คนว่างงาน : โครงการยุวชนสร้างชาติ 8.6 พันล้าน จะแก้ปัญหาบัณฑิตตกงานได้หรือไม่

คนรับปริญญา

ที่มาของภาพ, Getty Images

นักเศรษฐศาสตร์มองว่า "โครงการยุวชนสร้างชาติ" ที่จะใช้งบประมาณ 8.6 พันล้านบาทของรัฐบาลเป็นเพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเพื่อลดอัตราการตกงานของบัณฑิตจบใหม่ แต่โจทย์ใหญ่คือทำอย่างไรที่จะปฏิรูปการศึกษาให้เชื่อมโยงกับตลาดแรงงานและภาคการผลิต

ส่วนภาพรวมการว่างงานในไทย ยังมีแนวโน้มที่รุนแรงขึ้น ซึ่งเศรษฐกิจซบเซาไม่ใช่ปัจจัยเดียว แต่ยังเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่ส่งผลให้ภาคการผลิตและผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

เมื่อวานนี้ (13 พ.ย. 2562) นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า อว. ได้รับความเห็นชอบจากนายกฯ ให้จัดทำโครงการ "ยุวชนสร้างชาติ" เพื่อลดหรือชะลออัตราการว่างงานของบัณฑิตใหม่

โดยมีการอ้างผลสำรวจที่พบว่าปัจจุบันมีบัณฑิตตกงานมากถึง 370,000 คน และในเดือน มี.ค.2563 จะมีบัณฑิตจบจากมหาวิทยาลัยอีก 3 แสนคน ในจำนวนนี้คาดว่า 50 เปอร์เซ็นต์จะตกงาน รวมแล้วในช่วงต้นปีหน้าจะมีบัณฑิตตกงานกว่า 5 แสนคน

ขณะที่ข้อมูลสำนักงานสถิตแห่งชาติระบุว่า เดือน ต.ค.ที่ผ่านมา คนไทยในวัยแรงงานมีจำนวนราว 37 ล้านคน ขณะที่จำนวนผู้ว่างงานมี 350,000 คน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ข้อมูลที่น่าสนใจก็คือผู้ที่จบการศึกษาในระดับอุดมศึกษาหรือมหาวิทยาลัยกลายเป็นกลุ่มผู้ว่างงานมากกว่าผู้ที่จบการศึกษากลุ่มอื่น ในขณะที่พบอีกว่า ในเดือน ต.ค. ปีนี้ ผู้ที่จบระดับอุดมศึกษาหรือมหาวิทยาลัยที่ว่างงานมีจำนวนสูงกว่าเดือน ต.ค.ปีก่อนราว 10,000 คน

นักศึกษา

ที่มาของภาพ, Getty Images

ขณะที่รัฐบาลมองว่าปัญหาการว่างงานของบัณฑิตใหม่ในขณะนี้เป็นผลมาจากสถานการณ์เศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากสงครามทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีนที่ส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมของประเทศและการจ้างงาน บีบีซีไทยคุยกับนักเศรษฐศาสตร์และบัณฑิตจบใหม่ว่ามองสถานการณ์และโครงการนี้อย่างไร

โครงการยุวชนสร้างชาติคืออะไร

นายสุวิทย์ รัฐมนตรี อว. อธิบายว่า "โครงการยุวชนสร้างชาติ" ซึ่งมีกลุ่มเป้าหมาย คือ เยาวชนวัยหนุ่มสาวในรั้วมหาวิทยาลัยและบัณฑิตจบใหม่ ประกอบด้วย 3 โครงการย่อย คือ

