ไอลอว์: “จอน อึ๊งภากรณ์” นักสังคมนิยมประชาธิปไตย กับภารกิจรวบรวม 1 แสนรายชื่อ เสนอร่างแก้ไข รธน.ฉบับประชาชน

    • Author, ธันยพร บัวทอง
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

หมวกใบแรกของเขา คือลูกชายคนโต ของ ศ.ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย สมาชิกเสรีไทย อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้ที่ถูกฝ่ายขวากล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์และต้องลี้ภัยออกนอกประเทศหลังเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519

หมวกอีกหลายใบที่เขาสวมนับตั้งแต่เดินทางกลับประเทศไทยเมื่อปี 2523 คือ การอุทิศชีวิตให้กับงานด้านประชาสังคมในหลากหลายองค์กร รวมถึงเป็นวุฒิสมาชิกในสมัยหนึ่ง

และหมวกใบปัจจุบันของเขาคือ ผอ.โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายหมายประชาชน หรือไอลอว์ องค์กรที่รวบรวมรายชื่อประชาชนได้กว่า 1 แสนคน ที่ต้องการเห็นรัฐธรรมนูญที่มาจากประชาชนอย่างแท้จริง

กันยายน 2563 จอน อึ๊งภากรณ์ ในวัย 73 ปี มีภารกิจสำคัญคือการยื่นรายชื่อที่รวบรวมได้ให้รัฐสภา ส่งต่อเสียงของประชาชนที่ต้องการ "รื้อ-สร้าง-ร่าง" รัฐธรรมนูญ กติกาสูงสุดของประเทศ ด้วยมือของพวกเขา

"หนึ่งแสนชื่อไม่ได้แปลว่ามีแค่แสนคนที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลง" เขาว่าเช่นนั้น

43 วัน นับแต่ประกาศรวบรวมชื่อเข้าเสนอกฎหมายตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย พ.ศ. 2556 จนกระทั่ง มีผู้ร่วมลงชื่อกว่า 1 แสนคน จอนบอกกับเราว่า ก่อนหน้านี้เขาคิดว่าต้องใช้เวลาถึง 2-3 ปี กว่าจะครบ 5 หมื่นชื่อ ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดเงื่อนไขไว้

ถึงกระนั้น จอนออกตัวว่า นี่ไม่อาจเรียกว่าเป็นความสำเร็จของไอลอว์เสียทีเดียว เพราะไอลอว์ไม่ได้มีเป้าหมายทางการเมือง หากแต่เขา เจ้าหน้าที่ และองค์กร มีเป้าหมายต้องการเห็นระบอบประชาธิปไตยเป็นปลายทาง โดยนิยามถึงสิ่งที่ไอลอว์ทำว่า "เป็นการอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนที่ต้องการระบอบประชาธิปไตย"

บีบีซีไทย เปิดบทสนทนาถึงการงานแห่งชีวิต และความฝันถึงรัฐธรรมนูญประชาชนที่เขาอยากเห็น

เรื่องในบ้านของนักสังคมนิยมประชาธิปไตย

จอน เป็นลูกชายคนโตของ ศ. ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ กับ มาร์กาเร็ต สมิธ อึ๊งภากรณ์ เขามีน้องชายอีกสองคน คือ พีเทอร์ ไมตรี และ ใจลส์ ใจ อึ๊งภากรณ์

ความคิดของผู้เป็นพ่อแม่ที่ส่งผลต่อเขา จอนบอกว่า ส่วนหนึ่งมาจาก ศ.ดร.ป๋วย ทว่ากล่าวให้ชัดขึ้น "คุณแม่อาจจะมากกว่าคุณพ่อ"

จอน เล่าถึงเรื่องในบ้านอึ๊งภากรณ์ว่า อาจารย์ป๋วย ไม่ค่อยคุยเรื่องการทำงาน แต่วีรกรรมความกล้าหาญ ตลอดจนทัศนะในการต่อสู้กับระบอบเผด็จการ คอร์รัปชั่น ของผู้อำนาจในยุคนั้น ถูกเล่าผ่านแม่เป็นส่วนใหญ่ และนั่นเป็นสิ่งที่จอนได้เรียนรู้จากพ่อ ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้สร้างคุณูปการหลายด้านให้ประเทศไทย

