รัฐธรรมนูญ 2560 : ภารกิจ “รื้อคอนเทนเนอร์” กับบันทึกเดินทางของ ยิ่งชีพ อัชฌานนท์

    • Author, เรื่องโดย หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
    • Role, วิดีโอโดย พริสม์ จิตเป็นธม ผู้สื่อข่าววิดีโอ

"อะไรที่ไม่เคยได้เห็น ก็จะได้เห็น" คือนิยามประเทศไทย 2563 จาก ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้จัดการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์ - iLaw) เขาชี้ว่าปรากฏการณ์ "ทะลุเพดาน" ช่วยทำให้ "ฟ้าเปิด" ให้ขบวนการแก้รัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 เป็นไปได้ และทำให้พวกเขาต้องสู้ แม้รู้แก่ใจว่าจะพ่ายแพ้กลเกมในรัฐสภาก็ตาม

จดหมายน้อย และโพสต์-อิทกว่า 100 ชิ้น ถูกส่งมาทางไปรษณีย์ พร้อมสำเนาบัตรประจำตัวประชาชน ในช่วงที่ไอลอว์เปิดให้ผู้สนใจร่วมลงชื่อเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน

แม้ไม่รู้จักหน้าค่าตา แต่คาดเดาได้ไม่ยากว่าเจ้าของลายมือเป็นผู้หญิง สะท้อนผ่านหางเสียง คะ/ค่ะ ท้ายประโยคอวยพร-ให้กำลังใจในการทำภารกิจ "รื้ออำนาจของระบอบ คสช. และสร้างหนทางกลับสู่ประชาธิปไตย"

ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้จัดการไอลอว์ มี "คำนับล้าน" อยากบอกกับผู้ร่วมทางทุกคนที่ร่วมสร้างประวัติศาสตร์ เพราะตระหนักดีว่าลำพังตัวเขาคนเดียวคงเดินมาถึงจุดนี้ไม่ได้

หากชีวิตคือการเดินทาง ชายวัย 35 ปีเปรียบเปรยปี 2563 เป็นเหมือนการวิ่งมาราธอนในช่วงทางตรงสุดท้าย ต้นทุน ทรัพยากร ทรัพย์สิน ความรู้ความสามารถที่สั่งสมมาทั้งชีวิต ถูกเทออกมาใช้จนหมดหน้าตัก

"มันเหมือนกับว่าจังหวะมันมาแล้ว ถ้าไม่วิ่งตรงนี้ให้เต็มที่ ก็ไม่รู้ว่าที่ผ่านมาจะวิ่งมาทำไม ที่ผ่านมาเก็บรวบรวมอะไรมาก็เทเข้าไปให้หมด คอนเนคชัน (สายสัมพันธ์) ที่มีในชีวิตก็เอามาใช้ทั้งหมดแล้ว วิ่งปื้ด... เข้าเส้นชัยไปเรียบร้อย เข้าไปก็ดูกิโล อ๋อ มีอีกหลายรอบ จริง ๆ แล้วการแข่งขันนี้ต้องวิ่งหลายรอบ" ยิ่งชีพพูดพลางหัวเราะเสียงหลง

ใช้ฤกษ์วันประชามติเป็นจุดปล่อยตัวขบวนการรื้อ "คอนเทนเนอร์"

7 ส.ค. วันให้กำเนิดรัฐธรรมนูญฉบับคณะรักษาความแห่งชาติ (คสช.) เมื่อ 4 ปีก่อน ถูกใช้เป็นจุดปล่อยตัว "ขบวนการรื้อรัฐธรรมนูญ" ผ่านแคมเปญ "รื้อ สร้าง ร่างรัฐธรรมนูญ" ของไอลอว์ โดยหวังทำลายกติกาสูงสุดซึ่งเขามองว่าเป็น "อุปสรรค" สกัดกั้นความฝันและอนาคตที่ผู้คนอยากเห็น ไม่ต่างจากตู้คอนเทนเนอร์ที่ถูกนำมาวางกีดขวางเส้นทางสัญจร