  • โครงการบัณฑิตอาสา : งบประมาณ 8,000 ล้านบาท ซึ่งจะรับบัณฑิตจบใหม่ไม่เกิน 3 ปี จำนวนกว่า 50,000 คน เพื่อให้ลงไปพัฒนาชุมชนร่วมกับชาวบ้านในพื้นที่ห่างไกลความเจริญเป็นเวลา 12 เดือน โดยจะต้องขึ้นทะเบียนกับสถาบันอุดมศึกษาในพื้นที่ ได้เงินเดือน 10,000 - 15,000 บาท สมัครได้ที่มหาวิทยาลัยทั่วประเทศ
  • โครงการอาสาประชารัฐ : งบประมาณ 500 ล้านบาท รับนักศึกษาชั้นปีที่ 3-4 จำนวน 10,000 คน ให้ไปทำโครงงานร่วมกับชาวบ้านเป็นเวลา 4-5 เดือนหรือ 1 ภาคเรียน โดยสามารถเทียบโอนหน่วยกิตได้ทั้งหมด มีค่าเบี้ยเลี้ยงให้คนละ 5,000 บาท
  • โครงการกองทุนยุววิสาหกิจเริ่มต้น: งบประมาณ 100 ล้านบาท ให้ทุนนิสิตนักศึกษาไปพัฒนาผลิตภัณฑ์ทดลองจัดตั้งสตาร์ทอัพ พัฒนานวัตกรรมร่วมกับบุคลากรของมหาวิทยาลัย ใช้ระยะเวลา 3 - 5 ปี

เดือน ธ.ค.นี้จะเริ่มโครงการอาสาประชารัฐในพื้นที่นำร่อง จ.กาฬสินธุ์ โดยรับนักศึกษา 500 คนจากหลากหลายคณะ จัดเป็นกลุ่มละ 8-10 คน นำความรู้ที่เรียนมากไปทำงานร่วมกับชาวบ้านเพื่อแก้ไขปัญหาและพัฒนาชุมชน

นายสุวิทย์แสดงความมั่นใจว่า โครงการเหล่านี้จะช่วยลดอัตราการว่างงานของบัณฑิตใหม่ลงได้ 10 เปอร์เซ็นต์

โครงการดีแต่เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

นายอนุสรณ์ ธรรมใจ อดีตกรรมการและผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนานโยบายสาธารณะ สำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า โครงการยุวชนสร้างชาติถือเป็นนโยบายที่ดี เพราะว่าจะช่วยบัณฑิตตกงานให้มีงานทำไประยะหนึ่ง และได้รับค่าตอบแทนจำนวนหนึ่ง จะเป็นการบรรเทาปัญหาบัณฑิตตกงานจากภาวะเศรษฐกิจได้ ทั้งยังจะช่วยในเรื่องการเชื่อมโยงของคนรุ่นใหม่ในแง่ระบบการศึกษาและการพัฒนาชนบทด้วยการให้พวกเขาลงพื้นที่ไปทำงานผ่านกิจกรรมต่าง ๆ

เขามองว่าโครงการบัณฑิตอาสานั้นมีประโยชน์ เพราะคาดว่าบัณฑิตจบใหม่จะตกงานเป็นจำนวนมาก ถ้าให้พวกเขาได้มีงานทำเป็นเวลา 1 ปี และทำงานพัฒนากับชาวบ้านก็อาจจะเป็นช่องทางให้กับกลุ่มคนเหล่านั้นได้มีงานทำต่อไปหลังจากโครงการดังกล่าวแล้วเสร็จ

สำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกฯ
เปิดแผนรัฐบาล "ประยุทธ์" แก้ปัญหาบัณฑิตเตะฝุ่น

  • 8,600 ล้านบาททำโครงการ "ยุวชนสร้างชาติ"

  • 370,000คน บัณฑิตตกงานปัจจุบัน

  • 520,000 คน บันฑิตตกงานใน 4 เดือนข้างหน้า

  • 52,000 คน บัณฑิตว่างงานลดลง (10%)

ที่มา : คำแถลงข่าวของ รมว.การอุดมศึกษาฯ เมื่อ 13 พ.ย. 2562

"อย่างน้อย 1 ปีพวกเขาจะมีเงินเดือนและไม่ตกงาน" นายอนุสรณ์กล่าวถึงบัณฑิตจบใหม่ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ยังไม่ได้รับการช่วยเหลือในระบบประกันสังคมเหมือนกับผู้ที่อยู่ในระบบประกันสังคม ที่ได้รับการประกันการว่างงาน เขากล่าว