ทว่าอิทธิพลทางความคิดที่ส่งผ่านมายังเขา จอนบอกว่ามาจากอาจารย์ป๋วยก็ส่วนหนึ่ง แต่ "คุณแม่อาจจะมากกว่าคุณพ่อ" โดยอธิบายต่อว่า แม่ก็มีอิทธิพลทางความคิดต่ออาจารย์ป๋วยด้วยเช่นกัน

เขาเชื่อว่า บทความสองหน้ากระดาษที่ชื่อว่า "จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน" ว่าด้วยข้อเรียกร้องเรื่องรัฐสวัสดิการ หลักประกันสังคมและคุณภาพชีวิตพื้นฐานที่คน ๆ หนึ่งพึงมี ตั้งแต่อยู่ในครรภ์จนกระทั่งเสียชีวิตของ ดร.ป๋วย ก็สะท้อนถึงสิ่งที่ทุกคนคุยกันในบ้าน ซึ่งมาร์เกรท สมิธ แม่ของเขามักจะเป็นผู้นำการสนทนาในเรื่องนี้

"คุณแม่เป็นคนเรียนเก่ง สมองดี เป็นนักต่อสู้ทางการเมืองตั้งแต่เขาเป็นวัยรุ่น เป็นคนที่เชื่อในระบอบสังคมนิยมประชาธิปไตย เชื่อเรื่องสันติวิธี ความเสมอภาค แล้วคุณแม่เป็นคนที่จะพูดเรื่องนี้ตลอดในครอบครัว ระหว่างกินข้าว และก็มีอิทธิพลต่อคุณพ่อ ซึ่งผมเชื่อว่าข้อเขียนคุณพ่อ เรื่องจากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน มันสะท้อนสิ่งที่เราคุยกันในครอบครัว เพราะฉะนั้น ผมเองกับน้อง ๆ ของผมก็มีความเชื่อมั่นในระบบรัฐสวัสดิการ"

ความคิดจากครอบครัว ส่งให้เขาและน้อง ๆ เชื่อเรื่องการมีสังคมที่เป็นรัฐสวัสดิการสำหรับประชาชนทุกคน และเป็นสิ่งที่เขาอยากเห็นมากที่สุดในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

เส้นทางชีวิตที่เริ่มจากความคิดความเห็นต่อประเด็นสังคมการเมืองจากในบ้าน ประสบการณ์ที่ได้ร่วมเคลื่อนไหวในฐานะอาจารย์มหาวิทยาลัยในยุคประชาธิปไตยเบ่งบานโดยเฉพาะกับขบวนการแรงงาน และความรุนแรงทางการเมืองที่เกิดกับ ศ.ดร.ป๋วย ในช่วงเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 จากการโจมตีของฝ่ายขวา ส่งอิทธิพลกับ อ.จอน อย่างปฏิเสธไม่ได้ การกลับเมืองไทยเมื่อปี 2523 จึงเป็นจุดเริ่มต้นของเขาในการทำงานด้านภาคประชาสังคม เป็นต้นมา

พลังคนหนุ่มสาว

ไอลอว์ เป็นองค์กรพัฒนาเอกชนด้านสิทธิมนุษยชน ที่จอนก่อตั้งเมื่อปี 2552 มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมกฎหมายของประชาชน ผ่านระบบออนไลน์เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการเสนอกฎหมาย ทว่าจอนยอมรับว่าบทบาทของไอลอว์ยังไม่เด่นชัดนักในช่วงแรก

กระทั่งเมื่อถึงยุคการเข้ายึดอำนาจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ไอลอว์เดินหน้าติดตามคดีละเมิดสิทธิมนุษยชน ติดตามประกาศ คำสั่ง คสช. และกฎหมายหลายฉบับที่ออกในยุคที่คนผ่านกฎหมายในสภาไม่ได้มีที่มาจากประชาชน เช่น พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ หรือการรณรงค์แก้ไขกฎหมายอาญา มาตรา 112

