เศรษฐกิจไทย : มาตรการกระตุ้นของรัฐยังไม่ส่งผล ไตรมาส 3 โตอืด แบงก์เทศกังขาทั้งปีโตได้ตามเป้าใหม่ 2.6%

ที่มาของภาพ, Reuters
มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลประยุทธ์ 2/1 ที่ประกาศเมื่อกลาง ส.ค. ยังไม่สามารถส่งผลให้เศรษฐกิจในไตรมาส 3 (ก.ค.-ก.ย. 2562) วิ่งฉิว โตจากไตรมาส 2 เพียง 0.1% ส่งผลสภาพัฒน์ปรับตัวเลขเติบโตทั้งปี 2562 อยู่ที่ 2.6% ซึ่้งนักวิเคราะห์มองว่าต้องอาศัยมาตรการกระตุ้นจากรัฐเพิ่มเติม
นายทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงเมื่อ 18 พ.ย. เปิดเผยตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือ จีดีพี ไตรมาสที่ 3/2562 ปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน หลังจากที่การขยายตัวต่อปีของไตรมาส 2 อยู่ที่ 2.3% ซึ่งถือว่าเป็นอัตราการเติบโตต่ำที่สุดของปีนี้ และต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 2557
หากเมื่อเทียบการเติบโตต่อไตรมาสแล้ว พบว่า กิจกรรมทางเศรษฐกิจในไตรมาส 3 โตจากไตรมาส 2 เพียง 0.1% เท่านั้น
โจทย์ใหญ่ของรัฐบาล คือ จะทำให้อย่างไรที่ จีดีพีในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้จะมีอัตราการเติบโตได้มากกว่า 2.8% เพื่อพยุงให้ภาพรวมจีดีพีปีนี้โตตามเป้า 2.6% ซึ่งเป้าดังกล่าวถูกปรับลงเป็นครั้งที่ 2 ในรอบปี หลังจากเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา สศช. ได้ปรับประมาณการณ์ไปแล้วที่ 2.7-3.2% การคาดการณ์เดิมที่ 3.3-3.8%
สาระสำคัญในรายงานภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาส 3 มีอะไรบ้าง
- ภาคการผลิตภาคเกษตร ขยายตัว 1.5% ปรับตัวดีขึ้นจากการลดลง 1.3% ในไตรมาสก่อนหน้า ผลผลิตพืชที่ขยายตัวในไตรมาสนี้ ได้แก่ มันสำปะหลัง พืชผัก ยางพารา และปาล์มน้ำมัน ขณะที่สับปะรด ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และข้าวเปลือกลดลงเนื่องจากปัญหาภัยแล้งและน้ำท่วมในหลายพื้นที่
- การผลิตภาคนอกเกษตร ขยายตัว 2.3% ชะลอลงจากการขยายตัว 2.6% ในไตรมาสที่ 2 ที่ผ่านมา โดยภาคอุตสาหกรรมลดลง 0.3% ตามการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง
- ภาคบริการ ขยายตัว 3.8% ปรับตัวดีขึ้นจาก 3.5% ในไตรมาสก่อนหน้า โดยปัจจัยสนับสนุนส่วนหนึ่งมาจากบริการที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว เช่น ที่พักแรมและบริการด้านอาหาร ซึ่งขยายตัว 6.6% เร่งขึ้นจากการขยายตัว 3.7% ในไตรมาสก่อนหน้า

ที่มาของภาพ, AFP/Getty Images
- การก่อสร้าง ชะลอลงตามการก่อสร้างภาคเอกชนเป็นหลัก โดยมีการขยายตัว 2.7% ชะลอลงจากไตรมาสก่อนที่ขยายตัวเพียง 3.4% ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการชะลอตัวของการก่อสร้างภาครัฐ ส่วนการก่อสร้างภาคเอกชนยังคงทรงตัว เนื่องมาจากการก่อสร้างที่อยู่อาศัยในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลและเขตเทศบาลลดลง
- การลงทุนรวม ขยายตัว 2.8% ขยับตัวขึ้นจากไตรมาสที่แล้ว ที่ขยายตัวอยู่ที่ 1.9% การลงทุนภาคเอกชนขยายตัว 2.4% เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า ที่ขยายตัวอยู่ที่ 2.1% เป็นผลจากการลงทุนด้านเครื่องจักรเครื่องมือเป็นสำคัญ ส่วนการลงทุนของภาครัฐขยายตัว 3.7%
- การใช้จ่ายเพื่อการบริโภคของเอกชน ขยายตัว 4.2% ลดลงจากการขยายตัวในไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งมีอัตราการขยายตัวอยู่ที่ 4.6% โดยการอุปโภคสินค้าในกลุ่มคงทน สินค้ากึ่งคงทน และสินค้าไม่คงลง ลดลงจากไตรมาสก่อนหน้าทุกหมวด โดยในกลุ่มสินค้าคงทนมีปัจจัยสำคัญมาจากการลดลงของการใช้จ่ายในการซื้อยานพาหนะ

ที่มาของภาพ, Getty Images
แบงก์ไทย-เทศ เห็นอย่างไร
ING สถาบันการเงินการธนาคารระดับโลก สัญชาติเนเธอร์แลนด์ มองว่า แม้ตัวเลขการเติบโตประจำปีของไตรมาส 3 ดูดีกว่าไตรมาส 2 แต่ไม่ใช่ว่า "ความเลวร้ายที่สุดของภาวะเศรษฐกิจได้ผ่านพ้นไปแล้ว"
ประกาศ ศักปัล นักเศรษฐศาสตร์ภูมิภาคเอเชีย ของ ING สรุปว่า เป้าหมายการเติบโตให้ได้ 2.6% ปีนี้ ตามที่สภาพัฒน์ตั้งไว้ ดูเป็นเรื่องท้าทายมาก ท่ามกลางค่าเงินบาทที่แข็ง ซึ่งกระทบต่อการส่งออกและการท่องเที่ยว ในบรรยากาศการค้าโลกที่ยังไม่แจ่มใส โดย ING ให้ไว้ที่ 2.3% เท่านั้น
HSBC สถาบันการเงินการธนาคารระดับโลก สัญชาติอังกฤษ วิเคราะห์ว่า ตัวเลขจากสภาพัฒน์สะท้อนให้เห็นการตกลงของการส่งออก 3 ไตรมาสติดกัน โดยเฉพาะสินค้ายานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์จากไทย และการฟื้นตัวอย่างผิวเผินของภาคท่องเที่ยว ซึ่งมาจากตัวเลขที่ติดลบของปีก่อนหน้า นอกจากนี้ทิศทางเศรษฐกิจของคู่ค้าหลักของไทย ได้แก่ จีน สหรัฐฯ ญี่ปุ่น และสหภาพยุโรป ล้วนไม่สดใส และความมั่นใจของผู้บริโภคในประเทศที่ลดลงต่อเนื่อง
อีไอซี ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจของธนาคารไทยพาณิชย์ ระบุในรายงานว่า เศรษฐกิจไทยด้านการใช้จ่าย ยังถูกกดดันจากภาคส่งออกที่ยังคงหดตัว ประกอบกับการบริโภคภาคเอกชนที่ขยายตัวชะลอลง แม้ภาพรวมการส่งออกสินค้าจะหดตัวน้อยลง แต่เกิดจากการส่งออกทองเป็นหลักซึ่งไม่มีผลต่อเศรษฐกิจไทย โดยมูลค่าการส่งออกสินค้าที่แท้จริงไตรมาส 3 หดตัวที่ -0.3% จากปีก่อนหน้า ชะลอจากไตรมาสก่อน
อีไอซีปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2019 จาก 2.8% เหลือ 2.5%
ทั้งนี้แม้เศรษฐกิจโดยรวมจะยังไม่เข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย (technical recession) แต่ภาคการผลิตยังคงอยู่ในภาวะถดถอยต่อ ซึ่งน่าจะทำให้การฟื้นตัวของการจ้างงาน รายได้นอกภาคเกษตรมีความเสี่ยงสูงขึ้น
ภาระหนักอยู่ที่รัฐบาล
เลขาธิการ สศช. ระบุว่า หากว่าจะให้อัตราการเติบโตของจีดีพี เป็นไปตามเป้าหมายที่ 2.6% ที่ถูกปรับลงมาแล้วก่อนหน้านี้ รัฐบาล ต้องมีมาตรการเชิงรุกเพื่อผลักดันให้ จีดีพี ในไตรมาสที่ 4 เติบโตมากกว่า 2.8%
โดยหัวข้อสำคัญที่ เลขาธิการ สศช. แนะนำคือ การบริหารนโยบายเศรษฐกิจประกอบด้วย
- การขับเคลื่อนการส่งออกให้มีมูลค่าการส่งออกขยายตัวไม่ต่ำกว่า 3%
- การขับเคลื่อนภาคการท่องเที่ยวให้สามารถสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่อง
- การรักษาแรงขับเคลื่อนการขยายตัวทางเศรษฐกิจจากการใช้จ่ายและการลงทุนของภาครัฐ
- สร้างความเชื่อมั่นและสนับสนุนการขยายตัวของการลงทุนภาคเอกชน
- การดูแลเกษตรกร กำลังแรงงาน ผู้มีรายได้น้อย วิสาหกิจขนาดกลางและย่อม และเศรษฐกิจฐานราก
จีดีพีไทยโตเกือบรั้งท้ายในอาเซียน
เมื่อเปรียบเทียบอัตราการเติบโตจีดีพีในไตรมาสที่ 3 กับ 5 ประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนที่มีการรายงานตัวเลขเศรษฐกิจดังกล่าว พบว่า จีดีพีของไทยอยู่ในกลุ่มที่ขยายตัวน้อยที่สุด เกือบรั้งท้าย โดยมีสิงคโปร์ที่มีอัตราการเติบโตจีดีพีในไตรมาสที่ 3 น้อยที่สุดอยุ่ที่ 0.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกับของปีก่อน แต่ไม่ขยายตัวจากไตรมาสก่อนหน้า
ในขณะที่ เวียดนามมีจีดีพีเติบโตสูงสุด 7.31% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ตามมาด้วยอินโดนีเซีย 5.02% ฟิลิปปินส์ 6.2% และมาเลเซีย 4.4%
สมคิดว่าเศรษฐกิจขยายตัว 2.4% ถือว่าดี
ด้านนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์หลังการแถลงตัวเลขจีดีพี ว่า กระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หารือกันตลอดเวลา ว่าจะทำมาตรการทางการเงินและการคลังอย่างไรที่จะดูแลเศรษฐกิจของไทยไปให้ได้ เศรษฐกิจไทยไม่ถึงกับย่ำแย่ เมื่อจีดีพีเราขยายตัวอยู่ที่ 2.4% ก็ถือว่าดี เมื่อเทียบกับหลายประเทศในโลกนี้
หัวหน้าทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลนี้บอกอีกว่า เพราะเศรษฐกิจของไทยใหญ่มาก มีขนาดเป็นสองเท่าเมื่อเทียบกับเวียดนาม ซึ่งการรักษาแรงขับเคลื่อนของเศรษฐกิจ จึงไม่ใช่ของง่าย และการส่งออก 60% ของจีดีพี ถ้ายังติดลบอยู่ก็เหนื่อยกันทุกคน