"อย่างไรก็ตาม ผมมองว่านโยบายนี้ยังเป็นการตอบโจทย์เฉพาะหน้า ปัญหาหลัก ๆ ของไทยคือ เราต้องการปฏิรูประบบการศึกษาครั้งใหญ่ จะต้องทำให้ระบบการศึกษาเชื่อมโยงกับภาคการผลิต ตลาดแรงงาน ความต้องการของตลาดแรงงาน ไม่อย่างนั้นจะเป็นการผลิตคนขึ้นมาแล้วทำงานไม่ได้"

AFP/Getty Images
โครงการอาสาประชารัฐ

แผนรัฐบาล "ประยุทธ์" แก้ปัญหาบัณฑิตเตะฝุ่น (1)

  • 8,000 ล้านบาท งบประมาณ

  • 50,000 อัตรา จ้างงานบัณฑิต

  • 10,000-15,000 บาท เงินเดือน

  • 1ปี ระยะเวลาจ้างงาน

ที่มา : คำแถลงข่าวของ รมว.การอุดมศึกษาฯ เมื่อ 13 พ.ย. 2562

เมื่อถามว่า โครงการดังกล่าวถือเป็นการลงทุนเพื่อการจ้างงานหรือไม่ นักเศรษฐศาสตร์รายนี้บอกว่า บางส่วนก็คือเป็นการกระตุ้นให้เกิดการลงทุน เช่น โครงการกองทุนยุววิสาหกิจเริ่มต้นที่เปิดโอกาสให้บัณฑิตเข้าถึงเงินทุนเพื่อให้ทำธุรกิจ start-up

นายอนุสรณ์วิเคราะห์สถานการณ์จ้างงานในอนาคตว่า น่าจะรุนแรงมากขึ้นตามลำดับ เพราะว่าปัญหาการว่างงานที่เกิดขึ้นในเมืองไม่ใช่เรื่องภาวะเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและมีผลกระทบต่อภาคการผลิต รวมทั้งยังได้เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภค ก็เลยทำให้ธุรกิจและอุตสาหกรรมส่วนหนึ่งต้องปิดกิจการลงไป

ภาพคนทำงาน

ที่มาของภาพ, Getty Images

อย่างไรก็ตาม หากว่าสงครามการค้าระหว่างประเทศคลี่คลายลงและการเมืองในประเทศไม่มีการเปลี่ยนแปลง ภาวะเศรษฐกิจก็อาจจะกระเตื้องขึ้นในช่วงกลางปี 2563 และสถานการณ์บัณฑิตตกงานหรือคนว่างงานก็น่าจะคลี่คลายลง

ฟังเสียงบัณฑิตว่างงาน

ธนวรรณ ขาวเทียมสังข์ อายุ 23 ปี บัณฑิตใหม่คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชนที่เพิ่งจบการศึกษาในปีนี้ ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีไทยว่า สาเหตุที่บัณฑิตตกงานในยุคนี้น่าจะมีหลายข้อ ทั้งจากที่ไม่สามารถหางานได้ตรงกับสายการเรียนที่จบ อีกทั้งด้วยสภาพเศรฐกิจที่ไม่ดีนัก การสมัครงานหรือตัดสินใจทำงานที่ใดที่หนึ่งก็ต้องคำนึงเรื่องผลตอบแทนและสวัสดิการที่ดีด้วย

"เราเลือกงานเองด้วย และงานก็ไม่เลือกเราด้วย อย่างตอนนี้ก็ยังไม่เจองานที่ตอบโจทย์ ทั้งสถานที่ทำงาน เงินเดือน การเดินทาง ก็เลยยังหาไปเรื่อย ๆ" เธอบอก

AFP/Getty Images
โครงการอาสาประชารัฐ

แผนรัฐบาล “ประยุทธ์” แก้ปัญหาบัณฑิตเตะฝุ่น (2)

  • 500ล้านบาท งบประมาณ

  • 10,000อัตรา จ้างงาน นศ.ปี 3-4

  • 5,000บาท เงินเดือน

  • 4-5เดือน ระยะเวลาจ้างงาน

ที่มา : คำแถลงข่าวของ รมว.การอุดมศึกษาฯ เมื่อ 13 พ.ย. 2562

ธนวรรณเชื่อว่าการได้ทำงานตรงสายที่เรียนมาในปัจจุบัน ไม่สามารถการันตีคุณภาพชีวิตในการทำงาน รวมถึงเงินเดือนที่จะได้รับ