จนกระทั่งปี 2563 การเป็นช่องทางรวบรวมรายชื่อประชาชนได้ 100,732 รายชื่อ เพื่อเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อรัฐสภา โดยใช้เวลา 43 วัน เป็นบทบาทของไอลอว์ที่จอน สะท้อนให้เราฟังว่า "สิ่งที่เราทำเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนที่ต้องการระบอบประชาธิปไตย"

ผอ.ไอลอว์ เห็นว่าความสนใจของประชาชนที่ร่วมลงชื่อจนได้จำนวนเท่านี้ในเวลา 5 สัปดาห์ นั้นกำลังบอกว่าประชาชนต้องการเปลี่ยนแปลง

"เราจัดกิจกรรมไปตรงใจกับความรู้สึกของประชาชนจำนวนมาก ประชาชนรู้สึกว่าเขาสามารถมีส่วนร่วมได้ในการเปลี่ยนแปลงประเทศ"

การรวบรวมรายชื่อของประชาชนได้มากที่สุดเกิดขึ้นระหว่าการชุมนุมต่าง ๆ ที่ไอลอว์ไปตั้งโต๊ะ รวมทั้งครั้งล่าสุดที่จัดโดยกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า "แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม" เมื่อวันที่ 19 ก.ย. มีประชาชนเข้าชื่อเกือบ 20,000 คน

เขาเปรียบเทียบสิ่งที่เกิดขึ้นว่าไม่ต่างจากบรรยากาศที่เขาเคยได้เห็นในยุค 14 ตุลา 2516 โดยยอมรับว่าเงื่อนไขปัจจัยต่างกับบรรยากาศของการเกิดรัฐธรรมนูญปี 2540 ซึ่งไม่มีพลังของนักศึกษา ทว่าช่วงปี 2540 เป็นพลังของชนชั้นกลางอันเป็นผลพวงจากความต้องการเห็นการเมืองแบบใหม่หลังเหตุการณ์เดือนพฤษภา 2535

"ตอนที่เราล่ารายชื่อเราคิดว่าอาจจะใช้เวลา 2-3 ปี กว่าจะได้ 50,000 รายชื่อ ไม่ได้คิดว่า 40 กว่าวันจะได้กว่าแสนรายชื่อ มันสะท้อนถึงพลังของโซเชียลมีเดีย และพลังของคนหนุ่มสาวทั่วประเทศ"

ไม่ใช่แค่ 1 แสนคนที่อยากเห็นความเปลี่ยนแปลง

ปฏิเสธไม่ได้ว่าเรื่องของ "ตัวเลข-จำนวน" เป็นเงื่อนไขประการหนึ่งที่มักจะถูกอ้างเป็น "ความชอบธรรม" จากฝ่ายรัฐบาล จำนวนรายชื่อกว่า 100,000 คน เมื่อคำนวณคณิตศาสตร์การเมืองแล้วคิดเป็น 0.15% ของคนไทยทั้งประเทศ และเป็น 0.6% ของผู้ที่ออกเสียงรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 จำนวน 16.8 ล้านคน หลักการดังกล่าวเป็นทัศนะที่เห็นได้จากนายไพบูลย์ นิติตะวัน รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ที่กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า "ต้องอย่าเอาร่างหนึ่งแสนคนไปบอกว่าต้องมีความหมายมากกว่าร่างของคนหลาย ๆ ล้านคน"

แต่จอนโต้ว่า "หนึ่งแสนชื่อไม่ได้แปลว่ามีแค่แสนคนที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลง"

