ชุมนุม 21 พ.ย. : จากป้ายประท้วง นร.หญิง ถึงการโทษประณามเหยื่อถูกล่วงละเมิดทางเพศ

ที่มาของภาพ, Getty Images
- Author, ธันยพร บัวทอง
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
หลังจากป้ายประท้วงบนกระดาษเอสี่ของหญิงในชุดนักเรียนคนหนึ่งในการชุมนุมของกลุ่ม "นักเรียนเลว" ในกิจกรรม "บ๊ายบายไดโนเสาร์" ที่สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสสยาม ที่เปิดเผยการถูกคุกคามทางเพศในโรงเรียนด้วยข้อความ "หนูถูกครูทำอนาจาร ร.ร.ไม่ใช่สถานที่ปลอดภัย" แพร่ออกไปสู่โลกออนไลน์ ความคิดเห็นส่วนหนึ่งในลักษณะการตั้งคำถามกล่าวหาต่อพฤติกรรมของ "เหยื่อ" ผู้ถูกกระทำ ก็ปรากฏขึ้นหลายข้อความ
การชูป้ายดังกล่าวของหญิงในชุดนักเรียนเป็นส่วนหนึ่งของการออกมาเคลื่อนไหวเชิงสัญลักษณ์ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับตัวเองเมื่อ 5 ปีก่อน ในช่วงเรียนในโรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ จากการถูก "ทำอานาจารพยายามเอามือจับหน้าอก จับด้านในตัว เพราะขอให้ครูช่วยล็อกกลอนประตูห้องน้ำ"
"ถ้านักเรียนไม่ให้ท่าครูก็ไม่กล้าเอานักเรียน เดี๋ยวนี้ใช่ย่อยซะที่ไหน" "ทำไมไม่แจ้งตำรวจ" ฯลฯ เป็นความเห็นส่วนหนึ่งบนโลกออกนไลน์ พร้อม ๆ กับการนำรูปการร่วมแสดงออกในการชุมนุมแต่ละครั้งมาเปิดเผยโดยมีความเห็นถึงความเหมาะสม
ไม่เพียงความเห็นจากโลกออนไลน์ แต่ ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.หญิงจากพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ก็โพสต์ข้อความกล่าวหาว่าการออกมาใส่ชุดนักเรียนเป็นไปเพื่อสร้างกระแสในโซเชียล และระบุว่าเตรียมจะดำเนินคดีกับเยาวชนหญิงรายนี้
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ปรากฏความเห็นและข้อความในลักษณะที่พุ่งเป้ากลับไปที่ "เหยื่อ"
ดร.วราภรณ์ แช่มสนิท ผู้จัดการแผนงานสุขภาวะผู้หญิงและความเป็นธรรมทางเพศ สมาคมเพศวิถีศึกษา กล่าวกับบีบีซีไทยว่า การประณามเหยื่อที่ออกมาพูดว่าถูกล่วงละเมิดทางเพศ เท่ากับเรากำลังยอมรับว่าสังคมเราจะเป็นสังคมที่มีความรุนแรงทางเพศ นี่จึงตอบคำถามในหลายเหตุการณ์ได้ว่า เหตุใดเมื่อเกิดเหตุแล้วผู้กระทำจึงลอยนวลได้ ไม่ถูกเอาผิด และมีการกระทำซ้ำ อันเห็นได้จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในโรงเรียนหลายครั้ง เช่น ที่ จ.มุกดาหาร เมื่อเดือน พ.ค.
