ขนส่งสาธารณะในกรุงเทพฯ ปลอดภัยจากการคุกคามทางเพศแค่ไหน

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/BBC Thai
เครือข่ายเมืองปลอดภัยสำหรับผู้หญิง เผยผลสำรวจผู้ใช้บริการขนส่งสาธารณะ 35% เคยถูกคุกคามทางเพศขณะใช้บริการรถโดยสารสาธารณะ พบบางส่วนนิ่งเฉยเมื่อเห็นเหตุการณ์ เร่งรณรงค์ให้สังคมเข้ายุติ แทรกแซงพฤติกรรมคุกคามทางเพศ
"ถึงเวลาเผือก" เป็นชื่อโครงการที่เครือข่ายฯใช้ในการรณรงค์ครั้งนี้ แม้ว่าจะแฝงด้วยอารมณ์ขัน แต่สารที่ส่งออกไปนั้นจริงจัง คือเรียกร้องให้ผู้ที่พบเห็นไม่นิ่งเฉยต่อพฤติกรรมคุกคามทางเพศบนรถโดยสารสาธารณะ
ผู้ใช้บริการหนึ่งในสามเคยถูกคุกคามทางเพศ
เหตุการณ์คุกคามทางเพศบนรถเมล์โดยสารอย่างการจ้องมองโลมเลียด้วยสายตา เบียดร่างกายเข้ามาชิดผู้โดยสารหญิงบนรถ การแสดงท่าทางที่ส่อไปในเรื่องเพศ ถูกนำมาจำลองสถานการณ์ภายในรถเมล์ที่จัดแสดงในงานเสนอผลสำรวจสถานการณ์การคุกคามทางเพศบนระบบขนส่งสาธารณะในกรุงเทพมหานคร ปี 2560 จัดทำโดยเครือข่ายองค์กรทำงานเรื่องเมืองปลอดภัยเพื่อผู้หญิง ดำเนินการสำรวจโดยคณะวิจัยคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ในการสำรวจข้อมูลจากผู้ใช้บริการขนส่งสาธารณะจำนวน 1,654 คน ทั้งเพศชาย หญิง และเพศทางเลือก ที่ถูกสัมภาษณ์ตามป้ายรถเมล์ ที่สาธารณะ พบว่าร้อยละ 35 ของผู้ที่ให้ข้อมูล ระบุว่าเคยเผชิญประสบการณ์ถูกคุกคามทางเพศขณะใช้รถขนส่งสาธารณะ โดยผู้หญิงมีอัตราการถูกคุกคามทางเพศสูงสุด คิดเป็นร้อยละ 45 ของผู้หญิงที่ตอบแบบสอบถาม ขณะที่เกินครึ่งของผู้ที่รับการสำรวจบอกว่า เหตุการณ์ที่พบเกิดขึ้นในรอบไม่เกิน 1 ปี ที่ผ่านมา
สำหรับประเภทของขนส่งสาธารณะที่ผู้ตอบแบบสำรวจพบเจอการคุกคามทางเพศมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ รถเมล์ 50% รถมอเตอร์ไซค์รับจ้าง 11.4% รถแท็กซี่ 10.9% รถตู้ 9.8% และรถไฟฟ้าบีทีเอส 9.6%

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/BBC Thai
เรื่องเล่าของผู้ประสบเหตุ
น.ส.วรวรรณ ตินะลา ผู้ซึ่งเคยประสบกับการถูกคุกคามบนรถไฟฟ้าบีทีเอส เล่าถึงการคุกคามทางเพศที่ทำให้เธอเกิดความวิตกกังวลจนต้องเปลี่ยนวิถีการดำเนินชีวิต
เหตุการณ์นี้เกิดกับวรวรรณระหว่างเดินทางกลับบ้านในชั่วโมงเร่งด่วน เธอเดินทางจากสถานีเพลินจิต ระหว่างเปลี่ยนขบวนที่สถานีสยาม ขณะก้าวออกจากขบวนรถ มีหญิงคนหนึ่งสะกิดให้รู้ว่ากระโปรงของเธอขาด ตอนแรกเธอคิดว่าน่าจะมีสาเหตุจากการไปเกี่ยวกับวัตถุอื่น แต่เมื่อตรวจสอบแล้วพบว่ากระโปรงนั้นถูกกรีด ทำให้เธอรู้สึกตกใจ เนื่องจากระหว่างเดินทางเพียงแค่ 2 สถานี เธอได้ถูกกรีดกระโปรงโดยไม่รู้ตัว หลังจากนั้นผู้เห็นเหตุการณ์ได้ช่วยกันกลัดเข็มกลัด 40 ตัว และหลังจากนั้นได้แจ้งเหตุต่อเจ้าหน้าที่รถไฟฟ้า แต่ได้รับคำตอบกลับมาเพียงว่า "ไม่มีกล้องวงจรปิด"
วรวรรณยืนยันว่าการแต่งกายของเธอวันนั้นเป็นชุดเสื้อกระโปรงยาว ไม่ได้แต่งกายล่อแหลมแต่อย่างใด แต่เหตุการณ์ครั้งนั้น ก็ทำให้เธอต้องหวาดระแวง รู้สึกไม่ปลอดภัยในการเดินทาง ต้องเปลี่ยนชุดเสื้อผ้าใหม่หมด และแจ้งเพื่่อนร่วมงานที่ออฟฟิศว่าไม่ขอกลับบ้านเวลาเดิม เพียงเพื่อ "ต้องการหลุดพ้นจากผู้ที่กระทำการคุกคามทางเพศที่เธอเจอคนเก่า" ในเส้นทางกลับบ้าน