ผอ.โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน ยกคำอธิบายว่าด้วยเสียงของผู้ที่ลงคะแนนให้กับพรรคการเมืองฝ่ายค้านในปัจจุบัน รวมถึงผู้ที่เลือกอดีตพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) ค่อนข้างชัดเจนว่าเป็นคนที่ต้องการเห็นรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย ซึ่งเป็นนโยบายของพรรคฝ่ายค้าน ทุกพรรครวมแล้วมีสัดส่วนราว 45% ของเสียงประชาชนในการเลือกตั้ง 2562 แม้แต่ในระยะหลังพรรคที่ร่วมกับรัฐบาลเองหลายพรรคก็เสนอเรื่องแก้รัฐธรรมนูญ

"เราจะเอาตัวเลขเฉพาะผู้ไปร่วมชุมนุม หรือผู้ร่วมลงชื่อว่ามีแค่นั้น ที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงคงไม่ใช่ แต่ผมก็จะไม่บอกว่าเป็นประชากรทั้งหมดทั้งประเทศ ผมเชื่อว่ายังมีประชากรส่วนที่เชื่อ คสช. ผมก็เคยได้ยินบางคนบอกว่าประเทศไทย เป็นประชาธิปไตยไม่ได้ คนเลวมันเยอะ หรือทำนองความคิดว่าต้องมีผู้นำที่เข้มแข็งเป็นทหารก็ดีแล้ว อะไรทำนองนี้ แต่ผมคิดว่าน่าจะเป็นเสียงส่วนน้อยในสังคมไทยในปัจจุบัน"

พลังของประชาชนจะกดดันผู้มีอำนาจ

กว่า 2 เดือน ของการลงสู่ท้องถนนของนักศึกษา ประชาชน ในการชุมนุมใหญ่ หลายครั้ง ที่มีผู้ร่วมชุมนุมหลักหมื่น การเข้าชื่อเพื่อเสนอร่างกฎหมายแก้ไขรัฐธรรมนูญกว่า 1 แสนชื่อ และการชุมนุมกดดันที่หน้ารัฐสภาเมื่อวันที่ 24 ก.ย. ของกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า "ประชาชนปลดแอก" นับเป็นความเคลื่อนไหวที่พยายามกดดันสมาชิกรัฐสภา ทว่ามติของรัฐสภากลับทำในสิ่งที่ถูกมองได้ว่าเป็นการซื้อเวลาแก้รัฐธรรมนูญ ด้วยการตั้งกรรมาธิการศึกษาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเวลาอีก 1 เดือน บีบีซีไทยถามความเห็นของจอนว่าเสียงของประชาชนไม่อาจกดดันรัฐสภาได้ใช่ไหม

"ไม่ได้คิดว่ากดดันไม่ได้" เป็นคำตอบของเขา ก่อนขยายความว่า มีคำอธิบายหลายอย่างว่าเหตุใดรัฐสภาถึงไม่มีมติแก้ไขในญัตติใดญัตติหนึ่ง บางคนสันนิษฐานว่าผู้มีอำนาจยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะทำอย่างไร จึงมีบทสรุปที่ว่าต้องซื้อเวลาออกไป

"ผมเชื่อว่าผู้ที่มีอำนาจไม่สามารถต้านทานกระแสเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงได้ แต่เขาจะตอบสนองอย่างไรนั้น มันอยู่ที่พลังของประชาชน เชื่อว่าการชุมนุมในช่วงนี้ ก็จะยิ่งมีจำนวนผู้เข้าร่วมมากกว่าเดิม จะเป็นการเล่นเกมอยู่ คือ พูดง่าย ๆ ว่าเขาจะไม่ให้อะไรง่าย ๆ"

เขาเชื่อว่า ส.ส.ส่วนใหญ่ถูกประชาชนกดดัน จึงเห็นอาการที่ว่าแม้แต่พรรคพลังประชารัฐ ก็มีข้อเสนอเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ถ้าดูจากการเรียกร้องของประชาชนแล้ว ตอนนี้ไม่มีพรรคการเมืองไหนที่บอกว่าไม่รับต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ส่วนการต่อสู้หลังจากนี้ คือการทำให้ประชาชนเห็นว่า ส.ว. เป็นเครื่องมือของระบอบเผด็จการ

