คณะราษฎร 2563 : ฟังเหตุผลของคนที่ตั้งคำถามต่อการชุมนุมและ 3 ข้อเรียกร้อง

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/BBC Thai
- Author, ชัยยศ ยงค์เจริญชัย
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
แม้มีคนจำนวนมากสนับสนุนการชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตย ขับไล่รัฐบาลประยุทธ์และปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ของกลุ่มเยาวชนนิสิตนักศึกษาที่เริ่มมาตั้งแต่ต้นปี 2563 แต่ก็มีคนอีกจำนวนไม่น้อยที่ "ไม่เอาด้วย" กับเยาวชน ด้วยเหตุผลที่หลากหลายต่างกันไป
การชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยของกลุ่มนักเรียน นักศึกษาและประชาชนเดินทางมาไกลจากการรวมพลกันเป็นกลุ่มเล็ก ๆ มาจนถึงจุดที่เกิดการชุมนุมแบบดาวกระจายไปทั่วประเทศโดยมีผู้ริเริ่มการเคลื่อนไหวนี้เป็นกลุ่มเยาวชน
เริ่มจาก "แฟลชม็อบ" ในสถาบันการศึกษาช่วงต้นปี 2563 สู่การชุมนุมใหญ่ที่จัดโดยกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า "เยาวชนปลดแอก" เมื่อวันที่ 18 ก.ค. ขยายเป็นการชุมนุมใหญ่-ย่อยในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด มาจนถึงการชุมนุม "ทวงอำนาจคืนราษฎร" ที่ท้องสนามหลวงเมื่อ 19-20 ก.ย. ก่อนพัฒนาเป็นการชุมนุมของ "คณะราษฎร 2563" ที่เริ่มตั้งแต่วันที่ 14 ต.ค. และมีกิจกรรมต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน
ข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุมถูกนำเสนอและสกัดจนเหลือ 3 ข้อหลัก คือ 1. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และองคาพยพ ลาออก 2. รัฐสภาต้องเปิดประชุมวิสามัญทันทีเพื่อรับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน และ 3. ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ให้อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญตามระบอบประชาธิปไตย
การชุมนุมแต่ละครั้งในกรุงเทพฯ มีคนมาร่วมจำนวนมาก บางครั้งหลายหมื่นและบางครั้งหลักแสน
เมื่อมีกลุ่มผู้สนับสนุนย่อมก็ต้องมีกลุ่มผู้ไม่เห็นด้วย บีบีซีไทยนำเสนอ 3 ความเห็นจาก 3 บุคคลที่นิยามตัวเองว่าไม่ได้อยู่ฝ่ายผู้ชุมนุม

ที่มาของภาพ, Reuters
"การเปลี่ยนแปลงต้องค่อยเป็นค่อยไป"
พิม นิยมวัน คุณครูอายุ 50 ปี ชาวกรุงเทพฯ บอกว่าเธอสนับสนุนให้เยาวชนสนใจการเมืองและตื่นตัวในเรื่องสิทธิของตัวเอง แต่เธอไม่เห็นด้วยกับท่าทีบางอย่างของผู้ชุมนุม
"แทนที่จะคุยกันดี ๆ กลับด่าทอกัน ซึ่งมันไม่สร้างสรรค์อะไรขึ้นมาได้ ถ้ามีคนที่ไม่ได้คิดเหมือนเราหรือไม่ได้รับรู้ข้อมูลเหมือนเราแต่แรก แล้วไปฟาดเขาด้วยการด่าว่าโง่ ดักดาน งมงาย มันจะทำให้เขาฟังเราได้เหรอ อันนี้พูดถึงทั้งฝ่ายเด็กและผู้ใหญ่" ครูพิมกล่าว
"การเปลี่ยนแปลงในทุกเรื่องต้องค่อยเป็นค่อยไป ตอนนี้คนเจนเนอเรชั่นเด็กถือเป็นชนกลุ่มน้อยของสังคม (แต่) มาเรียกตัวเองว่าประชาชน คนส่วนใหญ่ก็ไม่พอใจ ไอ้ความฮึกเหึมมันคือพลังงานบวกที่เต็มไปด้วยพลังสร้างสรรค์ที่บริสุทธิ์ของเด็ก ซึ่งถ้าเรานำสิ่งนี้ไปใช้ในทางที่สร้างสรรค์และเป็นประโยชน์กับทุกคน โลกนี้จะสวยมาก"
ครูพิมยังเสนอด้วยว่าผู้ชุมนุมควรแยกประเด็นเรื่องความไม่พอใจรัฐบาลออกจากการเรียกร้องให้ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์
แม้ไม่เห็นด้วยกับท่าทีและการด่าทอคนที่เห็นต่างของกลุ่มผู้ชุมนุมบางส่วน แต่ครูพิมก็สนับสนุนให้คนรุ่นใหม่สนใจการเมืองและคิดเรื่องอนาคตของตัวเอง
"ดีใจมากที่เด็ก ๆ สนใจเรื่องการเมือง ถ้าไม่พูดถึงสาระของการเรียกร้องในครั้งนี้ การที่เด็ก ๆ แสดงออกถึงความสนใจถึงอนาคตของพวกเขาคือการมีส่วนร่วมในฐานะพลเมืองแบบหนึ่ง"

