร้านมา 20 กว่าปี ตอนนี้เงียบมากที่สุดแล้ว รายได้ต่อวันได้เพียง 3,000 บาท ขาดทุนไม่ได้คุ้มค่าแรงลูกจ้างเลย จากเดิมที่ได้ 3-4 หมื่นบาท" เธอบ่นไปพร้อมกับตะโกนบอกลูกค้าที่มาซื้อของที่ร้านว่า "ใส่หน้ากากก่อนนะคะ ใส่หน้ากากก่อน"

ที่มาของภาพ, ลำเพย ทองงามเพ็ง
แม่ค้ารายนี้บอกว่าในเมื่อร้านของเธอห่างจากจุดที่พบการระบาด และตอนนี้ตลาดกุ้งแห่งนั้นก็ถูกควบคุมแล้ว จึงไม่อยากให้เหมารวมไปทั้งหมดของจังหวัด วันก่อนมีลูกค้าโทรศัพท์มาสอบถามว่าอาหารทะเลที่ร้านรับประทานได้ไหม จะติดเชื้อไหม เธอก็ได้แต่ตอบว่าปลอดภัยเหมือนเดิม
ส่วนหนึ่งในมาตรการที่ลำเพยพยายามสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าคือ ตัวเธอเองและลูกจ้างชาวต่างชาติ 10 คนได้เข้ารับการตรวจหาโรคแล้วและผลที่ออกมาคือ ไม่ติดเชื้อ ซึ่งเธอเองก็นำเอาผลการตรวจเชื้อของคนทั้งหมดในร้านมาติดเป็นป้ายที่ด้านหน้าร้านอีกด้วย
"วอนอย่าเหมารวม"
เมื่อถามว่าทำไมไม่ยอมปิดร้าน เธอตอบว่า "ถึงเปิดแล้วไม่ได้กำไร แต่อย่างน้อยลูกน้องก็จะได้มีอะไรทำบ้าง จึงไม่อยากให้เหมารวมว่าทั้งหมด(จังหวัด) ไม่ปลอดภัย"
ห่างออกไปอีกที่ย่านบางกระเจ้า ร้านอาหาร "กินกับก้อย" ต้องปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 20 ธ.ค. จนถึงวันที่ 3 ม.ค. ตามคำสั่งของผู้ว่าการจังหวัด

ที่มาของภาพ, koi_mahachai_seafood/Instagram
อังคณา พัฒนโชติ อายุ 36 ปี หรือ ก้อย เจ้าของร้านอาหารแห่งนี้บอกกับบีบีซีไทยว่า เธอเองและลูกจ้างที่เป็นแรงงานต่างชาติร่วม 20 คนมีความหวังอย่างยิ่งว่า ในช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ที่จะถึงนี้จะได้ตอนรับลูกค้าและนักท่องเที่ยวคนไทย ที่จะเดินทางมาฉลองด้วยอาหารทะเลสดอร่อย หลังจากที่ร้านของเธอต้องพลาดโอกาสทองทางธุรกิจมาแล้วหนึ่งครั้งในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา หลังจากรัฐบาลประกาศไม่ให้เป็นวันหยุดประจำปี
เธอยอมรับว่าการคิดแบบเหมารวมที่กำลังเกิดขึ้น รวมทั้งทัศนคติต่ออาหารทะเลจากจังหวัดสมุทรสาคร และแรงงานต่างชาติได้ส่งผลกระทบโดยรวมต่อทั้งธุรกิจของเธอและจังหวัด