"ถ้าประชาชนกลุ่มหนึ่งบอกว่า เขาเลือก ส.ว.ที่เป็นคนดี มันก็ต้องมีความคิดที่กระจาย มีความเชี่ยวชาญแตกต่างกัน แต่นี่เป็นปึกแผ่นเกือบ 100% โหวตทางเดียวกัน อภิปรายทางเดียวกัน มันก็แสดงว่าไม่ใช่ นี่เป็นเครื่องมือของเผด็จการมากกว่า เป็นเครื่องมือของผู้ที่กุมอำนาจในปัจจุบัน"

ในทัศนะของนักเคลื่อนไหวภาคประชาสังคม สิ่งที่จะกดดันผู้มีอำนาจได้คือ พลังของประชาชน แต่หวังว่าจะไม่เกิดเหตุที่ไม่พึงประสงค์ และเชื่อว่าการเรียกร้องโดยสันติวิธี การชุมนุมอย่างสงบ จะสามารถกดดันให้บรรลุเป้าหมายในการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้

"การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่จะเกิดขึ้น ต้องถึงจุดที่มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ที่มาจากการเลือกตั้ง 100% จึงจะถือว่าเป็นที่ยอมรับได้ นี่คือเท่าที่ผมประเมินดู"

ส.ส.ร. ต้องร่างรัฐธรรมนูญที่คนส่วนใหญ่รับได้มากที่สุด

ท่ามกลางการเคลื่อนไหวของแนวร่วมนักศึกษาประชาชนหลากหลายกลุ่มที่มีข้อเรียกร้องที่แตกต่างกันในรายละเอียด บางส่วนอาจไม่ได้ต้องการข้อเรียกร้องที่มีเพดานสูงกว่าการแก้ไขระบอบการเมืองการเลือกตั้ง นั่นอาจเป็นความเสี่ยงของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เปิดกว้างทุกเงื่อนไขหรือไม่

ผอ.ไอลอว์ บอกว่า ไอลอว์ไม่มีธงว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องมีหน้าตาอย่างไร แต่จุดหลักคือการเชื่อในสิทธิเสรีภาพการแสดงความเห็นของประชาชน เป้าหมายสูงสุดของภาคประชาชน จึงเป็นเรื่องการต้องมี ส.ส.ร.จากการเลือกตั้ง

แต่กระนั้น จอนมองว่า ส.ส.ร.ชุดที่ว่านี้ก็่จะทำหน้าที่ลำบากพอสมควร เนื่องจากสังคมไทยมีความเห็นหลากหลาย บางส่วนอาจไม่ต้องการแตะต้องเรื่องสถาบันกษัตริย์ แต่ต้องการรัฐธรรมนูญที่ระบบโครงสร้างเป็นประชาธิปไตยมากกว่านี้

"บางส่วนต้องการไปถึงเรื่องของโครงสร้างในส่วนของสถาบันกษัตริย์ แต่เท่าที่ฟังยังไม่มีข้อเสนอที่จะยกเลิกสถาบันฯ มีแต่เรื่องที่ต้องการเห็นสถาบันฯ มีโครงสร้างแบบสมัยใหม่ภายใต้รัฐธรรมนูญเหมือนในประเทศประชาธิปไตยทั้งหลาย"

เขาเห็นว่า ส.ส.ร. ต้องหาจุดที่เหมาะสมท่ามกลางความคิดเห็นที่หลากหลาย ซึ่งเป็นเรื่องที่สังคมไทยต้องฝึกการอยู่ร่วมกันโดยมีทัศนะทางการเมืองและมุมมองที่แตกต่าง

"ถ้าเรามี ส.ส.ร. ที่มาจากการเลือกตั้ง ส.ส.ร.เองก็จะต้องรับฟังความเห็นของประชาชนทุกส่วน และต้องประเมิน หาทางประนีประนอม หาทางร่างรัฐธรรมนูญที่คนส่วนใหญ่รับได้มากที่สุด เสร็จแล้วก็ต้องมีประชามติ ประชาชนต้องพิจารณาว่าร่าง รัฐธรรมนูญนั้นรับได้หรือไม่"