"วิธีคิดที่ว่าผู้หญิงดี ๆ เขาคงไม่ออกไปโดนข่มขืน ไปหาเรื่องให้ตัวเองถูกล่วงละเมิด ออกไปทำไมกลางคืน ไปขุดคุ้ยมาว่าเขาแต่งตัวยังไง ซึ่งการแต่งตัวก็ไม่ใช่ใบอนุญาตจะให้ใครมาล่วงละเมิดทางเพศ พอสังคมมันไปในทางนั้น เป็นสังคมที่โทษเหยื่อ มันเป็นสังคมที่อนุญาตให้ความรุนแรงทางเพศดำรงอยู่" ดร.วราภรณ์ ระบุ
ประเด็นการล่วงละเมิดทางเพศในโรงเรียนเป็นหนึ่งในสารสำคัญของกลุ่มนักเรียนที่ร่วมเคลื่อนไหวคู่ขนานไปกับขบวนการนักศึกษา ประชาชน นับตั้งแต่เดือน ก.ค. ที่ผ่านมา

ที่มาของภาพ, Thai news pix
ผศ.ดร.กนกรัตน์ เลิศชูสกุล อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นักวิชาการผู้ลงพื้นที่ไปสำรวจและสัมภาษณ์นักเรียนนักศึกษาในต่างจังหวัด โพสต์บนเฟซบุ๊กจากกรณีนี้ว่า "ผู้ให้ข้อมูลจำนวนหนึ่ง จากมัธยมทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัดถูกกระทำและล่วงละเมิดทางเพศโดยครูในโรงเรียนหรือเพื่อนในชั้นเรียนโดยที่โรงเรียนไม่จัดการอะไร" เธอระบุอีกว่า จากนักเรียนหญิง ม.ปลาย 122 คน มีคนเล่าถึงเรื่องนี้ประมาณ 30 กว่าคน
ตัวเลขของเด็กที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศอาจสูงกว่าที่ถูกบันทึก
เมื่อเดือน พ.ค. ข่าวเด็กนักเรียนหญิงชั้น ม.2 และ ม.4 ใน จ.มุกดาหาร ที่ออกมาเปิดเผยว่าพวกเธอถูกครูในโรงเรียนและรุ่นพี่ผู้ชายข่มขืนหลายครั้งตั้งแต่เดือน มี.ค.2562 พวกเธอถูกกระทำซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพราะครูขู่ว่าจะไม่ให้เลื่อนชั้น ทั้งสองคนยังปิดเรื่องนี้ไว้เป็นเวลานานเพราะผู้ก่อเหตุขู่ว่าจะเผยแพร่คลิปที่อัดไว้ อีกมุมหนึ่งของข่าว เพื่อนครูในโรงเรียนหนึ่งกลับออกมาปกป้องครูผู้กระทำผิด
ศูนย์เฉพาะกิจคุ้มครองและช่วยเหลือเด็กนักเรียน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่เพิ่งตั้งขึ้นในเดือน มี.ค. รวบรวมสถติในรอบ 4 ปี ตั้งแต่ 2556-2560 มีเด็กถูกล่วงละเมิดทางเพศ 727 คน ในจำนวนนี้เกิดจากบุคลากรทางการศึกษา 53 คน ทว่า ดร.วราภรณ์ กล่าวว่าจำนวนปัญหาที่เด็กที่ถูกล่วงละเมิดอาจสูงมากกว่านี้ เพราะอาจยังมีเด็กที่ถูกล่วงละเมิดแล้วไม่มีโอกาสที่ได้ร้องเรียน
"ข่าวพวกนี้ออกมาถี่ ๆ ติด ๆ กัน แม้เราไม่มีตัวเลขบอกว่ามันเพิ่มขึ้นหรือไม่เพิ่มขึ้น แต่เรารับรู้ว่าปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นจริง" ผู้จัดการแผนงานสุขภาวะผู้หญิงและความเป็นธรรมทางเพศ สมาคมเพศวิถีศึกษา ระบุ
สอดคล้องไปกับการเปิดเผยของมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ซึ่งเก็บข้อมูลข่าวความรุนแรงทางเพศจากหนังสือพิมพ์ปี 2560 ว่ามีทั้งหมด 317 ข่าว เด็กและเยาวชนอายุระหว่าง 5-20 ปี เป็นกลุ่มที่ถูกกระทำความรุนแรงมากที่สุด จำนวน 187 คน คิดเป็นร้อยละ 60 ส่วนสถานที่เกิดเหตุในโรงเรียน ห้องเรียน มหาวิทยาลัย มี 17 ข่าว
ผู้จัดการแผนงานสุขภาวะผู้หญิงและความเป็นธรรมทางเพศ เห็นว่าแม้กระทรวงศึกษาธิการมีกลไกรับเรื่องร้องเรียน แต่ก็ยังเห็นว่าเป็นการทำงานในแบบตั้งรับ ควรทำงานในเชิงรุกเชิงป้องกันให้โรงเรียนต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับนักเรียนในทุกด้านรวมถึงด้านเพศ
"ถ้าเราตั้งโจทย์แบบนั้น เราจะทำมากกว่าศูนย์ร้องเรียนทางเพศ การเรียนต้องทำให้เด็กรู้ว่าการใช้ชีวิตของเด็กมีความเสี่ยงอะไรกับเรื่องเพศบ้าง และครูก็ต้องถูกให้การศึกษาเช่นกัน ไม่ว่าจะเรื่องสิทธิเด็ก ความเป็นธรรมระหว่างเพศ"
ครูมีอำนาจเหนือเด็กโดยไม่ถูกตั้งคำถาม
ดร.วราภรณ์ ชี้ว่าโรงเรียนเป็นพื้นที่ที่มีโอกาสเกิดการล่วงละเมิดได้สูงด้วยลักษณะของช่องว่างทางอำนาจระหว่างคู่กับนักเรียน อันเกิดจากค่านิยมของสังคมไทยที่อนุญาตใหครูมีอำนาจเหนือเด็กโดยไม่ถูกตั้งคำถาม เช่น การลงโทษ ทว่ารูปแบบการใช้อำนาจระหว่างกันยังลุกลามไปถึงการล่วงละเมิดทางเพศด้วย โดยเฉพาะ เด็กที่อยู่ในวัยที่ยังไม่สามารถปกป้องตัวเองหรือมีวิธีการตอบโต้เมื่อเกิดเหตุการณ์ล่วงละเมิด เด็กไม่ถูกสอนให้ระแวดงระวังหรือมีทักษะในการรับมือกับเรื่องนี้
"เรายังมีภาพของครูว่ายังไงครูก็ยังเป็นผู้ที่เป็นที่น่าเคารพโดยไม่ได้สนใจว่าในปัจจุบันก็มีครูที่ใช้อำนาจและล่วงละเมิดเด็ก โดยเฉพาะการล่วงละเมิดทางเพศมันมีอยู่จริง ภาพนี้มันขัดความคิดความเชื่อค่านิยมในสังคมที่มีต่อครูที่มาในอดีต และคนที่คิดแบบนี้ยังไม่พร้อมรับภาพใหม่ที่มันเกิดขึ้น"
การลงมือล่วงละเมิดทางเพศเกิดจากองค์ประกอบความต้องการของตัวเองในเรื่องอารมณ์ทางเพศ กับเรื่องการมีอำนาจและโอกาสจะทำได้ เป็นเช่นเดียวกับกรณีของเด็กนักเรียนในโรงเรียน นักศึกษาที่ถูกล่วงละเมิดในมหาวิทยาลัย ลูกน้องหรือลูกจ้างในสถานที่ทำงานที่ถูกคุกคามทางเพศ หรือว่าเด็กในครอบครัวที่ถูกผู้ใหญ่ญาติหรือพ่อเลี้ยงล่วงละเมิดทางเพศ

ที่มาของภาพ, AFP/getty images
เมื่อความเห็นการเมืองที่แตกต่าง สวมเข้ากับวิธีคิดแบบเก่า
