โควิด-19: "ยากและเสี่ยง" บทสรุปปี 2563 ของ อสม. ผู้ปิดทองหลังพระ ตามแนวชายแดนไทย-เมียนมา

ที่มาของภาพ, Rachaphon Riansiri/BBC Thai
- Author, เรื่องโดย ชัยยศ ยงค์เจริญชัย ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
- Role, วิดีโอโดย ราชพล เหรียญศิริ ผู้สื่อข่าววิดีโอ
สำนักข่าวแทบทุกแห่งในโลกคงยกให้การระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 เป็นข่าวใหญ่อันดับหนึ่งประจำปี 2563 ทั้งจากจำนวนผู้เสียชีวิต ผู้ติดเชื้อ ความเสียหายทางเศรษฐกิจ ผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงนโยบายและวิถีชีวิตของผู้คนมหาศาล
บีบีซีไทยเลือกที่จะบันทึกเหตุการณ์ใหญ่ประจำปี 2563 นี้ ผ่านสายตา คำบอกเล่าและภารกิจของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มบุคคลที่มีบทบาทสำคัญยิ่งในการต่อสู้กับการระบาดของไวรัสร้ายที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่านี้
กลางเดือน ธ.ค. เราเดินทางไป อ.แม่สอด จ.ตาก เพื่อพบกับ อสม. หญิงวัย 57 ปี ที่ปฏิบัติภารกิจเป็น อสม. ในพื้นที่ชายแดนที่เต็มไปด้วยแรงงานเมียนมาและคนไทยที่พากันข้ามพรมแดนไปมาเพื่อทำงานและค้าขาย ทำให้พื้นที่นี้มีความเสี่ยงต่อการระบาดของโควิด-19 อย่างยิ่ง
ปี 2563 จินดา ประหุปะเม เริ่มต้นปีด้วยภารกิจใหม่ที่แสนจะท้าทาย อสม. อย่างเธอ นั่นคือการรับมือกับโควิด หลังจากทำงานหนักมานานหลายเดือน ความหวังที่จะส่งท้ายปีอย่างสบายใจหายวับไปพร้อมกับการระบาดระลอกใหม่ในช่วงไม่ถึงสองสัปดาห์สุดท้ายของปี ซึ่งเป็นการระบาดที่เกี่ยวข้องกับแรงงานเมียนมาและพื้นที่ชายแดนไทย-เมียนมาโดยตรง
นับตั้งแต่กระทรวงสาธารณสุขรายงานว่าพบผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 1 ราย เมื่อวันที่ 13 ม.ค. จนถึงวันที่ 29 ธ.ค. ไทยมีผู้ป่วยโควิด-19 สะสมจำนวน 6,440 ราย
"ศูนย์รวมโรค"
จากอดีตแม่บ้านที่ใช้ชีวิตเรียบง่ายมาตลอดในชุมชนมุสลิมเทศบาลนครแม่สอด อ.แม่สอด จ.ตาก ชีวิตของจินดาเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิงหลังจากที่เธอสมัครเป็น อสม. ประจำเทศบาลนครแม่สอดเมื่อปี 2545 เพราะอยากจะช่วยผู้สูงวัยหลายคนในชุมชนให้ได้เข้าถึงการรักษาพยาบาลซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน
หลังจากผ่านการอบรมฝึกงานด้านสาธารณสุข เธอก็ปฏิบัติหน้าที่เป็น อสม. เรื่อยมาเป็นเวลา 18 ปีแล้ว ผ่านสถานการณ์ฉุกเฉินด้านสาธารณสุข ทั้งการระบาดของโรคติดต่อ ภัยธรรมชาติและภารกิจอื่น ๆ มาหลายครั้ง