ถึงคนรุ่นใหม่

ในช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญของประเทศไทย นักเคลื่อนไหวภาคประชาสังคม วัย 73 ปี ปฏิเสธที่จะตอบว่าองค์กรไอลอว์ต้องการบันทึกประวัติศาสตร์แบบไหน แต่เห็นว่าทุกฝ่ายที่ผลักดันรัฐธรรมนูญกำลังสร้างประวัติศาสตร์ร่วมกัน โดยพลังหลักคือคนหนุ่มสาวที่ออกมาเคลื่อนไหว ซึ่งคนวัยเขาบอกว่าเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่คาดคิดมาก่อน

ความสำเร็จในการต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตยมีจุดชี้ขาดอยู่ที่พลังของประชาชน ซึ่งต้อง "เดินเกมอย่างใช้สติปัญญามากพอสมควร"

อย่างไรก็ตาม จอนมองว่า ตราบใดที่ไม่มีการรัฐประหาร ในบรรยากาศเช่นนี้การชุมนุมสามารถเกิดขึ้นได้ตลอด เขาปรารถนาให้การชุมนุมปราศจากความรุนแรง และประชาชนที่เข้าร่วม "ไม่ใจร้อนเกินไป แต่หมั่นต่อสู้แบบอดทน"

แม้ธรรมชาติของคนรุ่นใหม่ที่จอนมองเห็นจะมีลักษณะ"ไฟแรง แล้วก็ดับเร็ว ผิดหวังเร็ว" แต่จอนเห็นว่าขบวนคนรุ่นใหม่จะยั่งยืนได้จากการสร้างเครือข่ายที่เข้มแข็ง ดังจะเห็นได้จากการหนุนเสริมกันในเหตุการณ์เหล่าแกนนำผู้ชุมนุมถูกจับกุมดำเนินคดีในระยะที่ผ่านมา

"ต้องสร้างเครือข่ายที่เข้มแข็ง ต้องพัฒนาผู้นำ ต้องเดินหน้าทีละก้าว ไม่เร็วเกินไป ไม่แรงเกินไป ต้องดูว่าประชาชนส่วนใหญ่ตามทันไหม"

เขาย้ำว่า การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นแน่นอน ทว่าจะเป็นการต่อสู้ที่ไม่มีจุดสำเร็จ เพียงแต่ขณะนี้ประเทศกำลังมาถึง "ทางตัน" ที่มีกลุ่มทหารปิดกั้นการเดินหน้าสู่ระบอบประชาธิปไตย และแม้ว่าจะฝ่าทางตันนี้ได้ก็ยังไม่นับเป็นความสำเร็จสูงสุดของการได้ประชาธิปไตย

"ไม่ใช่ว่าพอเกิดขึ้นแล้วทุกอย่างมันสวยหรู แม้แต่ในระบอบประชาธิปไตย บางทีมันก็มีรัฐบาลที่แย่ บางทีก็มีคอร์รัปชั่น แต่อย่างน้อยในระบอบประชาธิปไตย เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม ตรวจสอบได้ และเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงได้ " เขากล่าว

"เมื่อได้รัฐธรรมนูญประชาธิปไตยแล้ว การต่อสู้ครั้งต่อไปคือ ต้องเกิดพรรคการเมืองที่ดีกว่าที่ผ่านมา ต้องมีรัฐบาลที่ดีกว่าที่ผ่านมา" บุตรชายคนโตของ ศ.ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ กล่าวทิ้งท้าย

รู้จักไอลอว์

ไอลอว์ เป็นองค์กรพัฒนาเอกชนด้านสิทธิมนุษยชนที่ทำงานภับภาคประชาสังคม ก่อตั้งเมื่อปี 2552 ข้อมูลในเว็บไซต์ระบุว่า ภารกิจของไอลอว์มีเป้าหมายเพื่อไปให้ถึงหลักการประชาธิปไตย เสรีภาพในการแสดงออก สิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ระบบยุติธรรมไทยที่เป็นธรรมและตรวจสอบได้

