ยูเอ็นเปิดผลศึกษาคดีข่มขืนในไทย-เวียดนาม ผู้หญิงเผชิญอคติจากเจ้าหน้าที่ กระบวนการยุติธรรม

ที่มาของภาพ, Getty Images
ผลวิจัยยูเอ็นชี้เหยื่อล่วงละเมิดทางเพศในไทย-เวียดนาม ต้องเผชิญอคติจากเจ้าหน้าที่ กระบวนการยุติธรรม กรองผู้เสียหายออก ด้วยการไกล่เกลี่ยยอมความและล้มคดี ขณะที่ผู้เสียหายในไทย 91% บอกว่ารู้จักผู้ต้องสงสัย
องค์การเพื่อการส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศและเพิ่มพลังของผู้หญิงแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นวีเมน-UNWOMEN) โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) และสำนักงานป้องกันยาเสพติดและปราบปรามอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) แถลงวันที่ 29 พ.ย. รายงานการศึกษาเรื่อง คดีข่มขืน ความเข้าใจเรื่องการตอบสนองของกระบวนการยุติธรรมทางอาญาต่อความรุนแรงทางเพศในไทยและเวียดนาม ซึ่งเก็บข้อมูลระหว่างปี 2556-2557
น.ส.แอนนา-คาริน จัตฟอร์ส รองผู้อำนวยการยูเอ็นวีเมน สำนักงานภาคพื้นเอเชียและแปซิฟิก กล่าวถึงผลการศึกษาว่า ผู้หญิงที่เป็นเหยื่อของการล่วงละเมิดทางเพศหรือการข่มขืนเผชิญอุปสรรครอบด้านในการเข้าถึงความยุติธรรม ไม่ใช่เพียงความยากลำบากในการเข้าถึงความช่วยเหลือต่าง ๆ แต่ยังรวมถึงทัศนคติ และอคติของเจ้าหน้าที่ตำรวจและผู้ปฏิบัติงานในฝ่ายตุลาการด้วย
สำหรับคดีความรุนแรงทางเพศในไทย ใช้แฟ้มคดีของตำรวจในกรุงเทพฯ เชียงใหม่ และสงขลาจำนวน 169 คดี ซึ่งผู้เสียหายมีอายุเฉลี่ย 22 ปี ในจำนวนนี้ 166 คน ของผู้เสียหายหรือเหยื่อเป็นผู้หญิง นอกจากนี้ยังเก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึกกับข้าราชการ 9 คน ผู้ปฏิบัติงานยุติธรรมทางอาญา 34 คน ผู้ให้บริการต่าง ๆ 34 คน และผู้เสียหาย 66 คน