"รัฐธรรมนูญมันล็อกว่าใครจะได้เป็นรัฐบาล รัฐธรรมนูญมันล็อกว่าการตรวจสอบรัฐบาลจะทำยังไง และมันล็อกตัวเองว่าจะแก้ไขฉันทำไม่ได้ง่าย ๆ หรอก ต้องให้รัฐบาลนี้อนุมัติเท่านั้นถึงจะแก้ไขได้ ก็เหมือนตู้คอนเทนเนอร์ตู้ยักษ์ที่ขวางอยู่ และไม่รู้ด้วยว่าข้างหลังมีอะไร ถ้ารื้อออกได้เมื่อไร ถึงจะค่อย ๆ เห็นว่าข้างหลังมีอะไรบ้าง" ยิ่งชีพกล่าว

ในฐานะนักกฎหมายรุ่นใหม่ เขารู้สึก "โกรธ" บรรดานักกฎหมายรุ่นใหญ่ที่เข้าไปเขียน "รัฐธรรมนูญไม่เป็นประชาธิปไตย" และ "ทึ่ง" ที่เนติบริกรเหล่านั้นใช้เทคนิคทางกฎหมายบิดเบือนซ่อนเร้นผลประโยชน์ได้

แล้วเมื่อต้องลงมือลบรัฐธรรมนูญ 2560 น่าสนใจว่าเขาทำด้วยความรู้สึกอะไร

"รีบ.. ร้อนรน ๆ ไม่โกรธแล้ว" ยิ่งชีพตอบทันควันก่อนกลั้วหัวเราะในลำคอ

หลังการชุมนุมใหญ่เมื่อ 18 ก.ค. ของกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า "เยาวชนปลดแอก" ซึ่งประกาศ 3 ข้อเรียกร้องต่อผู้มีอำนาจ ได้แก่ 1. หยุดคุกคามประชาชน 2. ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ และ 3. ยุบสภา ยิ่งชีพมีโอกาสพูดคุยกับแกนนำขบบวนการเยาวชนที่ไม่รู้จักกันมาก่อน หวังทำให้ข้อเรียกร้องที่ 2 มีเค้าโครงขึ้นมา

"แก้รัฐธรรมนูญ ข้อเสนอคุณมีอะไรบ้าง เขายังไม่มีชัดเจน 1, 2, 3, 4, 5 ว่าจะแก้มาตราไหน แล้วจะมีชุมนุมใหญ่ครั้งต่อไปแล้ว มีวันที่แล้ว แล้วคุณจะเรียกร้องอะไร ผมก็ร้อนรนผลิตมันขึ้นมาว่าถ้าจะแก้รัฐธรรมนูญเพื่อหาทางออกจากปัญหาปัจจุบันต้องตามนี้ ก็เป็นความค่อนข้างรีบ ไม่ได้คิดอะไรซับซ้อน ใครที่คิดว่าไปซ่อนกลซ่อนเงื่อนไขอะไรไว้แบบคุณมีชัย (ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560) ไม่มีเลย ไม่มีเจตนาแบบนั้นเลย คิดไม่ได้ คิดไม่ทันหรอก อย่าไปคิดเยอะ" เขาระบุ

ยิ่งชีพลงมือยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญขึ้นมา ปรับแก้อยู่ 2 รอบ ก่อนได้ร่างที่มีเนื้อหา 13 มาตรา และเพิ่ม 1 หมวดใหม่ว่าด้วยการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยถือเป็นร่างกฎหมายฉบับที่ 4 ที่ผู้จัดการไอลอว์เขียนด้วยตัวเอง ก่อนเผยแพร่ต่อสาธารณะในวันแรกที่ไอลอว์ปล่อยแคมเปญและเปิดโต๊ะล่าชื่อประชาชนที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ท่าพระจันทร์ ได้ผู้ร่วมทางชุดแรกกว่า 200 รายชื่อ

ยิ่งชีพจำไม่ได้ว่าคนแรก-ชื่อแรกที่โดดร่วมขบวนการ "รื้อคอนเทนเนอร์" เป็นใคร แต่เชื่อว่าน่าจะเป็น "ป้า ๆ" ที่เข้าร่วมรับฟังการแถลงข่าวเปิดตัวกลุ่ม "ประชาชนปลดแอก" ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย แล้วเดินต่อมายัง มธ.