ในระยะแรกของการก่อตั้ง ไอลอว์มีภารกิจส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการเสนอกฎหมาย มีการเปิดเว็บไซต์เพื่อผลักดันการเข้าชื่อเสนอกฎหมายในประเด็นต่าง ๆ ต่อมายุคที่ คสช.ก่อรัฐประหารเมื่อปี 2557 บทบาทของไอลอว์หลังจากนั้น เน้นการติดตามและบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับการจับกุมคุมขังและการพิจารณาคดีเกี่ยวกับเสรีภาพในการแสดงออก

ไอลอว์ ระบุในเว็บไซต์ตัวเองถึงเรื่องการสนับสนุนการทำงานไว้ดังนี้ โดยเขียนหลักการทำงานกับแหล่งทุนว่า "จะพิจารณาแหล่งทุนที่มีวัตถุประสงค์สอดคล้องกันกับเป้าหมายขององค์กร" แต่ไอลอว์เป็นผู้ร่างโครงการแต่ละปีเอง รวมไปทั้งการออกแบบกิจกรรมทั้งหมด

"กิจกรรมที่ทำไม่มีผลต่อปริมาณเงินที่ได้รับ และแหล่งทุนไม่มีส่วนในการกำหนดรูปแบบและวัตถุประสงค์ของกิจกรรม" เว็บไซต์ระบุ

ระหว่างปี 2552- 2557 ไอลอว์รับการสนับสนุนทุนจาก มูลนิธิ Open Society (Open Society Foundation) ซึ่งจอร์จ โซรอส เป็นผู้ก่อตั้ง เว็บไซต์ของมูลนิธิระบุว่าได้ให้การสนับสนุนองค์กรเพื่อสิทธิมนุษยชน การสร้างธรรมาภิบาล หน่วยงานเพื่อเด็กและสตรี หน่วยงานที่ดูแลเรื่องการติดเชื้อเอชไอวี รวมถึงหน่วยงานด้านเสรีภาพสื่อ และมูลนิธิ Heinrich Böll และได้รับเงินสนับสนุนหนึ่งครั้งจากบริษัทกูเกิล

เว็บไซต์ระบุอีกว่าตั้งแต่ปี 2557 จนถึงปัจจุบัน ไอลอว์ได้รับการสนับสนุนจากองค์กรต่าง ๆ อย่างน้อย 6 แหล่ง ได้แก่

  • Open Society Foundation (OSF)
  • Heinrich Böll Stiftung (HBF)
  • National Endowment for Democracy (NED)
  • Fund for Global Human Rights (FGHR)
  • American Jewish World Service (AJWS)
  • ได้รับเงินสนับสนุนเป็นรายครั้งจากบริษัทกูเกิล และผู้สนับสนุนอิสระ

สำหรับ AJWS เป็นองค์กรที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1985 โดยชาวยิวอเมริกันซึ่งต้องการมีภารกิจร่วมกันในฐานะพลเมืองโลกเพื่อช่วยเหลือคนที่ยากจนที่สุดและผู้คนที่ถูกกดขี่ทั่วโลก

เว็บไซต์ของ AJWS ระบุว่าการก่อตั้งองค์กรนี้ได้แรงบันดาลใจจากพันธกิจด้านความยุติธรรมของชาวยิวที่ทำงานเพื่อสิทธิมนุษยชนและยุติความอดอยากในหลายภูมิภาคทั่วโลก ทั้งในแอฟริกา เอเชีย ละตินอเมริกา และแถบแคริบเบียน

ในปี 2020 AJWS สนับสนุนองค์กรระดับฐานรากราว 519 แห่งใน 18 ประเทศ นอกจากนี้ยังสนับสนุนผู้รับทุนที่ทำงานเกี่ยวกับเรื่องสุขภาวะทางเพศ สิทธิสตรี เด็กหญิง และกลุ่มคนหลากหลายทางเพศ สิทธิทางการเมือง ชนกลุ่มน้อย สิทธิในที่ดินทำกินและทรัพยากรน้ำ และช่วยเหลือชุมชนเปราะบางที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติและวิกฤตทางมนุษยธรรม