ชิมช้อปใช้ : ของขวัญปีใหม่จากรัฐบาล ถูกวิจารณ์เรื่อง "แจกทอง แจกรถ"

โปสเตอร์

ที่มาของภาพ, เฟซบุ๊ก ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์

    • Author, กุลธิดา สามะพุทธิ
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

"ของขวัญปีใหม่" ที่รัฐบาลจัดเตรียมให้ประชาชนและเป็นแรงจูงใจให้ใช้แอปพลิเคชันจี-วอลเลต ช่อง 2 หรือที่รู้จักกันว่า "แอพฯ เป๋าตัง" ด้วยการให้สิทธิลุ้นทอง รถเก๋ง รถกระบะ สมาร์ตทีวี มูลค่ากว่า 12 ล้านบาท กำลังถูกวิจารณ์ถึงความเหมาะสมและความคุ้มค่าของงบประมาณ

ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกรัฐบาลโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 9 ธ.ค.ว่า "คนใช้เงินผ่านแอพฯ เป๋าตัง กระเป๋า 2 ทุก 1,000 บาท ลุ้นทองคำทุกสัปดาห์ ด้านร้านค้าร้านไหนรับชำระเงินผ่านแอพฯ ถุงเงิน ได้ลุ้น 1 สิทธิ์ต่อ 1 ใบเสร็จ" พร้อมด้วยภาพประกอบเป็นการ์ตูนรูป พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีชูมือเป็นสัญลักษณ์ "ไอ เลิฟ ยู" และข้อความ "รัฐบาลมอบของขวัญปีใหม่ 2563 ให้คนไทย"

ตามด้วยการแถลงข่าวของนายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลังในฐานะโฆษกกระทรวงการคลังเมื่อวานนี้ (11 ธ.ค.) โดยเชิญชวนผู้ใช้จ่ายผ่านแอพฯ กระเป๋า 2 และร้านค้า "ลุ้นรับของสมนาคุณทุกสัปดาห์พร้อมของสมนาคุณชิ้นใหญ่รับปีใหม่"

แต่ "ของขวัญปีใหม่" ของรัฐบาลกลับมีผู้วิพากษ์วิจารณ์จำนวนมาก คอมเมนต์ในเฟซบุ๊กของโฆษกรัฐบาลนับร้อยข้อความโจมตีสมนาคุณดังกล่าวว่าไม่ต่างจากนโยบายประชานิยมของรัฐบาลที่ผ่าน ๆ มา บ้างตั้งคำถามถึงงบประมาณที่ใช้และแสดงความไม่เห็นด้วยกับนโยบายที่เน้นการ "แจก" มากกว่าการสร้างรายได้

"ผมในฐานะผู้เสียภาษี ไม่ต้องการให้รัฐใช้วิธีการแบบนี้ครับ" ผู้ใช้เฟซบุ๊กคนหนึ่งระบุ

ลุ้นรถ-ลุ้นทอง

นายลวรณ โฆษกกระทรวงการคลังอธิบายกับบีบีซีไทยว่า แม้ว่ามาตรการ "ชิมช้อปใช้" จะมียอดการใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยใช้สิทธิ์ผ่าน จี-วอลเลต 2 จำนวนกว่า 4 แสนคนในรอบเกือบ 3 เดือนที่ผ่านมา มียอดการใช้จ่ายรวม 9,916 ล้านบาท แต่รัฐบาลยังอยากให้มีผู้ใช้จ่ายผ่านช่องทางนี้เพิ่มขึ้นเนื่องจากจะส่งผลดีต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยรวม

ลวรณ แสงสนิท

ที่มาของภาพ, กระทรวงการคลัง

คำบรรยายภาพ, โฆษกกระทรวงการคลังบอกว่ามาตรการจูงใจนี้ไม่ได้ใช้งบประมาณของรัฐแต่เป็นโครงการของธนาคารกรุงไทย