และปีนี้ก็เป็นอีกปีหนึ่งที่ "หนัก" สำหรับจินดาและทีม อสม. กว่า 10 ชีวิตต้องคอยประสานงานระหว่างคนในชุมชนกับเจ้าหน้าที่ เพื่อค้นหาผู้ติดเชื้อ ผู้เสี่ยงสัมผัส เก็บข้อมูล เผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันโรค แจกอุปกรณ์ป้องกันตัว เรียกได้ว่าทุกวิถีทางเพื่อปกป้องชุมชนแห่งนี้จากโควิด-19
จินดาบอกว่าแม้ไม่มีโควิด ภารกิจของ อสม.ในชุมชนมุสลิมในพื้นที่ชายแดนอย่างนี้ก็ยากมากอยู่แล้ว เพราะที่นี่ได้ชื่อว่าเป็น "ศูนย์รวมโรคติดต่อ" ของแม่สอด ด้วยลักษณะทางกายภาพของชุมชนที่มีความแออัด มีความหลากหลายทางเชื้อชาติและศาสนา มีการเคลื่อนย้ายของประชากรสูง ทำให้การติดต่อของโรคระบาดเป็นไปได้ง่ายและรวดเร็ว
"ชุมชนอิสลาม ที่เป็นที่รู้จักกันดีในฐานะที่เป็นศูนย์รวมของโรคติดต่อทุกโรคไม่ว่าจะเป็นอหิวาตกโรค ไข้เลือดออก เท้าช้าง และอีกหลาย ๆ โรค จนอธิบดีกรมควมคุมโรคเข้ามาในพื้นที่เพื่อแก้ปัญหา" จินดากล่าว
ที่สำคัญ ชุมชนแห่งนี้อยู่ห่างจากชายแดนไทย-เมียนมาเพียงแค่ 14 กม. ทำให้กลายเป็นที่พักพิงของชาวเมียนมาที่ข้ามฝั่งมาเที่ยวหรือหางานทำในพื้นที่ อ.แม่สอด โดยมาอาศัยกับญาติหรือคนรู้จักในชุมชน ที่นี่จึงมีชาวเมียนมาข้ามพรมแดนเข้ามาพักอยู่ไม่ขาดสาย ส่วนใหญ่ข้ามแดนมาแบบผิดกฎหมายเพื่อหางานทำ เมื่อป่วยจึงไม่กล้าไปหาหมอ
ดังนั้นชุมชนของจินดาจึงไม่ได้เสี่ยงกับการระบาดของโควิดเท่านั้น แต่ยังเสี่ยงต่ออีกหลาย ๆ โรคติดต่อที่มาพร้อมกับการเดินทางข้ามแดน

ที่มาของภาพ, Rachaphon Riansiri/BBC Thai
ก่อนหน้าโควิด ได้เกิดการระบาดของโรคไข้เลือดออกอย่างรุนแรงในชุมชนแห่งนี้ เริ่มจากการระบาดที่ฝั่งเมียนมา จากนั้นก็มีคนป่วยจากเมียนมาเดินทางมาอาศัยอยู่กับญาติในชุมชน จนเกิดการแพร่ระบาดเป็นวงกว้าง
"ก่อนหน้านี้ยังไม่มีเจ้าหน้าที่อาสาสมัครสาธารณสุขต่างด้าว (อสต.) เข้ามาช่วยทำงานเหมือนตอนนี้ ทำให้การสืบสวนโรคเป็นไปได้ยาก แต่พอมี อสต. เข้ามาแล้วงานง่ายขึ้นเพราะพวกเขามีเครือข่ายและรู้ความเคลื่อนไหวของชาวเมียนมาทุกคนที่อยู่และคนที่กำลังจะเข้ามาในชุมชน" จินดากล่าว
เธอขยายความการทำงานของ อสต. และ อสม. ในชุมชนชายแดนว่า อสต. ซึ่งเป็นชาวเมียนมาที่เป็นที่รู้จักดีของคนในชุมชน จะติดตามตรวจสอบชาวเมียนมาทุกคนที่เข้ามาในพื้นที่ ไปถามว่าเป็นใคร มาทำอะไร มาจากไหน จากนั้นก็จะรายงานข้อมูลให้ อสม. ซึ่งมีหน้าที่สอบสวนโรคเบื้องต้น จากนั้น อสม. ก็จะรายงานข้อมูลให้ทางอำเภอแม่สอดต่อไป
การมาถึงของโควิด
"ช่วงเริ่มแรกที่ได้ข่าวเรื่องการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในจีนก็ยังมานั่งคิดอยู่เลยว่าถ้าเข้ามาถึงไทยจะเป็นอย่างไร สุดท้ายมันก็เข้ามาจริง ๆ ตอนนั้นคิดว่าไม่ใช่เรื่องไกลตัวเพราะจีนกับเมียนมาอยู่ใกล้กัน และแม่สอดกับเมียนมาก็อยู่ฝั่งตรงข้ามกัน" จินดาเล่าย้อนถึงช่วงเริ่มต้นการระบาด
