กัญจน์ภัสสร สุริยาแสงเพ็ชร์ หญิงไทยผู้ทำให้การเข้าถึงการรักษาสุขภาพจิตเป็นเรื่องง่าย

ที่มาของภาพ, Kanpassorn Suriyasengpetch
- Author, ลารา โอเว็น
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซี
ปัญหาสุขภาพจิตยังเป็นประเด็นที่ถูกตีตราในสังคมไทย กัญจน์ภัสสร สุริยาแสงเพ็ชร์ ต้องพบเจอกับอุปสรรคมากมายกว่าจะได้รับความช่วยเหลือด้านสุขภาพจิต นี่ทำให้เธอเกิดไอเดียลงมือสร้างเว็บไซต์และแอปพลิเคชันให้คนไข้ได้พบกับหมอได้ไม่ว่าอยู่ที่ไหนในไทย หรือมุมใดของโลกก็ตาม
หลายครั้งที่เธอต้องลางาน บ่อยครั้งที่นอนไม่หลับ กัญจน์ภัสสร ต้องใช้เวลาเดินทางไป-กลับ 6 ชั่วโมง มาศูนย์รักษาสุขภาพจิตในกรุงเทพฯ เธอต้องการจะมีชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งนั่นเป็นที่มาของ Ooca หรือ อูก้า ซึ่งเป็นช่องทางที่จะช่วยให้คนเข้าถึงจิตแพทย์และนักจิตวิทยาได้ง่ายขึ้นด้วยช่องทางการคุยผ่านวิดีโอ
ปัญหาสุขภาพจิตยังเป็นประเด็นอ่อนไหวสำหรับหลายครอบครัวในไทย รวมถึงครอบครัวของกัญจน์ภัสสรเอง เธอบอกว่าตอนเด็ก เธอไม่มีความสุขเสียเลย และเมื่อถูกถามว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร คำตอบที่เธอมักให้ คือ แก่ตัวลงแล้วก็ตาย
"ฉันเคยเบื่อที่จะมีชีวิต" กัญจน์ภัสสรกล่าว และบอกว่าเธอรู้ตั้งแต่อายุ 17 ปีแล้วว่าต้องการความช่วยเหลือจากมืออาชีพ
ครั้งหนึ่งเธอเคยลองโทรหาสายด่วนให้คำปรึกษาของกรมสุขภาพจิต แต่ก็ต้องผิดหวัง
"ฉันวางสายด้วยความหงุดหงิด ตอนแรกคิดว่าพวกเขาจะแนะแนวทางฉันได้ แต่ก็ไม่เลย"
ในสังคมไทย คนที่มีปัญหาสุขภาพจิตไม่มองหาการช่วยเหลืออย่างจริงจัง และก็ไม่สนับสนุนให้คนในครอบครัวตัวเอง หรือญาติและเพื่อนฝูง ไปปรึกษาแพทย์เพราะการมีปัญหาทางจิตถูกมองในแง่ลบ ในตอนแรก พ่อแม่ของกัญจน์ภัสสรเองก็ไม่สนับสนุนให้เธอไปขอความช่วยเหลือจากที่อื่น
"ฉันรู้สึกว่าไม่สามารถพูดเรื่องนี้กับที่บ้านได้" กัญจน์ภัสสร กล่าว

ที่มาของภาพ, Kanpassorn Suriyasengpetch
ความกดดันเพิ่มมากขึ้นเมื่อเธอขึ้นปี 5 คณะทันตแพทย์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
กัญจน์ภัสสรเล่าว่าเธอนอนไม่หลับติดต่อกันหลายวันและมันก็เริ่มส่งผลต่อชีวิตประจำวัน เธอบอกว่าการซ้อมดนตรีดูเหมือนจะเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้เธอรู้สึกดีขึ้น
ขณะนั้น กัญจน์ภัสสรในวัย 20 ต้น ๆ ไม่รู้ว่าจะหาความช่วยเหลือได้จากไหนจึงตัดสินใจไปที่โรงพยาบาลจิตเวชแห่งหนึ่งในเชียงใหม่ เธอต้องรอคิวกว่าชั่วโมง เพื่อพบจิตแพทย์ แต่ได้เวลาเพียง 15 นาที เพราะมีคนไข้อีกหลายรายที่ยังรออยู่ในเช้าวันนั้น
การให้ความช่วยเหลือด้านสุขภาพจิตจากรัฐมีอยู่ทั่วไปในประเทศไทย กรมสุขภาพจิตมีศูนย์ใหญ่ในหลายภูมิภาคทั่วประเทศ อย่างไรก็ตาม สมาคมสะมาริตันส์แห่งประเทศไทย บอกว่ามีโรงพยาบาลเหล่านี้มีบุคคลากรน้อยกว่าความต้องการและจำนวนของคนไข้
ทั่วประเทศ มีโรงพยาบาลจิตเวช 20 แห่งด้วยกัน ซึ่ง 6 แห่งมีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่น อีก14 แห่งที่เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตผู้ใหญ่ นอกจากนี้ยังมีศูนย์สุขภาพจิตอีก 13 แห่งในภูมิภาคเพื่องานด้านรณรงค์ป้องกัน
นอกจากสายด่วนให้คำปรึกษาของกรมสุขภาพจิต สมาคมสะมาริตันส์แห่งประเทศไทยเป็นหนึ่งในไม่กี่องค์กรที่จัดตั้งสายด่วนให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจิต ในปี 2560 สมาคมสะมาริตันส์แห่งประเทศไทยให้คำปรึกษาทางโทรศัพท์แก่หญิง 2,411 คนและชาย 3,642 คน
สมาคมสะมาริตันส์แห่งประเทศไทยบอกว่า มีผู้หญิงที่ต้องการขอความช่วยเหลือผ่านโซเชียลมีเดียมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งผ่านข้อความทางเฟซบุ๊ก

ที่มาของภาพ, Kanpassorn Suriyasengpetch
สำหรับกัญจน์ภัสสร การไปโรงพยาบาลจิตเวชในพื้นที่เป็นหนทางเดียวที่เธอคิดได้
"ที่โรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยไม่เคยสอนเลยว่าเราต้องจัดการกับปัญหาสุขภาพจิตอย่างไร ฉันรู้เพียงอย่างเดียวว่าฉันต้องการความช่วยเหลือ"
ในวันนั้น เธอได้รับยาช่วยให้นอนหลับ และหมอบอกว่าเธอน่าจะมีภาวะการปรับตัวผิดปกติ (adjustment disorder) และได้รับการแนะนำให้ไปหานักจิตวิทยาที่แนะให้เธอลองเขียนบันทึกประจำวัน ให้คิดถึงแต่เรื่องบวกในชีวิตของเธอ
"การเขียนไดอารีเป็นเรื่องยากสำหรับฉัน มันทำให้ฉันเศร้ามากกว่าเดิม วนเวียนอยู่กับเรื่องเดิม"
จากนั้นชีวิตเธอก็ยุ่งขึ้นเรื่อย ๆ และเธอก็ไม่สามารถไปหาหมอได้อีก
หลังเรียนจบ กัญจน์ภัสสรเริ่มงานเป็นทันตแพทย์หญิงประจำกองทัพบก เธอเล่าว่ามีหลายเรื่องที่ต้องรับมือ ไม่ว่าจะเป็นการทำงานภายใต้ระบบที่ชายเป็นใหญ่ ผู้ใต้บังคับบัญชาพยายามทำให้เธอไม่ได้รับความน่าเชื่อถือ ผู้บังคับบัญชาเธอเป็นผู้ชายทั้งหมด และเธอก็ต้องจัดการกับข่าวลือเสีย ๆ หาย ๆ เกี่ยวกับตัวเธอด้วย
นี่ทำให้เธอต้องหาความช่วยเหลือจากแพทย์อีกครั้ง ที่ทำงานเธอไม่มีผู้เชี่ยวชาญที่จะให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจิตได้เลย เธอต้องลางานหลายวัน นอกจากต้องเดินทางไป-กลับ 6 ชั่วโมง เธอยังต้องรอหมออีกราว 4 ชั่วโมง
ในที่สุดเธอก็ได้รับการวินิจฉัยว่าเธอมีภาวะ "Dysthymia" หรือภาวะซึมเศร้าอย่างอ่อน ๆ ที่เป็นอย่างต่อเนื่อง แต่การต้องเดินทางไปหาหมอไกล ๆ ก็ทำให้เธอหมดพลัง และนี่เป็นก็ทำให้เธอผุดไอเดียสร้างเว็บไซต์และแอปพลิเคชันให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจิตที่จะทำให้ระยะทางไม่ใช่อุปสรรคอีกต่อไป