ที่มาของภาพ, BBCTHAI
ผลศึกษาของเหยื่อคดีข่มขืนในไทยพบว่า 91% รู้จักกับผู้ต้องสงสัย ซึ่งข้อมูลวิจัยนี้สวนทางกับมายาคติที่ว่า การข่มขืน ต้องมาจากคนแปลกหน้าเท่านั้น ส่วนในเวียดนาม สถิติของผู้เสียหายที่บอกว่ารู้จักกับผู้ต้องสงสัยอยู่ที่ 86% ซึ่งข้อค้นพบนี้มีนัยถึงเรื่องการคุ้มครอง ความปลอดภัย และการช่วยเหลือผู้เสียหาย ที่ถูกกระทำโดยคนรู้จัก
ขณะเดียวกันคดีจำนวนมากไม่มีบันทึกหรือข้อมูลเกี่ยวกับการบาดเจ็บทางร่างกาย ในไทยมีผลวิจัยที่ชี้ว่าผู้เสียหาย 68% ไม่มีร่องรอยบาดเจ็บที่เห็นได้ ซึ่งจากการเก็บข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรม หลายคนรู้สึกว่า พวกเขาไม่สามารถดำเนินคดีต่อได้ หากไม่มีหลักฐานทางนิติเวช
"ตำรวจอาจไม่ได้รับการฝึกฝนอย่างเพียงพอในการบันทึก และเมื่อผลการตรวจสอบไม่พบร่องรอยการข่มขืน เจ้าหน้าที่ทางนิติวิทยาศาสตร์ก็มักจะบอกว่า กรณีนั้นไม่เหมาะในการดำเนินคดีต่อ" น.ส.จัตฟอร์ส กล่าว
ล้มคดี เพราะกระบวนการยุติธรรม
ผลการศึกษาชิ้นนี้ ยังระบุถึงปัจจัยด้านกฎหมายที่ทำให้เกิดการยอมความหรือล้มคดี ผลศึกษาทั้งกรณีไทยและเวียดนาม ชี้ว่าการยอมความหรือล้มคดีเกิดขึ้นในทุกขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรมภายหลังเกิดเหตุกับผู้เสียหายแล้ว ตั้งแต่แรกเริ่มจะเป็นคดีความ ผู้เสียหายแจ้งความตำรวจ ติดต่อครั้งแรก ขั้นการสอบสวน ขั้นตอนก่อนฟ้องร้องหรือก่อนพิจารณาคดี ไปจนถึงขั้นการพิจารณาคดี ผู้เสียหายไม่ได้รับการปฏิบัติที่เหมาะสมและการช่วยเหลือที่ดีตั้งแต่ชั้นการสอบสวน มีผลทำให้ผู้เสียหายอาจไม่เข้าแจ้งความ หรือไม่ดำเนินการต่อตลอดจนคดีสิ้นสุด
ตัวอย่างการปฏิบัติที่ไม่เหมาะสมมีตั้งแต่ขั้นแจ้งความ ผู้เสียหายต้องถูกสอบปากคำ เล่าเหตุการณ์ในสถานที่ร่วมกับผู้ที่มาแจ้งความในคดีอื่น ที่สถานีตำรวจ บางรายถูกถามว่าได้ต่อสู้ผู้ก่อเหตุหรือไม่ ได้ตะโกนให้ใครช่วยหรือเปล่า
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากการวิจัยครั้งนี้ยังไม่สามารถสรุปเฉพาะได้ในอัตราการยอมความหรือการล้มคดี แต่พบปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้การดำเนินคดีดำเนินต่อไม่ได้
"การบันทึกข้อมูลระหว่างตำรวจและอัยการไม่ประสานงานกัน เหยื่อต้องพูดคุยซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำให้พวกเธอเจ็บปวดมากขึ้น บางรายมีระยะเวลาในการยืดคดีที่ยาวนาน เรื่องที่เล่าจากปากคำของผู้เสียหายอาจแตกต่างออกไป หรือเมื่อต้องเจอคำถามที่ต่างออกไป อาจทำให้เรื่องที่เหยื่อเล่ากลายเป็นเรื่องไม่น่าเชื่อถือได้" น.ส. จัตฟอร์ส ขยายความข้อมูล
ด้าน น.ส.ไอรีน สคินไนเดอร์ หัวหน้าผู้วิจัย เปิดเผยถึงผลการทำวิจัยในไทยที่ทำให้แปลกใจ คือ อายุความในคดีล่วงละเมิดทางเพศที่มีเงื่อนไขว่าผู้เสียหายต้องแจ้งความภายใน 3 เดือน

ที่มาของภาพ, UN WOMEN
มายาคติเกี่ยวกับความรุนแรงทางเพศ : ผู้หญิงบางคนสมควรถูกข่มขืน-สามีข่มขืนภรรยาไม่ได้
การศึกษายังบอกอีกว่าเจ้าหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรมมีความเชื่อว่าผู้หญิงที่มีภาพลักษณ์ภายนอกที่ดูเป็นผู้หญิงแต่งกายล่อแหลม เป็นผู้หญิงดื่มเหล้าหนัก มักเป็นพฤติกรรมที่เป็นเหตุพาตัวเองไปสู่การถูกข่มขืนและล่วงละเมิดทางเพศ ทำให้ผู้เสียหายไม่สามารถเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้ นอกจากนี้ยังพบว่าไม่ค่อยมีการแจ้งความการข่มขืนคู่สมรสกับตำรวจ บางกรณีนำไปสู่การแก้ปัญหาที่เจ้าหน้าที่แนะให้ประนีประนอมยอมความ
"บางคำถามพนักงานสอบสวนถามว่า ดื่มหรือเปล่า ใส่เสื้อยังไง หรือบางคนเห็นว่าแต่งตัวล่อแหลม อาจเป็นทัศนะที่บอกว่าเหยื่อผู้หญิงรายนั้นมีภาพภายนอกไม่ดี ดูไม่น่าเชื่อถือเพียงพอที่จะเป็นพยานบุคคลด้วยซ้ำ" น.ส.แอนนา ระบุ
"คุณถูกข่มขืนเพราะคุณแต่งตัวแบบนี้ หากไม่ถูกข่มขืนโดยผู้ชายคนนี้ คุณก็จะถูกข่มขืนโดยผู้ชายคนอื่น" เจ้าหน้าที่สังคมสงเคราะห์หญิง รายงานสิ่งที่ได้ยินมาจากเจ้าพนักงานตำรวจที่ดูแลคดีของเด็กหญิงผู้เสียหายอายุ 12 ปี