ปรากฏการณ์ "ทะลุเพดาน" ช่วยให้ "ฟ้าเปิด" ให้การแก้ รธน.

10 ส.ค. ไอลอว์เปิดโต๊ะล่าชื่อประชาชนที่ มธ. ศูนย์รังสิต ในระหว่างกลุ่ม "แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม" จัดชุมนุมใหญ่ โดยหารู้ไม่ว่าจะเกิดปรากฏการณ์ "ทะลุเพดาน" ขึ้นในวันนั้น และกลายเป็นเรื่องที่ทำให้ยิ่งชีพ ผู้เป็นศิษย์เก่าคณะนิติศาสตร์ มธ. ถูกเพื่อนร่วมทีมสัพยอกมาถึงปัจจุบัน เพราะดันไป "ออกตัวแรง" ชิงประกาศเป้าหมายทะลุ 3 พันชื่อแน่นอน และมัวแต่มุ่งมั่น-มุมานะพุ่งชนเป้าหมายจนเกือบตกประวัติศาสตร์ที่อยู่ตรงหน้า

"เชิญนะคร้าบบบ ช่วยกันเข้าชื่อแก้รัฐธรรมนูญ บัตรประชาชนใบเดียว เชิญด้านนี้นะครับ" ยิ่งชีพตะโกนเสียงดังจากจากมุมขวาของลานพญานาค จุดตั้งโต๊ะจัดกิจกรรมของไอลอว์ หวังเรียกความสนใจของผู้ชุมนุมให้แวะเวียนมาช่วยลงลายมือชื่อกับเขา

แม้กิจกรรมบนเวทีเริ่มต้นขึ้นแล้ว คนดังทยอยขึ้นปราศรัย แต่ใจของยิ่งชีพยังไม่อยู่ตรงนั้น ผู้จัดการไอลอว์ตะเบ็งเสียงแข่งกับเครื่องเสียง พูดประโยคเดิมซ้ำไปมา โดยเฉพาะเมื่อเห็นว่าหางแถวสั้นลง

"พอคนมันน้อย คิวมันสั้น ต้องเอาเข้ามาให้เยอะ เพราะเดี๋ยวคนไปเยอะตอนเลิก แล้วมันถ่ายเอกสารไม่ทัน ผมก็พูดไปเรื่อย ๆ จนรุ้ง (ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล แกนนำกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์ฯ) ขึ้นพูดจำได้ ตอนรุ้งขึ้น มีคนหันมาด่า มีคนที่อยู่ตรงนั้นเขาหันมาบอกว่าอย่าเพิ่งพูดเพราะเขาจะฟังเวที ผมก็อ่ะ.. ฟังก็ได้วะ" เขาเล่าแบบขำ ๆ

เมื่อจำต้องปิดปาก-เปิดหู-ดูวีรกรรมของสาวเสื้อแดงบนเวที นักกฎหมายหนุ่มยอมรับว่าตกใจเมื่อได้ยิน 10 ข้อเสนอในการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ "ตอนฉีก ๆ ๆ ก็คิดในใจ โอ้โห! เด็กพวกนี้มันเล่นใหญ่เว้ย แต่ไม่คิดว่าเขาจะโดนอะไรนะ ก็คิดว่าวันนั้นมาถึงจุดที่ต้องขยับไปอีกขั้นหนึ่ง แต่ไม่คิดว่าจะไปได้ไกลขนาดนี้"

ต่อมาเมื่อมีการเปิดคลิปวิดีโอจากแดนไกลของ ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ นักวิชาการผู้ลี้ภัยการเมืองอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่น ก็เป็นอีกครั้งที่ยิ่งชีพรู้สึก "ช็อก" แต่หลังจากนั้นก็กลับมาคิดจดจ่อเรื่องชวนคนมาเข้าชื่อต่อ

ในฐานะได้อยู่ร่วมฉากประวัติศาสตร์การเมืองไทย ยิ่งชีพเห็นคุณูปการของสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะปรากฏการณ์ "ทะลุเพดาน" ช่วยให้ "ฟ้าเปิด" ให้ขบวนการแก้รัฐธรรมนูญ