เธอและ นพ. ธนเดช รักเพชรมณี ร่วมกันก่อตั้งเว็บไซต์และแอปพลิเคชัน Ooca หรือ อูก้า และตอนนี้ก็มีผู้ลงทะเบียนเข้าใช้ 28,000 คนแล้ว และก็มีการให้คำปรึกษาไปแล้วมากกว่า 1,500 ครั้งด้วยกัน ขณะนี้ Ooca มีนักจิตวิทยามากกว่า 30 คนบนแพลตฟอร์มที่คอยให้คำปรึกษา
ผู้ใช้ทุกคนต้องทำแบบสอบถามเพื่อประเมินตัวเองและจะไม่มีการเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้หากไม่ต้องการ
นพ. วรตม์ โชติพิทยสุนนท์ เป็นจิตแพทย์ที่รับหน้าที่ให้คำปรึกษาบนแพลตฟอร์ม โดยเขาสามารถทำงานจากสหราชอาณาจักรขณะกำลังศึกษาต่อปริญญาเอกก็ได้
เขาบอกว่าประเด็นที่คนพูดถึงบ่อยที่สุดได้แก่เรื่องงาน ครอบครัว และคู่รัก จากที่ก่อนหน้านี้เขาเคยต้องพบคนไข้มากถึง 40 คนในเช้าเดียว ตอนนี้เขาสามารถให้ความช่วยเหลือคนที่อยู่อีกซีกโลกหนึ่งได้ทันที
เขาบอกกับบีบีซีว่ากลุ่มคนไข้ที่ต้องเจอมีความหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นซีอีโอที่ไม่มั่นใจในตัวเอง ไปจนถึงกรณีที่น่าทุกข์ใจที่สุดคือ ภรรยาที่ต้องแอบใช้แอปพลิเคชันเป็นช่องทางขอความช่วยเหลือขณะที่สามีกำลังหลับ
นพ.วรตม์ บอกว่า การศึกษาและการเข้าถึงการรักษาได้ เป็นสิ่งสำคัญที่จะพัฒนาการให้ความช่วยเหลือด้านสุขภาพจิตในไทย
ตอนแรก กัญจน์ภัสสรใช้เงินตัวเองในการลงทุนสร้างแอปพลิเคชัน แต่ตอนนี้มีการให้จ่ายค่าบริการแล้วและก็มีธุรกิจหลายรายที่จ่ายเงินเพื่อให้พนักงานของพวกเขามาใช้บริการได้
อย่างไรก็ตาม Ooca ก็ยังมีส่วนหนึ่งที่เรียกว่า "Ooca : Wall of Sharing" สำหรับผู้ที่ไม่สามารถรับค่าใช้จ่ายไหว โดย Ooca จะช่วยเหลือค่าใช้จ่าย 80 เปอร์เซ็นต์ และอีก 20 เปอร์เซ็นต์ เป็นเงินจากผู้บริจาค

ที่มาของภาพ, Kanpassorn Suriyasengpetch
เมื่อถามว่าเธอมีวิธีรับมืออย่างไรกับการบริหารงานเว็บไซต์นี้พร้อม ๆ กับดูแลสุขภาพจิตตัวเองไปด้วย กัญจน์ภัสสร บอกว่าเพิ่งกลับไปหาจิตแพทย์เมื่อเดือนที่แล้ว และก็ต้องจัดการตัวเองไปทีละวัน มีบางวันที่รู้สึกแย่กว่าวันอื่น
เธอบอกว่า การบริหารงานสตาร์ทอัพนี้ก็มีอุปสรรค ตอนแรก ๆ อะไร ๆ ก็ยังไม่นิ่งนัก แต่เธอก็ยังอยากพัฒนามันอยู่
"ฉันหวังมาตลอดว่ามันจะกลายเป็นเครื่องมือที่ทำให้คนอื่นเห็นความสำคัญของสุขภาพจิต และทำให้คนที่ทำงานในสายงานนี้รู้สึกว่าพวกเขามีค่าและสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ" กัญจน์ภัสสร กล่าว
"ฉันอาจจะสะดุดบ้างเวลาฉันออกวิ่งไปข้างหน้า แต่ฉันจะวิ่งต่อไป หากคุณต้องมั่นใจก่อนจะเริ่มทำอะไรทุกอย่าง ก็คงไม่ได้ทำอะไรเลย"