"ได้งานที่ตรงสาย แต่กดเงินเดือนมาก ได้ (เงินเดือน) 13,000 บาท เหมือนเราไม่ได้เรียนมาจริง คนที่จบมาตรงสายงานก็ไม่อยากทำ เพราะรู้สึกว่าว่าเราเรียนมาเฉพาะด้านเลยมีความรู้มากกว่านั้น" ธนวรรณกล่าว

เมื่อถามว่าสนใจเข้าร่วมโครงการยุวชนสร้างชาติหรือไม่ ธนวรรณแสดงความคิดเห็นว่า ไม่ใช่ทุกคนจะสามารถทำงานร่วมกับชาวบ้านหรือชุมชนได้ อีกทั้งโครงการยังไม่มีรายละเอียดเรื่องของงานที่ลงไปทำ ยิ่งเมื่อมีสัญญาเป็นข้อผูกมัดก็จะไม่สามารถหางานใหม่ในระหว่างนั้นอีกด้วย

"คิดว่ายังไม่สนใจ เพราะไม่ใช่สายจิตอาสา" ธนวรรณกล่าว

เพ็ญพิชชา ศรีดี อายุ 22 บัณฑิตคณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ แสดงความคิดเห็นต่อนโยบายดังกล่าวของรัฐบาลว่า ถือเป็นโครงการที่ดี แก้ปัญหาทั้งเด็กจบใหม่และการพัฒนาชุมชน เพราะมีวัยรุ่นจำนวนมากที่สนใจเรื่องการพัฒนาชุมชน แต่ด้วยอัตราค่าตอบแทนอาจจะทำให้ไม่สามารถคัดสรรบุคคลที่มีความสามารถจริง ๆ อีกทั้งแสดงให้เห็นว่ารัฐไม่ได้ต้องการยกระดับชุมชนอย่างที่ควรจะเป็น

Getty Images
กองทุนยุววิสาหกิจเริ่มต้น

แผนรัฐบาล “ประยุทธ์” แก้ปัญหาบัณฑิตเตะฝุ่น (3)

  • 100ล้านบาท งบประมาณ

  • ยังไม่ระบุนศ./บุคลากรมหาวิทยาลัยเข้าร่วม

  • 3-5ปี ระยะเวลาโครงการ

ที่มา : คำแถลงข่าวของ รมว.การอุดมศึกษาฯ เมื่อ 13 พ.ย. 2562

"มีคนที่อยากทำงานลักษณะนี้นะ แต่อย่างหนึ่งเงินมันน้อย ก็คงคล้ายบางโครงการที่รับสมัครบัณฑิตลงไปสอนหนังสือเด็กในชุมชน คนเก่ง ๆ ก็สนใจ แต่ที่คนไม่อยากทำก็มีเพราะเงินมันน้อยเกินไปกับการใช้ชีวิต ต้องรักมากจริง ๆ พร้อมที่จะเปลี่ยนชุมชน...รัฐต้องให้ความสำคัญมากกว่านี้ ดึงให้คนเก่งอยากไปทำ และต้องให้ผลตอบแทนที่สมเหตุสมผล" เธอให้ความเห็น

เพ็ญพิชชาเล่าว่า สภาพเศรษฐกิจถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการหางาน ด้วยหลายบริษัทมีการชะลอการรับสมัครงาน บ้างก็ลดสวัสดิการที่เคยเสนอให้

"เพื่อนหลายคนแทบจะต้องเปลี่ยนแผนชีวิต บางคนตั้งใจจะไปสมัครสายการบิน แต่เขาก็พักการจ้างใหม่ คนเก่าก็ยังไม่แน่นอน สวัสดิการก็ลด หลายคนเลยเลือกที่จะสมัครงานหว่าน ๆ ไป ทำอะไรก็ได้ที่ไม่ชอบ ไม่ตรงสาย แต่เงินเดือนสองหมื่นขึ้น"