เมื่อกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ยืนยันพบผู้ติดเชื้อรายแรกในไทยเมื่อวันที่ 13 ม.ค. เป็นนักท่องเที่ยวชาวจีนในกรุงเทพฯ ทางแม่สอดยังไม่มีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้น แต่ประชาชนเริ่มตื่นตัวติดตามข่าวสารและสวมหน้ากากอนามัย
เมื่อถึงช่วงที่รัฐบาลใช้มาตรการล็อกดาวน์และประกาศเคอร์ฟิวทั่วประเทศเมื่อวันที่ 3 เม.ย. ทางจังหวัดตากเริ่มตั้งด่านตรวจคัดกรองผู้ที่เดินทางมาจากนอกพื้นที่อย่างเข้มงวด พร้อมบันทึกข้อมูลการเข้า-ออกพื้นที่ ที่หมายและที่พักอย่างละเอียด ช่วงนี้เองที่ อสม. เริ่มมีภารกิจมากขึ้น
หากบุคคลใดเข้ามาในชุมชน อสม. อย่างจินดามีหน้าที่ต้องเข้าไปพบถึงที่พัก และคอยสอบถามอาการทุกวันจนครบ 14 วันเพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่มีการนำโรคเข้ามาแพร่ในชุมชน ขณะที่ทางชายแดนยังเปิดให้มีการข้ามไปมา แต่คนที่ข้ามแดนจะถูกขอความร่วมมือให้กักตัว 14 วัน

ที่มาของภาพ, Rachaphon Riansiri/BBC Thai
จินดาบอกว่าจุดที่ทำให้คนในแม่สอดและในชุมชนของเธอตื่นตัวและ "กลัว" โควิดขึ้นมาจริง ๆ คือเมื่อ สธ. ยืนยันว่ามีผู้เสียชีวิตรายแรกเมื่อวันที่ 1 มี.ค. เป็นชายไทยที่มีประวัติสัมผัสนักท่องเที่ยวชาวจีน
ตลอดทั้งปี จินดาและทีม อสม. ปฏิบัติหน้าที่แทบไม่มีวันหยุด เรียกได้ว่าไม่มีวันใดที่เธอไม่เกี่ยวข้องกับโควิด แม้สถานการณ์ทั่วประเทศจะดีขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งรัฐบาลคลายล็อกดาวน์และผู้ติดเชื้อรายใหม่เป็นศูนย์ ยอดผู้เสียชีวิตคงที่
แต่เมื่อถึงปลายปี อสม. ในอำเภอชายแดนไทย-เมียนมาก็ต้องกลับมาเหนื่อยอีกครั้งเมื่อเกิดการระบาดระลอกใหม่ในฝั่งเมียนมาช่วงเดือน พ.ย. ซึ่งในที่สุดก็ส่งผลกระทบมาถึงไทยเมื่อกรมควบคุมโรคแถลงวันที่ 28 พ.ย. ว่าพบหญิงไทยวัย 29 ปี ใน จ.เชียงใหม่ ติดเชื้อโรคโควิด โดยผู้ป่วยรายนี้ทำงานเป็นพนักงานที่สถานบันเทิงแห่งหนึ่งใน จ.ท่าขี้เหล็ก ประเทศเมียนมา มีการเดินทางข้ามพรมแดนไทย-เมียนมาหลายครั้งทางด่านธรรมชาติ จึงไม่ผ่านการคัดกรองโรคและกักกันโรค ภายในเวลาไม่กี่วัน ผู้ติดเชื้อ "กลุ่มท่าขี้เหล็ก" เพิ่มจำนวนขึ้นเป็นเกือบ 40 ราย กระจายตัวในหลายจังหวัด
หลังจากนั้นไม่นาน ก็เกิดการแพร่ระบาดที่ตลาดกลางกุ้ง ต.มหาชัย จ.สมุทรสาคร ซึ่ง สธ. ประกาศว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการระบาดระลอกใหม่ในประเทศไทย ทำให้จำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่แต่ละวันกลับมาทะลุหลักร้อยอีกครั้ง ยังไม่รวมแรงงานข้ามชาติในสมุทรสาครที่ติดเชื้ออีกเกือบ 2,000 คนระหว่าง 17-28 ธ.ค.