"สมมติเราเริ่มก่อนเลยนะ แล้วยังไม่มีการชุมนุม ยังไม่มีการดันเพดานเรื่องสถาบันฯ อยู่ดี ๆ เราตั้งโต๊ะแก้รัฐธรรมนูญ ตำรวจต้องมายุ่งกับเรา ต้องแบบตรงนั้นไม่ให้ ตรงนี้ไม่ให้ ไม่อนุญาต เนื่องจากอะไรก็แล้วแต่ รวมถึงการรณรงค์แก้รัฐธรรมนูญก็อาจจะนำไปสู่ข้อหา แต่พอเพดานมันไปสูงขึ้น เรียกว่าความสนใจของฝ่ายความมั่นคงก็ไปอยู่ที่ประเด็นสถาบันฯ พอพูดว่าเราจะแก้รัฐธรรมนูญ เขาก็บอกพูดไปเลย แบบนี้โอเค พูดได้เลย... ปลอดภัย คือกลายเป็นเพดานที่เซฟโซน (พื้นที่ปลอดภัย) เป็นพื้นที่สีขาวเฉยเลยอ่ะ ทั้งที่ถ้าพูดเรื่องนี้ต้นปี ผมอาจโดนใครสักคนฟ้องก็ได้" หัวขบวนรื้อรัฐธรรมนูญกล่าว

เผยเบื้องหลังชวน "ม็อบ 3 นิ้ว" ชู 1 นิ้วแทนคำมั่นแก้ รธน.

16 ส.ค. ยิ่งชีพปรากฏตัวบนบนเวที "ประชาชนปลดแอก" ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เปิดปราศรัยด้วยความรู้สึก "ตื่นเต้นมาก" เมื่อเห็นผู้คนมากหน้าหลายตารอดู-รอฟังอยู่เบื้องหน้า

"ตาของคนที่นั่งอยู่เป็นหมื่น ๆ คู่ มันจ้องเราเขม็งเลยอ่ะ ปกติพูดอะไร คนไม่ได้อยากฟังขนาดนี้ แต่พูดตรงนั้น คนอยากฟังมาก แล้วเขาส่งพลังกลับมา อีกอย่างหนึ่งคือเขารอเฮ ถ้ามีประโยคให้เขาเฮ เขาเฮเลย เราก็พูดไม่เก่ง ไม่ได้เตรียมไป ไม่ได้จะพูดให้เฮ แต่พอเราชวนทำอะไร เช่น ชวนชู 1 นิ้วขึ้นมา ชวนพูดพร้อมกัน โห.. มันมาแบบเป็นพลังมหาศาล ซึ่งไม่เคยสัมผัสมาก่อน" ชายผู้ผ่านเวทีหลัก 3-4 พันคน เผยความรู้สึกในการยืนอยู่บนเวทีการเมืองที่มีผู้เข้าร่วมราว 2 หมื่นคน

ยิ่งชีพจงใจบันทึกความทรงจำเฉพาะตัว-เฉพาะกิจ ชวน "ม็อบ 3 นิ้ว" ร่วมกันชู 1 นิ้วแทนคำมั่นว่าจะร่วมกันลงชื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ

"อยากแตกต่าง" เขาเฉลยเหตุผลด้วยเสียงแผ่วเบา ก่อนระเบิดหัวเราะ

"คิดแค่ว่าเวลาถ่ายภาพออกมา ชู 3 นิ้วมันชูทั้งวันไง ไม่รู้ว่าภาพนี้ในช่วงเวลาไหน เพราะว่าอยากได้ภาพและได้คำเฉพาะช่วงที่เราขึ้น (เวที) ถ้าเกิดชู 1 นิ้ว ถ่ายออกมา จะได้ภาพที่รู้เลยว่าเป็นตอนเราพูด ตั้งใจอย่างนี้" เขาเล่า