ย้อนรอย "มิยาซาวา" จ้างงานบัณฑิตหลังวิกฤตต้มยำกุ้ง

โครงการยุวชนสร้างชาติของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ทุ่มเงินในการจ้างงานบัณฑิตจบใหม่ ทำให้หลายคนนึกถึง "มิยาซาวาแพลน" ซึ่งเป็นชื่อโครงการเงินกู้ยืมจากรัฐบาลญี่ปุ่นสมัยรัฐบาลชวน หลีกภัย จำนวน 53,000 ล้านบาท เป้าหมายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่ซบเซา สร้างงาน และการกระจายรายได้สู่ชนบท โดยเงื่อนไขหนึ่งคือต้องใช้เงินประมาณ 20,000 ล้านบาทเพื่อจ้างงานโดยตรง

บัณฑิตจบใหม่เมื่อราว 20 ปีก่อนหรือประมาณปี 2542 น่าจะจำโครงการนี้ได้ดีและหลายคนอาจเป็นผู้ที่ได้รับการจ้างงานในโครงการนี้ด้วย นับได้ว่าเป็น "รุ่นพี่" ของโครงการยุวชนสร้างชาติก็คงไม่ผิดนัก

การเรียกร้องสวัสดิการ

ที่มาของภาพ, Getty Images

นายปิติชัย พงษ์วานิชอนันต์ อายุ 43 ปี ปัจจุบันเป็นเจ้าหน้าที่องค์กรอิสระแห่งหนึ่ง เป็นหนึ่งในผู้ที่เคยได้รับการจ้างงานภายใต้โครงการมิยาซาวาที่ให้ทุนผ่านโครงการเก็บข้อมูลของสถาบันวิชาการแห่งหนึ่งเมื่อปี 2542

เขาย้อนอดีตให้บีบีซีไทยฟังว่าในช่วงนั้น สำนักพิมพ์ที่เขาร่วมงานอยู่ปิดกิจการลงเพราะพิษเศรษฐกิจช่วงวิกฤตต้มยำกุ้ง ระหว่างที่กำลังเตรียมตัวหางานทำอยู่นั้นเอง ก็ทราบข่าวมีการเปิดรับเจ้าหน้าที่เก็บข้อมูล โดยเงินเดือนที่ได้รับมาจากโครงการเงินกู้มิยาซาวานี่เอง

ปิติชัยได้รับเงินเดือนประมาณ 7,000 บาท โดยจะต้องเดินทางไปเก็บข้อมูลเกี่ยวกับผ้าทอพื้นบ้านใน จ.ชัยภูมิ อยู่นานประมาณ 3 เดือน

ในฐานะผู้ที่เคยเป็นบัณฑิตจบใหม่ที่ได้รับผลกระทบในช่วงเศรษฐกิจซบเซาและได้เข้าโครงการของรัฐที่ออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาบัณฑิตตกงาน ปิติชัยให้ความเห็นว่า โครงการจ้างงานในลักษณะนี้ หากเป็นงานที่อยู่ในความสนใจอยู่แล้ว เช่น เป็นคนที่ชอบลงพื้นที่ ทำงานกับชุมชน ก็จะชอบ

"ถ้างานที่ได้ทำเป็นงานที่ตอบสนองสิ่งที่คนรุ่นใหม่อยากเรียนรู้ โครงการแบบนี้ก็นับว่ามีประโยชน์ เพราะทำให้บัณฑิตที่จบใหม่หรือคนที่กำลังจะเข้าสู่ตลาดแรงงานได้เรียนรู้และมีเงินเลี้ยงตัวเองสักพักหนึ่ง เงินเดือนอาจไม่มากแต่ที่สำคัญคือได้เรียนรู้ ได้ทดลองว่าตัวเองชอบงานนี้หรือไม่ ตรงกับสิ่งที่อยากทำหรือไม่ เหมือนให้โอกาส แต่เนื่องจากเงินเดือนไม่เยอะ โครงการนี้จึง เหมาะกับคนที่ไม่ได้คิดว่าเงินเป็นปัจจัยหลัก" ปิติชัยให้ความเห็น