ทั้งสองเหตุการณ์นี้ทำให้พื้นที่ชายแดนถูกจับตาอย่างหนัก รวมถึง อ.แม่สอดด้วย
"สิ่งที่ยากที่สุดคือการสอบสวนโรคเพราะคนเหล่านี้เป็นชาวเมียนมา และทุกคนจะไม่ให้ข้อมูลอย่างตรงไปตรงมาเพราะกลัวว่าจะมีปัญหาจากการเข้ามาในไทยอย่างผิดกฎหมาย ทำให้การตามตัวจนครบทุกคนเป็นไปด้วยความยากลำบาก" จินดากล่าว
"พอเจอตัว สิ่งแรกที่พวกเขาจะทำคือปฏิเสธก่อน พวกเขาจะชอบพูดว่า ไม่รู้จัก ไม่ได้ไปไหนมา เพราะกลัวว่าจะถูกส่งกลับ ทุกคนเริ่มตื่นตัวกลัวกันมาก ผู้นำชุมชนต้องคอยประกาศเสียงตามสายว่าให้ใส่หน้ากากเมื่อออกนอกบ้านและถ้าพบเห็นคนแปลกหน้าเข้ามาในชุมชนให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่"
ว่าที่พันตรี ดร.ไพฑูรย์ ปริญญาธรรมกุล ผู้อำนวยการกองวิชาการและแผนงาน สำนักงานเทศบาลนครแม่สอด ยอมรับว่าชุมชนอิสลามเป็นเป้าหมายใหญ่สุดที่ชาวเมียนมาที่ข้ามฝั่งมาจะเข้ามาพำนักอาศัย
"แต่ก่อนไม่ค่อยได้มีการตามจับและส่งกลับประเทศต้นทาง แต่พอมีโควิดขึ้นมาทำให้มีการตรวจ รักษา กักตัว และผลักดันกลับประเทศต้นทาง" ว่าที่พันตรี ดร.ไพฑูรย์กล่าว
นักรบเสื้อเทา
จินดามักจะใช้บ้านของเธอเป็นจุดรวมตัวของทีม อสม. ซึ่งทุกครั้งที่ออกปฏิบัติหน้าที่ทุกคนจะแต่งกายด้วยเครื่องแบบสีเทาซึ่งเป็นที่มาของฉายา "นักรบเสื้อเทา" ที่ทำงานเป็นด่านหน้าในสมรภูมิโควิด-19
นักรบเสื้อเทาอาจเป็นคนแรก ๆ ที่พบผู้ติดเชื้อ ผู้เสี่ยงหรือผู้ต้องสงสัยติดโควิด ก่อนบรรดาหมอและพยาบาลเสียอีก
อสม. ต้องเตรียมตัวให้พร้อมเพื่อปฏิบัติหน้าที่ตลอดเวลา ไม่ว่าโทรศัพท์จะดังขึ้นเวลาไหน เขาและเธอก็ต้องออกไปค้นหาบุคคลเป้าหมาย เก็บข้อมูลรายงานเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง และส่งต่อผู้ป่วยให้แพทย์โดยเร็วที่สุด
หลังเกิดการระบาดระลอก 2 ที่ประเทศเพื่อนบ้าน โทรศัพท์ตามตัว อสม. ยิ่งดังขึ้นบ่อยกว่าเดิม และ อสม. ในพื้นที่ อ.แม่สอดก็ทำงานหนักขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า
หลายครั้งที่ อสต. โทรศัพท์มาปลุกจินดาตอนกลางดึกเพื่อแจ้งว่ามีชาวเมียนมาที่เป็นคนนอกลักลอบเข้ามาในชุมชน เธอและหน่วยนักรบเสื้อเทาจะเดินทางไปยังจุดที่ได้รับแจ้งโดยเร็ว ก่อนจะทำการวัดไข้ สอบถามข้อมูลและสอบสวนโรคโดยมี อสต. เป็นล่ามให้
"การปฏิบัติงานในพื้นที่นี้มีความท้าทายมาก...ภาษาที่ใช้ในการสื่อสารก็ยิ่งทำให้งานยากขึ้นไปอีก ถ้าไม่มี อสต. ก็แย่เหมือนกัน" จินดากล่าว

ที่มาของภาพ, Rachaphon Riansiri/BBC Thai
"การที่มีคนที่ยังข้ามไปมาแบบผิดกฎหมายอยู่มันทำให้งานของเรายากมาก อย่างเคสที่เราเคยเจอ ข้ามแดนเข้ามาแล้วก็กระจายตัวไปหลายที่ ถ้าเข้ามาแล้วมีบ้านอยู่เป็นหลักแหล่งก็ไม่น่ามีปัญหา แต่พวกเขาไม่มีบ้านอยู่ที่แน่นอนและตระเวนไปทั่วชุมชน"