ที่มาของภาพ, EPA
ครูพิมยังตั้งข้อสังเกตด้วยว่า สื่อสังคมออนไลน์มีอิทธิพลต่อเยาวชนยุคนี้มาก และปรากฏการณ์ความเคลื่อนไหวของเยาวชนในครั้งนี้ก็สะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพลของสื่อสังคมออนไลน์ต่อความคิดของเด็กซึ่งมักจะเปิดรับสารจากสื่อที่อยู่ฝ่ายเดียวกับพวกเขา และเป็นสื่อที่สร้างมาเพื่อพวกเขา จึงส่งผลให้พวกเขาไม่เปิดตัวเองรับสื่ออื่น
เธอเห็นว่าสื่อชนิดต่าง ๆ มีข้อดีและข้อเสีย เมื่อแต่ละคนก็รับสื่อกันคนละกลุ่ม จึงทำให้เกิดช่องว่างในเรื่องข้อมูลข่าวสารและการสื่อสาร ทำให้คุยกันไม่รู้เรื่อง
ต้องรับผลกระทบที่ตามมาให้ได้
ครูพิมบอกกับบีบีซีไทยว่า เธอมักจะถามนักเรียนด้วยความจริงใจว่า "วันนี้จะไปม็อบหรือเปล่า" ซึ่งจะมีนักเรียนบางกลุ่มที่ไปร่วม แต่อีกหลายคนก็ไม่อยากเข้าร่วม และเธอจะคอยให้คำแนะนำกับลูกศิษย์ว่าต้องคิดถึงอะไรบ้างและผลกระทบที่อาจจะตามมามีอะไรบ้าง
เธอไม่เคยคิดจะห้ามนักเรียนให้ออกมาแสดงพลังเพราะตัวเธอก็เคยผ่านจุดนั้นมาเช่นกัน เธออธิบายว่าผู้ใหญ่รุ่นหนึ่งจะมองว่าการเรียกร้องของเด็กเป็นสิ่งที่ก้าวร้าว ทั้งที่ตนเองก็เคยก้าวร้าวในสายตาผู้ใหญ่มาก่อน
"เราก็เคยท้าทายระบบที่ไม่มีเหตุผลเช่นเรื่องทรงผม การแต่งกาย สิ่งที่เด็ก ๆ ทำอยู่ในตอนนี้ เราเคยทำมาหมดแล้ว และเคยโกรธผู้ใหญ่ที่ไม่ให้โอกาส ไม่เปิดใจรับฟัง อยากให้สิ่งนี้เป็นคุณสมบัติของเด็ก ๆ แต่อยากให้บวกความสุภาพ ความมีมารยาท ความอ่อนน้อมเข้าไปด้วย ถ้าไปก้าวร้าว สารที่อยากสื่อจะไปไม่ถึงคนที่อยากให้ฟังหรอก มันถูกเบี่ยงประเด็นไปด้วยเสียงดัง ๆ คำหยาบคายต่าง ๆ"
นอกจากนี้ครูพิมยังเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัยของเด็ก ๆ ด้วย