หลังผู้จัดการไอลอว์ลาเวที พวกเขาปิดยอดประชาชนร่วมลงชื่อมากที่สุดตั้งแต่ทำแคมเปญมาที่ 10,751 รายชื่อ โดยมี "แม่ค้าขายผัดไทย" โดดร่วมขบวนการเป็นคนสุดท้ายของวัน ณ เวลา 23.00 น. เศษ

ปิดรับเพื่อนร่วมขบวนชุดสุดท้าย ก่อนวันเกิดใหม่ของ "คณะราษฎร 2563"

ไม่เฉพาะบรรดาพ่อค้าแม่ขายหาบเร่แผงลอยซึ่งถูกขนานนามว่า "ซีไอเอ" ที่รุดตามผู้ชุมนุมไปทุกหนแห่งหวังสร้างยอดขาย แต่ยังมีทีมงานไอลอว์คอยแบกโต๊ะ เครื่องปรินท์ และกระดาษเอสี่ ไปใน "แฟลชม็อบ" เยาวชนอย่างน้อย 27 จุด เพื่อระดมชื่อคนไม่เอารัฐธรรมนูญฉบับปี 2560

ยิ่งชีพกับพวกใช้เวลาเพียงเดือนเดียว (6 ก.ย.) ก็ได้รายชื่อครบ 5 หมื่นชื่อตามเกณฑ์ขั้นต่ำของกฎหมายในการนำเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่พวกเขายังไม่ยกเลิกภารกิจ เดินหน้าใช้เวทีชุมนุมใหญ่ของกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์ฯ เปิดตั้งโต๊ะล่าชื่อประชาชนเป็นครั้งสุดท้าย หลังได้รับการร้องขอจากประชาชนบางส่วนผ่านห้องสนทนา (แชท) ว่าเตรียมไปลงชื่อในวันที่ 19 ก.ย.

"ถ้าจะไม่ไป ผมก็รู้สึกว่าทิ้งคน 2 กลุ่ม กลุ่มแรกคือคนที่จะไปม็อบ 19 ก.ย. เพราะวันอื่นเขาไม่สะดวกไป แล้วเขารอเซ็นอยู่ เขาอยากเซ็น ถ้าจะทิ้งเขาก็ลำบาก สองคือทิ้งผู้จัดด้วย เพราะเขาประกาศแล้วว่าจะดันเพดานขึ้น อย่างอื่นที่มันเดินตามได้ มันต้องเดิน ถ้าบอกว่าดันเพดาน เราไม่ไปแล้ว หรือถ้าเราบอกว่าเราไม่ไปเพราะเราครบแล้ว มันไม่แปลกเลยหากเราจะถูกมองว่าไม่กล้าไปเพราะเขาพูดเรื่องกษัตริย์หรือ" ยิ่งชีพบอก

นอกจากเหตุผลทางการเมือง ยังมีเหตุผลทางธุรการที่ทำให้ทีมไอลอว์ต้องชั่งใจอยู่นานว่าจะไป-ไม่ไป เนื่องจากพวกเขามีเวลาเพียง 2 วันในการตรวจสอบความถูกต้องของรายชื่อและเอกสารทั้งหมด เพราะต้องการนำเจตจำนงของประชาชนไปให้ถึงรัฐสภา 22 ก.ย. ก่อนที่ ส.ส. และ ส.ว. จะเริ่มพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐบาลและฝ่ายค้านรวม 6 ฉบับในวันรุ่งขึ้น เมื่อทีมงานฮึดสู้ พร้อมทำงานหามรุ่งหามค่ำในช่วง 2 วัน พวกเขาจึงตัดสินใจเปิดรับเพื่อนร่วมทางชุดสุดท้ายในวันที่ 19 ก.ย. ก่อนวันเกิดใหม่ของ "คณะราษฎร 2563" ได้มาอีกนับหมื่นรายชื่อ

43 วันแห่งความ "ตื่นเต้นและตื้นตัน" กับความห่วงใยของครอบครัว

ภารกิจขั้นต้นในการล่ารายชื่อประชาชนสำเร็จลงในเวลาเพียง 43 วัน ด้วยความรู้สึก "ตื่นเต้นและตื้นตัน" ของผู้ริเริ่มการรณรงค์