ยิ่งไปกว่าอุปสรรคด้านภาษาและพฤติกรรมการลักลอบข้ามแดนคือความเสี่ยงต่อการติดเชื้อที่เหล่า อสม. ต้องเจอ
"คิดว่างานที่ทำมีความเสี่ยงมาก เราไม่รู้ว่าเราจะไปสัมผัสกับโรคเมื่อไหร่ แต่ต้องทำเพราะเป็นหน้าที่ เขาแจ้งมาเราก็ต้องไป" เธอบอก
อุปกรณ์ไม่เพียงพอกับความหวังเรื่องวัคซีน
แม้ว่าปีนี้งานหลักจะเป็นเรื่องโควิด-19 แต่งานอื่น ๆ ของ อสม. ในพื้นที่ อ.แม่สอด ก็ยังทิ้งไม่ได้ เพราะปัญหาด้านสาธารณสุขไม่ได้มีแค่โควิด แต่ยังมีงานป้องกันโรคประจำฤดูต่าง ๆ ที่ยังต้องทำอยู่ งานของ อสม. จึงหนักขึ้นหลายเท่า
ในบทความเรื่อง "อสม.ไทยกว่าล้านคน หรือ 'ผู้ปิดทองหลังพระ' ช่วยสอดส่องดูแลให้ชุมชนห่างไกลโควิด 19" ที่เผยแพร่บนเว็บไซต์ขององค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทยระบุว่า สธ. บริหารจัดการ อสม. จำนวน 1.04 ล้านคนทั่วประเทศ รวมถึงอาสาสมัครอีก 15,000 คนในกรุงเทพฯ อสม.แต่ละคนได้รับเงิน 1,000 บาทต่อเดือน และได้รับอีก 500 บาทเพิ่มในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด -19
องค์การอนามัยโลกระบุว่า อสม. เหล่านี้เป็นส่วนสำคัญของระบบสุขภาพปฐมภูมิ และได้ปกป้องคนในชุมชนจากโรคที่คุ้นเคยตลอดฤดูกาลระบาดมากว่า 40 ปีแล้ว พวกเขาออกไปสำรวจข้อมูลด้านสาธารณสุข เก็บข้อมูล เก็บบันทึกด้านสุขภาพของครอบครัว และรณรงค์เรื่องการป้องกันโรคเพื่อสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่สาธารณสุข
นพ. แดเนียล เคอร์เทสซ์ ผู้แทนองค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทยกล่าวยกย่อง อสม. ของไทยว่าเป็น "ผู้ปิดทองหลังพระ" ซึ่งทำงานเพื่อสนับสนุนการป้องกัน การตรวจพบและการรายงานผู้ป่วยโควิด-19
บีบีซีไทยถามจินดาว่า อสม. มีอุปกรณ์ป้องกันการติดเชื้อเพียงพอหรือไม่ เธอตอบว่าทั้งถุงมือ หน้ากาก เฟซชีลด์ เจลแอลกอฮอล์ไม่ค่อยเพียงพอต่อการใช้งาน บางที อสม. ต้องควักกระเป๋าซื้ออุปกรณ์เองหรือไม่ก็ต้องขอสนับสนุนจากโรงพยาบาลหรือจากเทศบาล
"อยากให้ส่วนกลางช่วยดูแลคนทำงานหน่อย และอีกเรื่องคือการช่วยเหลือเพื่อน อสต. ที่ทำหน้าที่เป็นเครือข่าย เป็นหูเป็นตา และเป็นล่ามให้เรา อย่างน้อย ๆ คนเหล่านี้ต้องอยู่ในพื้นที่ได้อย่างถูกกฎหมาย ช่วยรับรองให้เขาได้ไหม เขาจะได้ช่วยเราทำงาน" จินดาเสนอแนะ
เธอบอกว่า อสม. มีความหวังว่าจะเป็นหนึ่งในกลุ่มแรก ๆ ที่ได้รับวัคซีนโควิด เพราะความเสี่ยงจากการปฏิบัติหน้าที่
"เราก็เป็นกลุ่มเสี่ยงเหมือนกัน เราเป็นด่านหน้า เราต้องเจอเหตุการณ์ก่อนใคร คิดว่าไม่ยุติธรรมถ้าวัคซีนจะไม่ถึงเรา"
เธอทิ้งท้ายว่า แม้ภาระงานในปีนี้เพิ่มขึ้นมากจากแต่ก่อน ทุกคนเหนื่อยและกลัว แต่ก็รู้สึกสนุกและตื่นเต้นกับการทำงานในสถานการณ์ใหม่ ๆ อย่างการระบาดของโควิด-19
