โควิด-19 : ในหลวงพระราชทานคำแนะนำรัฐบาลเข้าใจ-แก้ปัญหาให้ถูกจุด

ที่มาของภาพ, EPA
วันนี้ (6 เม.ย.) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จออก ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชทานพระราชวโรกาสให้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และคณะ เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท กราบบังคมทูลรายงานสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โรคโควิด-19 และมาตรการแก้ไขปัญหาของรัฐบาล พร้อมทั้งรับพระราชทานพระบรมราโชบายเพื่อเป็นแนวทางในการรับมือกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงตรัสว่า โรคระบาดไม่ใช่ความผิดของใคร และรัฐบาลมีหน้าที่ที่จะดูแลแก้ไขให้ดีที่สุดด้วยความเข้าใจ มีระบบบริหารจัดการ และแก้ไขปัญหาให้ตรงจุด
"ในเวลาเดียวกันก็ต้องให้ประชาชนได้เข้าใจถึงวิธีปฏิบัติที่ถูกต้อง และเหตุผลที่จะต้องปฏิบัติ"
นอกจากนี้ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ยังพระราชทานขวัญกำลังใจแก่บุคลากรทางการแพทย์อีกด้วยว่า "ฝากเป็นกำลังใจให้คุณหมอกับพยาบาลด้วยค่ะ"
ต่ำสุดในรอบเกือบ 3 สัปดาห์
ก่อนหน้านี้ ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) ระบุว่า จำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ในประเทศไทยลดลงต่ำสุดในรอบเกือบ 3 สัปดาห์อยู่ที่ 51 ราย และมีผู้เสียชีวิตเพิ่ม 3 ราย แต่ก็เตือนว่าจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ที่ลดลงไม่ได้บ่งชี้ว่าสถานการณ์ดีขึ้น
นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษก ศบค.รายงานสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด 19 วันนี้ (6 เม.ย.) ว่าพบผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มอีก 51 ราย ทำให้ผู้ติดเชื้อสะสมอยู่ที่ 2,220 ราย ยังรักษาอยู่ในโรงพยาบาล 1,401 ราย รักษาหายแล้ว 793
จำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ที่ ศบค.รายงานในวันนี้ นับว่าเป็นจำนวนที่น้อยที่สุดนับตั้งแต่วันที่ 20 มี.ค. ซึ่งมีรายงานพบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 50 คน แต่นับตั้งแต่วันที่ 21 มี.ค.เป็นต้นมาจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่อยู่ระหว่าง 89-188 รายต่อวัน
โฆษก ศบค. กล่าวว่าตัวเลข 51 นี้อาจดูเป็นเรื่องดีที่ตัวเลขลดลง "แต่อย่าเพิ่งดีใจ"
"แต่อย่าเพิ่งมั่นใจ (ตัวเลขผู้ติดเชื้อรายใหม่) มันมีขึ้นมีลง ให้ถือว่าสถานการณ์ยังน่าเป็นห่วงอยู่ อย่าเพิ่งดีใจ เพราะยังมีจำนวนผู้ป่วยสะสมที่รอยืนยันผลการตรวจและสอบสวนโรคอยู่" นพ.ทวีศิลป์กล่าว