ธนาคารกรุงไทยซึ่งเป็นผู้บริหารจัดการแอพฯ จี-วอลเลต 2 จึงได้จัดให้มีโครงการสนับสนุนมาตรการชิมช้อปใช้เพิ่มเติมเพื่อเป็นของขวัญปีใหม่แก่ประชาชนที่ใช้จ่ายผ่าน จี-วอลเลต 2 รวมมูลค่าของสมนาคุณกว่า 12 ล้านบาท ดังนี้

  • ประชาชนที่ใช้จ่ายผ่านจี-วอลเลต 2 โดยมียอดสะสมทุก ๆ 1,000 บาท จะได้รับ 1 สิทธิ์ในการลุ้นรับของสมนาคุณ 681 รายการ เช่น รถจักรยานยนต์ 16 คัน มูลค่ารวม 1.32 ล้านบาท
  • ประชาชนที่มียอดสะสมผ่านจี-วอลเลต 2 ตลอดมาตรการจะมีสิทธิ์ลุ้นรับของสมนาคุณชิ้นใหญ่เพิ่มเติม ได้แก่ รถยนต์โตโยต้า อัลติส 1 คัน มูลค่า 829,000 บาท, รถกระบะโตโยต้า รีโว 3 คัน มูลค่ารวม 1.78 ล้านบาท, โทรทัศน์ดิจิทัล 32 เครื่อง, ทองคำ 1 บาท 80 รายการและทองคำ 50 สตางค์ 549 รายการ
  • ผู้ประกอบการร้านค้าที่เข้าร่วมมาตรการ ทุก ๆ 1 ใบเสร็จรับเงินอิเล็กทรอนิกส์ที่มีมูลค่าการชำระเงิน 100 บาทขึ้นไปจะได้รับ 1 สิทธิ์ในการลุ้นรับทองคำกว่า 100 รายการ
  • กำหนดการแจกของสมนาคุณจะมีขึ้นในวันที่ 20 ธ.ค. 2562 และ 3,10,17,24 ม.ค. และ 14 ก.พ. 2563

"รัฐบาลไม่ใช่บริษัทที่ต้องจัดโปรโมชัน"

สฤณี อาชวานันทกุล นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์ เป็นหนึ่งในผู้ที่วิพากษ์มาตรการดังกล่าวเนื่องจากเธอเห็นว่า "รัฐบาลไม่ใช่ห้างสรรพสินค้า ไม่ควรทำอะไรเหมือนห้างร้านที่จัดโปรโมชันแจกทองเพื่อให้ลูกค้ามาเข้าห้างเขาเยอะ ๆ หรือมาซื้อของเยอะ ๆ โครงการนี้เป็นวิธีคิดแบบบริษัท แต่รัฐไม่ใช่บริษัท จึงไม่ควรจะตั้งเป้าแค่ว่าทำยังไงถึงจะมีคนมาใช้แอพฯ เป๋าตัง"

สฤณีบอกว่ามาตรการของรัฐประเภท "ลดแลกแจกแถม" ไม่ใช่ว่าทำไม่ได้เลย แต่ต้องดูความคุ้มค่าของเงินที่ใช้ไป

สฤณี

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/BBC Thai

คำบรรยายภาพ, สฤณี : "รัฐบาลไม่ใช่ห้างสรรพสินค้าที่ต้องมาจัดโปรโมชัน"

"โครงการแบบนี้สิ้นเปลืองหรือเปล่า ต้องตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าของการใช้เงิน ผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจของนโยบายนี้คืออะไร"

สฤณีกล่าวเพิ่มเติมว่า ต้องตั้งคำถามด้วยว่าโครงการชิมช้อปใช้ส่งผลให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างที่รัฐบาลคาดหวังจริงหรือไม่

"เวลาที่รัฐบาลประกาศความสำเร็จของโครงการชิมช้อปใช้ ก็มักจะอ้างตัวเลขแบบผิวเผิน เช่น มีคนมาลงทะเบียนเท่าไหร่ แต่สิ่งที่เราต้องการรู้คือเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจมากขึ้นเท่าไหร่ มีใครได้ประโยชน์บ้าง เกิดการกระจายเม็ดเงินลงไปในชนบทแค่ไหน"