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
แม้ว่าเธอจะไม่ได้รับอาหารทะเลจากตลาดกลางกุ้ง และภายใต้คำสั่งของผู้ว่าราชการจังหวัดจะเพียงแค่สั่งปิดร้านเท่านั้น ไม่รวมการบริการส่งอาหารตามคำสั่ง แต่เธอก็ตัดสินใจปิดร้านทั้งหมดเพราะไม่มีใครกล้าสั่งอาหารทะเลปรุงสุกจากร้านเธอเลย
"เหมือนว่ารอบนี้จะหนักกว่ารอบที่แล้ว อาจจะเป็นเพราะเกิดขึ้นในจังหวัด และลูกค้าไม่เอาอาหารทะเลเลยเพราะกลัวติดเชื้อ" เธออธิบายและว่า เธอยังโชคดีที่ไม่ได้ซื้ออาหารทะเลเก็บไว้ล่วงหน้าเพื่อบริการลูกค้าในช่วงฉลองสิ้นปี แต่เจ้าของร้านอาหารบางรายที่คุยกันมาได้ซื้ออาหารทะเลไว้แล้วเป็นเงินหลายล้านบาท
สำหรับลูกจ้างที่เป็นแรงงานข้ามชาติ เธอให้พวกเขาพักอยู่ที่ร้านและไม่อนุญาตให้ออกไปไหน ลดค่าจ้างลงครึ่งหนึ่งแต่ยังคงดูแลเรื่องอาหารการกิน
สมุทรสาคร ขาดแรงงานต่างชาติไม่ได้
ผู้ประกอบการธุรกิจในสมุทรสาครบอกว่าอุตสาหกรรมในจังหวัดนี้ขาดแรงงานต่างชาติไม่ได้เพราะงานที่แรงงานกลุ่มนี้ทำ เป็นงานที่คนไทยไม่ทำแล้วทั้งสิ้น
ข้อมูลจากสภาอุตสาหกรรมจังหวัดสมุทรสาครระบุว่า ภาคอุตสาหกรรมมีโรงงาน 6,082 โรง มีจำนวนแรงงาน 345,284 คน ในจำนวนนนี้เป็นแรงงานต่างด้าวมากถึง 233,071 คน

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
นายจ้างเห็นตรงกันว่าแรงงานชาวเมียนมาเป็นคนขยันสู้งานมาก จึงไม่น่าแปลกใจที่ทั้งเจ้าของร้านอาหารกินกับก้อย รวมทั้งร้านหอยดองนายปูจะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ในตอนนี้ต้องรักษาแรงงานงานเหล่านั้นไว้
เช่นเดียวกับเจ้าของแพเฮียป๋อ ในตลาดกลางกุ้งที่กำลังเผชิญกับวิกฤตอย่างหนักอยู่ในตอนนี้หลังจากถูกสั่งปิดและแรงงานชาวเมียนมาที่มีอยู่จะต้องถูกกักตัวภายในเขตกักกัน ร่วมกับเพื่อนแรงงานคนอื่น ๆ
"เรา (ตลาดกลางกุ้ง) อยู่รอดมาได้ถึง 11 เดือน จึงเกิดคำถามขึ้นว่า ต้นตอการระบาดจริง ๆ มาจากคนในตลาดหรือติดมาจากแหล่งอื่นผ่านระบบการขนส่งอาหารทะเล สิ่งนี้รัฐต้องทำให้ชัดเจน" เฮียป๋อตั้งข้อสังเกต
เขาเล่าย้อนไปถึงช่วงวันที่ 17-18 ธ.ค. ซึ่งเป็นวันแรก ๆ ที่พบผู้ติดเชื้อและมีการตรวจเชื้อกลุ่มผู้อยู่ในกลุ่มเสี่ยงของตลาดว่า เต็มไปด้วยความสับสนรวมทั้งการสื่อสารค่อนข้างล้าช้า พวกเขาได้รับทราบเพียงจำนวนผู้ติดเชื้อเท่านั้นแต่ยังไม่ทราบว่าใครบ้างที่ติดเชื้อ