ที่มาของภาพ, Getty Images
สำหรับผู้ติดเชื้อรายใหม่ 51 ราย มีข้อมูลที่น่าสนใจดังนี้
- ผู้ติดเชื้อรายใหม่ส่วนใหญ่อยู่ในกรุงเทพฯ และจากการเก็บสถิติผู้ติดเชื้อมาระยะหนึ่ง พบว่าส่วนใหญ่ของผู้ป่วยโควิด-19 ที่พบในกรุงเทพฯ ติดเชื้อมาจากสมาชิกในครอบครัวที่อยู่ร่วมบ้านเดียวกัน
- ในจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ 13 คนเป็นบุคลากรทางการแพทย์ โดย 11 เป็นบุคลากรทางการแพทย์ที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งที่ติดเชื้อพร้อมกับเป็นกลุ่มใหญ่เพราะร่วมตรวจผู้ป่วยด้วยกัน
- กลุ่มคนอายุ 20-29 ปี ยังเป็นกลุ่มต้องเฝ้าระวังทั้งในฐานะกลุ่มเสี่ยงที่ติดเชื้อและแพร่เชื้อ
สำหรับผู้เสียชีวิต 3 ราย เป็นรายที่ 24-26 ในไทยประกอบด้วย
1.ชายไทย อายุ 28 ปี เป็นพนักงานบริษัทในกรุงเทพฯ การสอบสวนโรคพบว่าเพื่อนร่วมงานของภรรยาติดโควิด-19 รักษาที่โรงพยาบาลใน จ.สมุทรปราการ เสียชีวิตวันที่ 4 เม.ย. ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่รู้ผลว่าติดเชื้อ
2.ชายไทย อายุ 51 ปี ประกอบธุรกิจส่วนตัว หาหมอหลายครั้งหลังจากมีไข้ จนกระทั่งเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลเมื่อมีอาการปวดกล้ามเนื้อและหายใจลำบาก เอ็กซเรย์ปอดพบปอดอักเสบรุนแรง รู้ผลว่าติดเชื้อวันที่ 2 เม.ย เสียชีวิต 4 เม.ย.
3.หญิงไทย อายุ 59 ปี อาชีพค้าขาย มีประวัติไปเล่นการพนันหลายแห่งในกทม. ป่วย 29 มี.ค. เสียชีวิต 2 เม.ย
นพ.ทวีศิลป์กล่าวว่า ผู้เสียชีวิต 3 รายล่าสุดล้วนมีอายุต่ำกว่า 60 ปีทั้งสิ้น ซึ่งแสดงให้เห็นว่าประชากรทุกช่วงวัยล้วนมีความเสี่ยง โดยเฉพาะหากมีโรคประจำตัว
ภูเก็ตกักกันแพทย์-พยาบาล-คนไข้นับร้อยใกล้ชิดนักท่องเที่ยวติดเชื้อโควิด-19
นพ.เฉลิมพล สุคนธผล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลวชิระภูเก็ต เปิดเผยวันนี้ (6 เม.ย.) ว่าจังหวัดภูเก็ต พบผู้เสียชีวิตติดเชื้อโควิด-19 รายแรก เป็นนักท่องเที่ยวชายชาวฮังการี อายุ 25 ปี เข้ารับการรักษาจากการประสบอุบัติเหตุจราจร โดยไม่แจ้งประวัติเสี่ยง ส่งผลให้มีคนไข้และบุคลากรทางการแพทย์กลายเป็นผู้สัมผัสเสี่ยง 112 คน
ผู้เสียชีวิตรายดังกล่าวประสบอุบัติเหตุในวันที่ 25 มี.ค. ด้วยอาการมึนเมา เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลฉลอง ก่อนจะถูกส่งตัวมายังโรงพยาบาลวชิระภูเก็ต พบว่าเส้นประสาทที่ต้นคอฉีกขาดและกระดูกสันหลังหัก โดยได้เข้ารับการผ่าตัดทันที
นักท่องเที่ยวรายนี้ไม่ได้เปิดเผยข้อมูลความเสี่ยงเมื่อเข้ารับการรักษา แต่แพทย์เริ่มสงสัยหลังจากมีเพื่อนจากซอยบางลามาเยี่ยม เมื่อซักประวัติพบว่าพักอาศัยอยู่ที่ซอยบางลา 2 อาทิตย์และเดินทางมาภูเก็ตจากประเทศมาเลเซีย จึงส่งตรวจและพบว่าได้รับเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธ์ใหม่ เมื่อวันที่ 31 มี.ค.
ต่อมาอาการแย่ลง หายใจลำบาก และติดเชื้อในกระแสเลือด ส่งผลให้หยุดหายใจในเวลา 02.40 น. วันที่ 3 เม.ย.
คนไทยติดค้างในต่างประเทศ
โฆษก ศบค.กล่าวถึงคนไทยในต่างประเทศที่ติดค้างอยู่ที่สนามบินหลังจากรัฐบาลมีคำสั่งห้ามเครื่องบินโดยสารขึ้นลงชั่วคราวระหว่างวันที่ 4-6 เม.ย.ว่ามีคนไทยที่ติดค้างอยู่ที่สนามบินในประเทศญี่ปุ่น เกาหลีใต้และเนเธอร์แลนด์ 48 คน ซึ่งทั้งหมดได้รับการดูแลอย่างดีจากเจ้าหน้าที่ของกระทรวงการต่างประเทศ

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
ยังไม่ประกาศเคอร์ฟิว 24 ชม.
นพ.ทวีศิลป์กล่าวถึงกรณีที่มีการเผยแพร่ "โทรสารในราชการกระทรวงมหาดไทย" จากปลัดกระทรวงมหาดไทยถึงผู้ว่าราชการจังหวัด ลงวันที่ 5 เม.ย. ที่มีข้อความให้ "ยกระดับปฏิบัติการ" ควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา จนทำเกิดความเข้าใจผิดว่า ศบค.กำลังจะมีการประกาศห้ามออกนอกเคหสถานหรือเคอร์ฟิวเป็นเวลา 24 ชม.
นพ.ทวีศิลป์กล่าวว่า ขณะนี้มาตรการเคอร์ฟิวจะยังคงไว้ที่ 6 ชม. แต่หากสถานการณ์ยังไม่ดีขึ้น ยังมีผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มขึ้นจำนวนมาก ก็อาจจะพิจารณาขยายเวลาเคอร์ฟิวให้นานกว่า 6 ชม.
นพ.เฉลิมพล ระบุว่าการไม่แจ้งประวัติของคนไข้ส่งผลให้มีบุคลากรทางการแพทย์และคนไข้ในโรงพยาบาลกลายเป็นกลุ่มเสี่ยงกว่า 112 คน โดยแบ่งเป็นกลุ่มสัมผัสเสี่ยงต่ำ 8 คน และสัมผัสเสี่ยงสูง 104 คน โดยขณะนี้ได้มีการตรวจเชื้อผู้สัมผัสเสี่ยงแล้ว 94 คน ทั้งหมดไม่พบเชื้อไวรัสโคโรนา