"สิ่งที่ได้เรียนรู้คือชาวบ้านช่วยเป็นหูเป็นตาให้เรา ทุกคนพร้อมช่วยเราทำงาน และการทำงานในปีหน้าของเราก็ยังต้องระวังเหมือนเดิมเพราะตราบใดที่สถานการณ์ทางเมียนมายังไม่ดีขึ้น เราก็ยังต้องระวังอยู่ต่อไป" จินดากล่าว

โควิด-19: ลำดับเหตุการณ์สำคัญ
13 ม.ค. สธ. ยืนยันพบผู้ป่วยโควิด-19 รายแรกในไทยและรายแรกที่พบนอกประเทศจีน เป็นนักท่องเที่ยวหญิงชาวจีน อายุ 61 ปี เดินทางมาจากเมืองอู่ฮั่นถึงไทยวันที่ 3 ม.ค.
29 ก.พ. สธ.ออกประกาศให้ "โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019" หรือ "โรคโควิด 19" เป็นโรคติดต่ออันตรายตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 เพื่อประโยชน์ในการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคติดต่ออันตราย www.bbc.com/thai/thailand-51686166
1 มี.ค. สธ. แถลงผู้ป่วยโควิด-19 คนไทย เสียชีวิตเป็นรายแรก เป็นชายไทย อายุ 35 ปี ที่มีประวัติสัมผัสนักท่องเที่ยวชาวจีน
11 มี.ค. องค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศให้การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่เป็น "การระบาดใหญ่" หรือ pandemic
26 มี.ค. รัฐบาลประกาศใช้ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร ระหว่างวันที่ 26 มี.ค.-30 เม.ย. จากนั้นได้มีการต่ออายุทุกเดือนทั้งหมด 8 ครั้ง ครั้งล่าสุด ครม. มีมติเมื่อวันที่ 23 พ.ย. ขยาย พ.ร.ก.ฉุกเฉินไปจนถึงวันที่ 15 ม.ค. 2564
3 เม.ย. รัฐบาลประกาศเคอร์ฟิวในเวลา 22.00-04.00 น. .เพื่อควบคุมการระบาดของโควิด-19 เมื่อสถานการณ์คลี่คลายลง ได้ลดช่วงเวลาเคอร์ฟิวลงเรื่อย ๆ จนกระทั่งมีการยกเลิกประกาศเคอร์ฟิวในวันที่ 15 มิ.ย.
มิ.ย.-ก.ค. รัฐบาลประกาศคลายมาตรการล็อกดาวน์เป็นระยะ ๆ
27 พ.ย. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานในพิธีลงนามในสัญญาการจัดหาวัคซีนโควิด-19 โดยการจองล่วงหน้าระหว่างกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กับแอสตราเซเนกา (AstraZeneca) บริษัทผลิตวัคซีนสัญชาติอังกฤษ-สวีเดน โดยมี บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในพระปรมาภิไธย รับถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตวัคซีนโควิด-19 โดยรัฐบาลคาดว่าคนไทยจะมีวัคซีนโควิด-19 ใช้ในปี 2564
28 พ.ย. กรมควบคุมโรคแถลงยืนยันพบหญิงไทยวัย 29 ปี ใน จ.เชียงใหม่ ติดโควิด-19 ผู้ป่วยรายนี้ทำงานเป็นพนักงานที่สถานบันเทิงแห่งหนึ่งใน จ.ท่าขี้เหล็ก เป็นจุดเริ่มต้นของการติดเชื้อ "กลุ่มท่าขี้เหล็ก" ซึ่งมีผู้ติดเชื้อกว่า 40 ราย
20 ธ.ค. สธ. ประกาศการระบาดระลอกใหม่ในไทย หลังจากมีการแพร่ระบาดที่ตลาดกลางกุ้ง ต. มหาชัย อ.เมืองสมุทรสาคร จ.สมุทรสาคร