ที่มาของภาพ, EPA
"ม็อบคือการที่หลาย ๆ คนไปอยู่รวมกัน แล้วจะมั่นใจได้อย่างไรว่ามันจะเป็นไปอย่างสันติ ตอนนี้มีแต่คนอยากเข้าร่วมและตอนนี้มีบางคนที่เข้าร่วมเพราะว่าคิดว่ามันเท่ มันสนุก ถ้าเกิดความรุนแรง ไม่กลัวลูกหลงเหรอ ถ้าตำรวจเข้าสลายการชุมนุม รับความรุนแรงได้ไหม...ถ้าต้องการออกไปเพื่อแสดงพลัง อย่าลืมว่าตอนนี้ผิดกฎหมายอยู่ ต้องรับผลกระทบที่ตามมาให้ได้ด้วย ถ้าสถานการณ์ไม่ดี"
เธอฝากบอกถึง "ผู้ใหญ่" ทั้งหลายว่าให้มองเยาวชนที่ออกมาเคลื่อนไหวเป็นลูกหลานของเรา ก่อนจะพูดอะไรทำอะไรให้คิดดี ๆ ก่อน ที่สำคัญต้อง "ใช้เมตตานำ"
"การต่อสู้รอก่อน ถ้าวันนี้ไม่ชนะ พรุ่งนี้เอาใหม่ได้ แต่ถ้าคนบาดเจ็บหรือเสียชีวิตขึ้นมาคนที่เสียใจที่สุดคือพ่อแม่คุณ"
"เทียบไม่ได้กับพฤษภาทมิฬ"
"เอก" ชายหนุ่มจากภาคใต้ วัยใกล้ 50 ทำงานกับสำนักงานกฎหมายเอกชนในกรุงเทพฯ เล่าถึงประสบการณ์การไปร่วมชุมนุมเมื่อ พ.ค. 2535 จนถูกทหารจับกุมตัว เพื่อเทียบกับบรรยากาศการชุมนุมของเยาวชนในขณะนี้ ความเห็นของเขาคือ ไม่เห็นด้วยที่นักศึกษาจะมาชุมนุม "ทำลายกรรมการ" ซึ่งหมายถึงสถาบันกษัตริย์ที่เข้ามาสงบศึกความขัดแย้งเมื่อ พ.ค. 2535
"มิหวังจะเฟื่องฟุ้ง เราจึงมุ่งมาศึกษา เพียงเพื่อปริญญา เอาตัวรอดหาใช่ฉัน นั่นคืออุดมการณ์อันแรงกล้าสมัยที่เรียนมหาลัย เราจะสำเหนียกทุกครั้งเมื่อมองไปที่อาคารเรียนยืนกลางสนามฟุตบอลแล้วมองรอบ ๆ สิ่งที่เราเห็นนี้ล้วนมาจากภาษีของประชาชน เมื่อจบไปแล้วต้องนำความรู้ไปพัฒนาประเทศช่วยเหลือประชาชนผู้ยากไร้ในทุกโอกาสที่ทำได้" เอกโพสต์ทางบัญชีเฟซบุ๊กของเขา

ที่มาของภาพ, Reuters
เขาอธิบายว่าการไปค่ายอาสาเมื่อมีโอกาสจึงเป็นสิ่งเดียวทีเปิดโลกอันคับแคบของนักศึกษาคนนึงให้ได้เห็นความยากลำบากและชีวิตจริงในภาคกลางภาคอีสานภาคเหนือ หรือแม้แต่ "บ้านหัวป่าเขียว" ซึ่งเป็นบ้านของตัวเอง
"นี่เราไปอยู่ที่ไหนมา ทำไมคนที่นี่ถึงมีชีวิตที่ห่างไกลความเจริญเยี่ยงนี้ แต่หลายปีหลังจากนั้นที่นี่ก็มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นจากสายพระเนตรอันยาวไกลของสมเด็จพระราชชนนีพันปีหลวง เราหาข้อมูลก่อนไปค่ายทุกครั้งว่าที่ไหนมีรายได้ของประชากรต่อคนต่อปีกี่บาท ที่นี่คือทางเลือกของเรา เงินเพียง 129 บาทหรือ 139 บาท พาเราไปเหนืออีสานกลางใต้ได้หมดกับงบประมาณที่มหาวิทยาลัยจัดสรรให้เราเอาไปออกค่าย" เอกย้อนอดีตสมัยตัวเองเป็นนักศึกษาที่อายุพอกับคนที่ออกมาเรียกร้องประชาธิปไตย ขับไล่นายกฯ และเรียกร้องการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์อยู่ในขณะนี้
จากโพสต์ของเขา เอกเปรียบการสลายการชุมนุมของเยาวชนและประชาชนที่แยกปทุมวันเมื่อคืนวันที่ 16 ต.ค. ว่าเป็น "ทารก" เมื่อเทียบกับเหตการณ์ "พฤษภาทมิฬ 2535" ที่ใช้ "น้ำคลองหลอด" ฉีดผู้ชุมนุม และครั้งนี้คือตำรวจไม่ใช่ทหาร