นอกจากนี้ผลศึกษายังชี้อีกว่า ยังมีมายาคติที่เชื่อว่าสามีไม่สามารถข่มขืนหรือล่วงละเมิดทางเพศต่อภรรยาของตัวเอง
อย่างไรก็ตาม แม้ไทยและเวียดนาม กำหนดให้การข่มขืนคู่สมรส เป็นความผิดทางอาญา แต่ การศึกษาพบว่า "ยังมีทัศนคติของสังคมที่คงอยู่ ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ว่า เหตุใดจึงไม่ค่อยมีการแจ้งความการข่มขืนคู่สมรสต่อเจ้าพนักงานตำรวจ"
นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจมักมีภาพของคนที่เป็นเหยื่อว่าต้องปฏิบัติตัวหรือไม่ปฏิบัติเช่นไร เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ทีมวิจัยสัมภาษณ์จำนวนหนึ่งแสดงความ "กังขา" ต่อการเข้าแจ้งความที่ล่าช้า อาทิ ผู้เสียหายที่เป็นผู้เยาว์ต้องใช้เวลานานในการบอกเล่าให้ครอบครัวทราบ จึงทำให้การแจ้งความต่อตำรวจล่าช้า หรือการทำลายหลักฐานทางนิติเวชอย่างรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เหตุเหล่านี้ มีผลต่อการไม่เต็มใจจะดำเนินคดีหรือกระทั่งการรวบรวมพยานหลักฐาน
ข้อเสนอช่วยเหยื่อข่มขืน ลดการยอมความหรือล้มคดี
คณะทำงานวิจัยยูเอ็น ได้เสนอแนะการปรับปรุงกระบวนการยุติธรรมในคดีความรุนแรงทางเพศ โดยจัดตั้งบริการยุติธรรมสำหรับผู้เป็นเหยื่อและผู้เสียหาย แก้ไขกฎหมายอาทิ การจัดประเภทคดีที่ยอมความได้ในประเทศไทย หรือการจำกัดอายุความในการแจ้งความคดีข่มขืนกระทำชำเรา ส่งเสริมผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านในทุกระดับของกระบวนการยุติธรรมทางอาญา เช่น การเพิ่มจำนวนตำรวจหญิง สำหรับคดีเกี่ยวกับผู้หญิงและเด็ก

ที่มาของภาพ, BBCTHAI
ดร.สุนทรียา เหมือนพะวงศ์ ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลประจำกองผู้ช่วยผู้พิพากษาในศาลฎีกา ซึ่งได้ร่วมอภิปรายผลการศึกษาชิ้นนี้ กล่าวกับบีบีซีไทยว่า จากผลการศึกษาสามารถต่อยอดให้มีการสำรวจถึงจำนวนตัวเลขที่แน่ชัดของผู้ไม่ได้รับความเป็นธรรมในคดีความรุนแรงทางเพศ และรายละเอียดของการต้องยุติคดี รวมไปถึงเหยื่อที่กระบวนการยุติธรรมเดินไปถึงขั้นที่ศาลมีคำสั่งไม่ฟ้องคดี ไม่สามารถเอาผิดผู้ต้องหาได้
ดร.สุนทรียา ยังกล่าวถึงกลไกแรกสุดที่จะเข้าไปช่วยเหลือเหยื่อตั้งแต่ขั้นตอนการให้ปากคำว่า ปัจจุบันยังมีไม่มาก และองค์กรที่เข้าช่วยเหลือยังจำกัดเฉพาะองค์กรที่ทำงานด้านสิทธิสตรี หรือแม้แต่ทนายความของผู้เสียหายโดยทั่วไปก็ยังไม่มีความเข้าใจถึงความจำเพาะของคดีข่มขืน พร้อมชี้ว่าบทบาทของหน่วยงานภาครัฐด้านการคุ้มครองสิทธิสตรี น่าจะเพิ่มภารกิจคู่ขนานไปในขั้นตอนนี้ให้มากขึ้น