นักเคลื่อนไหวด้านความเป็นธรรมทางเพศ ชี้ว่าการแบ่งข้างทางการเมือง มีส่วนทำให้เยาวชนหญิงที่ออกมาพูดเรื่องนี้ถูกโจมตี เพราะเมื่อ "มีอะไรที่เป็นจุดที่โจมตีกันได้ก็อยากจะเอามาโจมตีอยู่แล้ว"
"เรามีวัฒนธรรมเรื่องเพศในสังคมไทยที่เน้นการควบคุมวิถีชีวิตเรื่องเพศของผู้หญิงอยู่แล้ว พอมีเด็กออกมาพูดเรื่องถูกละเมิดทางเพศในโรงเรียน นอกเหนือจากเรื่องทัศนะทางการเมืองที่แตกต่างที่หยิบมาเป็นจุดโจมตี เขาสามารถไปสวมกับวาทกรรมกับวิธีคิดชุดเดิม ๆ ว่าถ้าเกิดเหตุการณ์ล่วงละเมิดทางเพศ แทนที่ตั้งคำถามกับผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำก็ไปตั้งคำถามกับตัวคนที่ถูกกระทำ"
"คนเหล่านี้ไม่เข้าใจวิถีชีวิตของคนที่เปลี่ยนแปลงไป สังคมที่ผู้หญิงมีโอกาสเปิดกว้างรับข่าวสาร มีวิถีทางสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป เมื่อก่อนผู้หญิงต้องอยู่กับบ้าน ไม่ออกไปข้างนอก ไม่ไปสังสรรค์กับเพื่อนต่างเพศ แต่คนรุ่นใหม่ วิถีชีวิตเขาไม่ใช่แบบนั้น แต่การที่วิถีชีวิตเขาปลี่ยนไปไม่ได้หมายความว่าสังคมควรจะอนุญาตให้มันเกิดการล่วงละเมิดทางเพศหรือก่อความรุนแรงทางเพศ เพราะพวกเขากำลังใช้ชีวิตตามวิถีของสังคมที่มันเปลี่ยนไปเท่านั้นเอง"
ขบวนการประชาธิปไตย ที่พูดเรื่องความเป็นธรรมทางเพศ
ในฐานะนักเคลื่อนไหวประชาสังคมที่ทำเรื่องสิทธิและความเป็นธรรมทางเพศ ดร.วราภรณ์ มองว่าการออกมาพูดเรื่องความเท่าเทียม ความเป็นธรรมทางเพศ หรือกรณีความรุนแรงทางเพศในโรงเรียน ในขบวนการเรียกร้องประชาธิปไตยในปีนี้ เป็นปรากฏการณ์ใหม่ที่ ไม่เคยได้เห็นในการเคลื่อนไหวในอดีต
"เราเห็นสายตาที่เปิดกว้างขึ้นของคน่นใหม่ที่ออกมา และเห็นความเข้าใจว่า การเมืองไม่ใช่แค่การคิดว่าใครจะเป็นนายกฯ หรือพูดแค่เรื่องรัฐธรรมนูญ การเลือกตั้ง"

ที่มาของภาพ, Getty Images
ดร.วราภรณ์ ชี้ว่าสิ่งที่คนรุ่นใหม่เชื่อมโยงให้เห็นคือเรื่องความไม่เป็นธรรมทางเพศเป็นส่วนหนึ่งของความไม่เป็นธรรมทางสังคมที่ทำให้เกิดโครงสร้างทางการเมืองที่เหลื่อมล้ำ เช่น ในการเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้หญิงปลดแอก กลุ่มนักเรียน กลุ่มหลากหลายทางเพศเข้ามาในขบวนการทางการเมือง
"ถ้ามันต้องเปลี่ยนก็ต้องเปลี่ยนไปด้วยกันทั้งหมด ไม่ใช่เปลี่ยนเอาแค่เรื่องรัฐธรรมนูญก่อน เรื่องเพศยังไม่ต้องพูด.... แม้พูดแล้วมีราคาที่ต้องจ่าย เราก็ยังเห็นเด็กออกมาพูดเรื่อย ๆ ก็ทำให้เห็นว่าคนรุ่นใหม่ก็แข็งแกร่งในมุมมองของพวกเขา และเลือกที่ไม่ยอมนิ่งเงียบ"