ที่มาของภาพ, EPA
"ยังจำได้ถึงความอุ่นของปากกระบอกปืนที่ยิงมาทั้งคืนจ่อมาที่หลังอันเปลือยเปล่าเพราะถูกมัดไพล่หลัง ในยามย่ำรุ่ง เพิ่งทราบที่หลังหลังจากเค้าปล่อยตัวออกมา โดยมีอาจารย์นรนิติ เศรษฐบุตรเตรียมเรื่องประกันตัวไว้ให้"
"ที่บ้านเตรียมจองวัดแล้ว เพราะไม่รู้ชะตากรรม เลยกลับมาคิดว่า ครั้งนี้เค้าเรียกร้องเพื่อประชาชนคนยากไร้ ด้วยจิตใจอันบริสุทธิ์จริง ๆ ใช่มั้ย เค้า 'ตีโจทก์' ถูกใช่มั้ย...เค้าทำลาย 'กรรมการ' ทำไม...ในเมื่อสมัยนั้น (พฤษภา 2535) มันยุติลงได้เพราะ 'กรรมการ'...ฝากให้คิดนะ"
การชุมนุมของชนชั้นกลางในกรุงเทพฯเพื่อขับไล่ พล.อ.สุจินดา คราประยูร แกนนำคณะรัฐประหารและนายกรัฐมนตรี ในขณะนั้น นำไปสู่การสลายการชุมนุมโดยทหารใช้กระสุนจริงตั้งแต่ 17-21 พ.ค. 2535 ทำให้เกิดความสูญเสีย กระทรวงมหาดไทยรายงานว่ามีผู้เสียชีวิต 44 ราย บาดเจ็บรวม 1,728 ราย (สาหัส 47 ราย) และสูญหายอีก 48 ราย แต่หลายฝ่ายคาดกันว่าตัวเลขจริง สูงกว่านั้นมาก
20 พ.ค. 2535 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงมีพระราชกระแสรับสั่งให้พลเอกสุจินดา และพลตรีจำลอง ศรีเมือง แกนนำผู้ชุมนุม เข้าเฝ้าเพื่อยุติความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ต่อมา 24 พ.ค. พลเอกสุจินดา ได้ขอลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และได้ให้ นายมีชัย ฤชุพันธ์ รองนายกฯ ปฏิบัติหน้าที่รักษาการนายกฯต่อมาจนกว่าจะได้ผู้นำรัฐบาลคนใหม่

ที่มาของภาพ, PONGSAK CHAIYANUWONG/ AFP/ Getty Images
ข้อเรียกร้องที่ "ยังไม่ถึงเวลา"
"ไก่" ดอกเตอร์วัย 50 ปีที่ลาออกจากงานบริษัทพลังงานข้ามชาติมาช่วยเหลือเด็กยากไร้ในภาคเหนือบอกกับบีบีซีไทยว่า เธอเห็นด้วยกับการชุมนุมเพื่อเรียกร้องให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ และให้นายกฯ ลาออก แต่เห็นว่าการชูธงให้ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ เป็นเรื่องที่ "ยังไม่ถึงเวลา"
"เราไม่คิดว่าเป็นเรื่องที่ต้องชูในตอนนี้ การอ้างเรื่องสถาบันฯ ทำให้รัฐบาลสามารถใช้เป็นข้ออ้างในการใช้กำลังสลายการชุมนุม" แต่เธอก็เห็นว่าเหตุสลายการชุมนุมที่แยกปทุมวันั้นเป็นการ "เติมฟืนเข้าไปในกองไฟ"

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/BBC Thai
มุมมองนักวิชาการ
ดร. บุญเกียรติ การะเวกพันธุ์ อาจารย์ประจำหลักสูตรรัฐศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยรามคำแหง แสดงความคิดเห็นว่าจากข้อเสนอของผู้ชุมนุม 3 ข้อ เรื่องการ "ปฏิรูปสถาบันฯ" เป็นเรื่องที่ทำให้เป็นรูปธรรมได้น้อยที่สุด
"กลุ่มผู้ชุมนุมประกอบด้วย 2 กลุ่มหลัก คือ กลุ่มคนที่ไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหาร ปี 2557 และคนรุ่นใหม่ที่เป็นผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งครั้งแรก เด็กรุ่นใหม่ เป็นการตื่นตัวของเด็กในยุคสมัย เขาใช้ไอทีในการเรียนรู้ และเคลื่อนไหว" ดร. บุญเกียรติอธิบาย และเสริมว่า คนที่เข้าร่วมส่วนใหญ่เห็นด้วยกับข้อเสนอรัฐบาลลาออกและแก้รัฐธรรมนูญ แต่ไม่ใช่ทั้งหมดเห็นด้วยในเรื่องการปฏิรูปสถาบันฯ
"คน Gen X และ Y มีเป้าหมายในการเคลื่อนไหวครั้งนี้ ต่างจากคน Gen Z ในเรื่องการปฏิรูปสถาบันฯ แต่ทั้งหมดต้องการการเปลี่ยน ไม่ต้องการระบบที่เป็นอยู่ พล.อ.ประยุทธ์ จึงเป็นเป้าหมายร่วมของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้"
เขาเห็นว่าการเปิดประชุมรัฐสภาในสัปดาห์เป็นบทบาทที่รัฐบาลต้องทำ รัฐควรรับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตั้ง สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อลดความร้อนแรงทางการเมืองที่กำลังเกิดขึ้น
"ขณะนี้เหมือนสายน้ำที่โถมมา ถ้ามีช่องให้ออก น้ำก็จะทอนกำลังลง ถ้าปิดหมด เขื่อนก็จะแตก"