22 ก.ย. ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ พร้อมลังใส่ชื่อประชาชน 100,732 รายชื่อเดินทางถึงรัฐสภาด้วยรถซาเล้ง สื่อสัญลักษณ์ว่า "รายชื่อเหล่านี้มาจากประชาชนคนธรรมดาที่ไม่ได้มีเงินทองอะไรมากมาย ไม่ได้มีความโก้หรูหรา"

นักเดินทางอย่างยิ่งชีพยอมรับว่า การชุมนุมของขบวนการนักศึกษาประชาชนมีส่วนสำคัญที่ทำให้ขบวนการรื้อรัฐธรรมนูญเดินมาถึงจุดหมาย แม้สุดท้ายไม่ประสบความสำเร็จ แต่อยากให้ทุกคนเห็นว่า "เพราะมันมีการเรียกร้องที่ผ่านมา มันถึงเดินมาได้หลายก้าว วันนี้ร่างที่เราเสนอไม่ผ่าน แต่มีร่างที่รัฐบาลเสนอเอง ๆ ๆ (พูดเน้นเสียง 3 รอบ) ให้ตั้ง ส.ส.ร. (สภาร่างรัฐธรรมนูญ) ใหม่มาร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ นี่ก็แปลว่าเขาก็ยอมอะไรมาเยอะแล้ว เพียงแต่อาจจะยังไม่พอ"

การใช้พื้นที่ชุมนุมของผู้เรียกร้องประชาธิปไตยและให้ปฏิรูปสถาบันฯ เป็น "พื้นที่ทำงาน" ส่วนหนึ่ง ทำให้ครอบครัวนักกฎหมายไม่สบายใจนัก แม้เข้าใจในงานที่ยิ่งชีพทำ แต่บิดาซึ่งเป็นทนายความ มารดาซึ่งเป็นผู้พิพากษาเพิ่งเกษียณอายุราชการหมาด ๆ และพี่สาวซึ่งเป็นผู้พิพากษา ก็อดห่วงใยในสวัสดิภาพของสมาชิกคนเล็กประจำบ้าน "อัชฌานนท์" ไม่ได้ เพราะ "คงไม่มีพ่อแม่คนไหนอยากให้ลูกมาทำอะไรแบบนี้"

"ผู้ใหญ่ก็ต้องเป็นห่วงความปลอดภัยเราไว้ก่อน คุณแม่แทบจะมีจุดยืนทางการเมืองไม่ค่อยต่างกันอยู่แล้วในช่วงที่ผ่านมา (หัวเราะ) แต่แม่ก็จะโทรมา 2-3 ครั้ง ถามว่าวันนี้ไปไม่พูดบนเวทีได้ไหม หรือถามว่ารีบกลับได้ไหม ก็เป็นสิ่งที่เป็นห่วงได้ แต่ก็ตอบว่าไม่ได้" ลูกเป๋าตอบ

จุดบรรจบของ "1 ความฝัน" ของเยาวชน กับ "5 ความฝัน" ของไอลอว์

หากถามว่า "1 ความฝัน" ของประชาชนปลดแอกในการมีระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญอย่างแท้จริง มีจุดร่วมที่สำคัญกับ "5 ความฝัน" ที่ยิ่งชีพนำเสนอไว้กลางรัฐสภาอย่างไร

ยิ่งชีพชี้ว่าถ้าการเมืองมันดี จะเป็นหนทางนำไปสู่ประตูพูดคุยเรื่องการปฏิรูปสถาบันฯ ต่อไป พร้อมย้ำว่าไอลอว์ไม่ได้เสนอให้แก้ไขเรื่องกษัตริย์แม้แต่น้อย แต่เสนอให้มี ส.ส.ร. ใหม่ที่มาจากการเลือกตั้งเข้าไปร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทุกประเด็น รวมถึงเรื่องสถาบันฯ ด้วย และในระหว่างกระบวนการนั้น ฟ้าก็จะเปิด บ้านเมืองก็จะมีเสรีภาพในการพูดคุยถกเถียงสร้างการมีส่วนร่วมได้