"เป็น innovation"

ขณะที่สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัย ด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย มองต่างออกไป โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาจากมูลค่าของสมนาคุณที่กระทรวงการคลังระบุว่ามีมูลค่ารวม 12 ล้านบาท ซึ่งนายสมชัยคิดว่าไม่ใช่มูลค่าที่สูงเกินไปจนอาจสร้างภาระทางการคลัง

"ตรงนี้คงเป็นมาตรการจูงใจ ด้วยต้นทุน 12 ล้านบาท ผมคิดว่าทำไปเถอะ เข้าใจว่าคนไทยชอบเสี่ยงดวงอยู่แล้ว เหมือนมีรางวัลมาล่อใจ แล้วถ้าทำให้คนมาใช้กระเป๋า 2 ได้จริง ก็มีผลทำให้กระตุ้นเศรษฐกิจได้" นายสมชัยให้ความเห็น

อย่างไรก็ตาม เขายอมรับว่า "ไม่ค่อยเห็นนโยบายแบบนี้ที่จูงใจโดยการแจกทองหรือแจกรถ ส่วนคำถามว่าจะทำได้หรือไม่นั้น เชื่อว่ารัฐบาลคงดูข้อกฎหมายมาแล้ว ก็น่าสนใจที่จะลองดูว่ากระตุ้นได้มากน้อยแค่ไหน ถือว่าเป็น innovation อย่างหนึ่ง"

โฆษณา

ที่มาของภาพ, กระทรวงการคลัง

โฆษกรัฐบาลปัดชี้แจง บอก "แค่เอานโยบายมาเผยแพร่"

ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกรัฐบาล ปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์บีบีซีไทย โดยระบุว่ามาตรการนี้เป็นโครงการของกระทรวงการคลัง

"เราเป็นโฆษกรัฐบาล เราก็เอาผลงานของแต่ละกระทรวงมาเผยแพร่ อันนี้เป็นของกระทรวงการคลังเขา เขาเป็นเจ้าของเรื่อง"

"ไม่ได้ใช้ภาษีประชาชน"

นายลวรณ โฆษกกระทรวงการคลังกล่าวถึงกระแสวิพากษ์วิจารณ์โครงการสมนาคุณแจกทอง-แจกรถว่าอาจมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน เนื่องจากโครงการนี้ไม่ได้ใช้งบประมาณของรัฐบาลแต่เป็นโครงการของธนาคารกรุงไทย

"โครงการนี้ไม่ได้ใช้งบประมาณของรัฐ มันเป็นโครงการของธนาคารกรุงไทยซึ่งเขาต้องการจัดของมาสมนาคุณลูกค้าที่มาใช้ระบบเป๋าตังของเขา เพื่อเป็นการส่งเสริมด้านการตลาดอย่างหนึ่งซึ่งก็เป็นเรื่องปกติของธนาคารเวลาออกผลิตภัณฑ์ออกมา อันนี้เป็นการสร้างแรงจูงใจและตอบแทนคนที่มีการใช้จ่ายตามที่เรากำหนด"

"การให้ของสมนาคุณเป็นเรื่องปกติของธนาคาร เมื่อออกผลิตภัณฑ์ใหม่มาก็มีการส่งเสริมด้านการตลาดทั้งนั้น" เขาย้ำ

เมื่อถามว่าธนาคารกรุงไทยอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงการคลังใช่หรือไม่นายลวรณกล่าวว่า "เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์"

โฆษกกระทรวงการคลังเชื่อว่า มาตรการจูงใจนี้จะทำให้คนมาใช้แอพฯ เป๋าตังมากขึ้นซึ่งจะส่งผลต่อเศรษฐกิจโดยรวม

"มันไม่ใช่เงินงบประมาณที่เอาไปกระตุ้นเศรษฐกิจ มันเป็นเงินของประชาชนที่เอามาใช้เอง ยิ่งใช้เยอะยิ่งดี" นายลวรณกล่าว