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
"ในตอนนั้น ทุกคนต้องหาไทม์ไลน์ตัวเองให้เจอ เราไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร ราชการตั้งหลักให้เราไม่ได้ จึงทำให้เราต้องไปเสียเงินเอง เพื่อตรวจหาเชื้อที่โรงพยาบาลเอกชนเพื่อให้รู้ก่อน" เขาอธิบาย
เจ้าของแพกุ้งเล่าว่าเมื่อรู้ว่ามีการระบาดและเขามีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อ ก็พยายามตั้งสติและทบทวนว่าเขาใกล้ชิดหรือสัมผัสผู้ติดเชื้อที่เป็นแม่ค้าขายกุ้งวัย 67 ปีเมื่อไหร่ จากนั้นก็ดูอาการตัวเองตามระยะฟักตัว 14 วัน แล้วจึงเดินทางไปตรวจหาเชื้อที่โรงพยาบาล หากมีอาการไข้ตัวร้อนก็รับประทานยาลดไข้ตามอาการ ซึ่งทั้งหมดนี้เขาเองและลูกน้องก็ได้ปฏิบัติเช่นกัน
"โชคดีที่ผลตรวจออกมาเป็นลบเกือบทั้งหมด ยกเว้นลูกน้องหนึ่งคนที่ติดเชื้อ แต่เขาก็ต้องกักตัวเองอยู่ในบ้านพักไปก่อนและรับประทานยาตามที่แพทย์สั่้ง เพราะที่ว่างในโรงพยาบาลมีไม่เพียงพอ" เขากล่าว
ทำอย่างไรเมื่อลูกจ้างต่างชาติอยู่ในเขตกักกัน
เฮียป๋อบอกว่า ลูกน้องชาวเมียนมาของเขาจำเป็นต้องถูกกักอยู่ในบ้านพักในพื้นที่ควบคุมโดยรัฐ ทั้ง ๆ ที่พวกเขาเข้ามาทำงานอย่างถูกกฎหมายและทำงานด้วยกันมานานแล้ว
ชาวเมียนมาเป็นคนสู้งาน การที่พวกเขาต้องหยุดงานและอยู่ในที่กักตัว ทำให้พวกเขาขาดรายได้
อย่างไรก็ตาม เฮียป๋อเชื่อว่าเมื่อสถานการณ์ดีขึ้นชาวเมียนมาในสมุทรสาครก็จะกลับมาเป็นแรงสำคัญในตลาดกุ้งเช่นเดิม ในระหว่างนี้เขาได้กำชับให้ลูกจ้างอยู่กันเป็นกลุ่มก้อน มีการสื่อสารผ่านสื่อสังคมออนไลน์เพื่อรายงานสถานการณ์ภายในพื้นที่กักกักอย่างต่อเนื่อง ส่วนเสบียงหรือยารักษาโรคที่จำเป็น ในช่วงสองวันแรกได้นำไปส่งให้ที่ด้านนอกพื้นที่กักกันแล้ว โดยคาดว่าพวกเขาจะสามารถดำรงชีวิตด้วยเสบียงเหล่านั้นอย่างน้อย 7 วัน หากต้องการอะไรก็ให้สื่อสารมา

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
นอกจากนี้เฮียป๋อ ยังได้ส่งข้อมูลเกี่ยวกับความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับโรคโควิดไปให้แรงงานได้ศึกษาด้วย เพื่อไม่ให้พวกเขาตื่นตระหนกเกินเหตุ
เมื่อขอให้ช่วยประเมินความเสียหายทางเศรษฐกิจของสมุทรสาครจากการระบาดในช่วงนี้ ผู้ประกอบการรายนี้ถอนหายใจก่อนบอกว่า "เยอะมาก วันละพันล้านบาทเลยนะครับ"
สำหรับความเสียหายต่อภาคเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมไทยนั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินไว้ในวันที่ 22 ธ.ค. ที่ผ่านมาว่า อาจได้รับความสูญเสียจากการระบาดรอบใหม่ของโควิด-19 คิดเป็นมูลค่าประมาณ 45,000 ล้านบาทในกรอบเวลา 1 เดือน โดยจำแนกผลกระทบได้ดังนี้
- ความสูญเสียที่เกี่ยวเนื่องกับสินค้าประมงและอาหารทะเล ที่อาจมีมูลค่ารวมกันราว 13,000 ล้าน
- ความสูญเสียจากการที่ประชาชนชะลอการท ากิจกรรมในช่วงเฉลิมฉลองปี ใหม่ โดยเฉพาะคนที่อยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ คิดเป็นมูลค่าไม่ต่ำกว่า 15,000 ล้านบาท
- ความสูญเสียจากการชะลอการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศ คิดเป็นเม็ดเงินที่หายไปประมาณ 17,000 ล้านบาท
ผู้ประกอบการใน จ.สมุทรสาคร ขอร้องให้สังคมทำความเข้าใจสถานการณ์ที่แท้จริงของการระบาด อย่าเหมารวมว่าทั้งจังหวัดไม่ปลอดภัย และไม่ควรรังเกียจแรงงานต่างชาติรวมถึงชาวสมุทรสาครด้วย