"โอกาสจะมีสถาบันฯ ภายใต้รัฐธรรมนูญและถูกปฏิรูปด้วยข้อต่าง ๆ ก็จะทำผ่านกระบวนการเหล่านี้เองที่เราเสนอไป สิ่งที่เราเสนอเป็นแค่วิธีการ กระบวนการที่จะนำไปสู่สิ่งที่เขาอยากเห็น" เขาเผยจุดบรรจบระหว่างความฝันของเยาวชนกับคนรื้อรัฐธรรมนูญ

รู้ว่าแพ้ แต่ยังต้องสู้

18 พ.ย. รัฐสภามีมติ "คว่ำ" ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน และร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญอื่นอีก 4 ฉบับ

สื่อหลายสำนักรายงานตรงกันว่ายิ่งชีพแถลงข่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ แต่เจ้าต้วยืนกรานว่า "ไม่ได้สะอื้น" เพราะรู้สึกว่าการร้องไห้ต่อหน้าสื่อเป็นเรื่องเชย และ "ไม่ได้เสียใจ" ที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนถูกตีตกเพราะคาดเดาได้ตั้งแต่ต้น แต่ในระหว่างทาง การได้เห็นคนมาลงแรงช่วยกัน ไม่ใช่เพราะรู้จักยิ่งชีพ หรือชื่นชอบไอลอว์ แต่มาเพราะรู้สึกว่า "เป็นเวลาที่คนพอจะทำอะไรได้ และเขาควรจะทำอะไรสักอย่างมากกว่าการไปชุมนุมแล้วแค่เอาตัวไปนั่งเฉย ๆ ให้นับหัว" นี่คือสิ่งที่มีค่า และนับเป็นบุญในชีวิตที่วันนี้เดินมาถึงจุดนี้

หากรู้แต่ต้นว่าจะแพ้ แต่ทำไมยังต้องสู้

คำตอบของเขาคือ การจะแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือการต่อสู้เรื่องอะไรก็แล้วแต่ มันต้องชนะใจคนส่วนใหญ่ในประเทศให้ได้ ภารกิจของเขาคือการสร้างพลังที่เกิดจากทุกคนที่ไม่ได้มีแค่พลังความโกรธ แต่ต้องมีพลังความรู้ ความเข้าใจ และความหวังว่ามันเป็นไปได้

"เราคงไม่ได้คิดว่าเราไปพูดในสภาแล้ว ส.ว. จะเปลี่ยนใจยอมลงมติให้ตัวเองออกจากตำแหน่ง คงไม่ได้เป็นขนาดนั้น เราไม่ได้เทพขนาดนั้น สิ่งที่ทำได้มากที่สุดคือทำให้เขาจนมุมด้วยเหตุผลครบถ้วนถูกต้อง แล้วเขาก็จะมีปัญหาเองว่าเขาไม่สามารถหาอะไรกลับมาโต้แย้งได้ที่มันฟังดูเป็นเหตุเป็นผล"

เมื่อหนทางสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญในแบบไอลอว์จบลง นักวิ่งมาราธอนอย่างยิ่งชีพและสมาชิกไอลอว์ทั้ง 14 คน ลดจังหวะตัวเองเหลือเพียง "วิ่งเหยาะ ๆ" ส่งท้ายปี 2563 ปีที่เขานิยามว่า "ยาก พีค โหยหาวันหยุด" ทว่าการเดินทางยังไม่สิ้นสุด ยังมีอีกหลายเส้นทาง-หลายสนามรอคอยพวกเขาบุกไปบุกเบิก

ผู้จัดการไอลอว์ประกาศไม่หวนกลับไปสู่ลู่วิ่งเดิมอีก และขออย่าคาดหวังว่าไอลอว์จะเปิดกิจกรรมเข้าชื่อ 5 หมื่นชื่อเพื่อแก้รัฐธรรมนูญอีกครั้ง "โดยหลักการ มันต้องเสนอร่างใหม่ซึ่งเป็นไปไม่ได้ แปลว่าร่างเดิมเราไม่ดีสิ ซึ่งผมไม่ยอมรับ ผมว่าร่างเดิมมันโอเคแล้ว"

หลังพักกาย-พักใจ พวกเขาจะออกเดินทางครั้งใหม่ในปี 2564