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/BBC Thai
"อย่านิ่งเฉย"
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับวรวรรณและคนอื่น ๆ เป็นที่มาของเครือข่ายเมืองปลอดภัยเพื่อผู้หญิง ซึ่งเป็นการรวมตัวขององค์การแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย แผนงานสุขภาวะผู้หญิงและความเป็นธรรมทางเพศ มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล และเครือข่ายสลัมสี่ภาค ร่วมกันผลักดัน เนื่องในวันขจัดความรุนแรงต่อสตรีสากล ที่จะถึงในวันที่ 25 พฤศจิกายนนี้ นอกจากจะเรียกร้องให้ผู้ที่พบเห็น "ไม่นิ่งเฉย" แล้ว ข้อมูลจะถูกนำไปใช้ผลักดันรัฐและเอกชนผู้ให้บริการขนส่งสาธารณะปรับปรุงกลไกการสอดส่องพฤติกรรมเช่นนี้ และการแจ้งเหตุที่จะขจัดการคุกคามบนพื้นที่สาธารณะ
ห้ารูปแบบแรกของการคุกคาม
น.ส.รุ่งทิพย์ อิ่มรุ่งเรือง ผู้จัดการฝ่ายโครงการและนโยบายองค์การแอ็คชั่นเอดส์ ระบุว่า ที่ผ่านมา ประเทศไทยยังไม่เคยมีการวิจัยเรื่องนี้ แต่เมื่อมีผลวิจัยออกมา ทำให้เห็นจำนวนตัวเลขของผู้ที่เคยถูกคุกคามบนรถโดยสารสาธารณะ และลักษณะรูปแบบของการคุกคาม
"ความปลอดภัยเกิดขึ้นได้จริง หากทุกคนในเมืองเป็นหูเป็นตา และทำอย่างไรให้พลังเงียบของคนที่เห็นเหตุการณ์เช่นนี้ส่งเสียง เพื่อให้กรุงเทพมหานครเป็นเมืองที่น่าอยู่"
สำหรับลักษณะพฤติกรรมการคุกคามทางเพศที่เจอบ่อยมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ การลวนลามด้วยสายตา เช่น การมองช้อนใต้กระโปรง การมองลงไปที่คอเสื้อ ร้อยละ 18 ตามด้วยการสัมผัสแตะเนื้อต้องตัว เข้ามาเบียดใกล้ชิด ต้อนเข้ามุม ลูบคลำ ร้อยละ 15 ผิวปากแซว พูดจาแทะโลม และพูดลามก ชวนคุยเรื่องทางเพศ ตามลำดับ ส่วนพฤติกรรมรูปแบบอื่น เช่น การโชว์อวัยวะเพศ ใช้อวัยวะเพศถูไถร่างกาย หรือการสำเร็จความใคร่ พบผู้ตอบเผชิญเหตุราวร้อยละ 2 ซึ่งแม้จะเป็นสถิติที่ไม่สูงนัก แต่ก็มีความร้ายแรง

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/BBC Thai
กระเป๋ารถเมล์ช่วยได้
ในฐานะพนักงานกระเป๋ารถเมล์ขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) นางยงค์ ฉิมพลี เล่าประสบการณ์บนรถเมล์ที่พบเห็นเหตุการณ์เช่นนี้ว่า เบาะที่นั่งเดี่ยวมักจะเป็นตำแหน่งที่ถูกคุกคามมากที่สุด คนที่นั่งในจุดนี้เมื่อถูกกระทำจะหนีตัวจนติดตัวถัง ครั้งหนึ่งสังเกตเห็นว่า มีชายพยายามเบียดตัวหันชิดเข้าไปกับไหล่ของผู้โดยสารหญิง สังเกตแล้วว่าเขาไม่ใช่สามีภรรยาแน่นอน เลยใช้วิธี "ใช้เสียง" บอกว่า "ขอโทษนะคะ ถ้ายังไม่ลง ช่วยขยับเข้าไปข้างในหน่อย" โดยเธอใช้เสียงพูดให้ผู้โดยสารอื่นได้ยินด้วย เพื่อไม่ให้เกิดการร้องเรียนว่าปฏิบัติไม่สุภาพต่อผู้โดยสาร
นางยงค์ ยังกล่าวอีกว่า ปัจจุบัน ขสมก. ได้เพิ่มการอบรมพนักงานประจำรถให้เข้าใจลักษณะการคุกคามทางเพศและแนวทางการรับมือ เพิ่มเติมจากประเด็นความปลอดภัย ที่นำไปใช้กับพนักงาน ขสมก. 13,000 คน ทั้ง 8 เขตการเดินรถ แล้ว
"เราสร้างความปลอดภัยให้กับผู้โดยสารว่าเดินทางไปกับ ขสมก. จะปลอดภัยจากการถูกคุกคามทางเพศแน่นอน" นางยงค์ กล่าว
ร่วมกันหยุดพฤติกรรมคุกคาม
นอกจากจะสำรวจประสบการณ์ที่ถูกคุกคามโดยตรงแล้ว สิ่งที่ผู้ตอบแบบสอบถามที่เคยถูกคุกคามทางเพศรับมือหรือตอบโต้ ร้อยละ 25 เลือกที่จะนิ่งเฉย หลีกเลี่ยงหรือเดินหนี ขณะที่กลุ่มผู้ตอบแบบสอบถามที่บอกว่าเคยเห็นเหตุการณ์ร้อยละ 13 ก็เลือกที่จะเลี่ยงการยุติพฤติกรรมนั้น

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/BBC Thai
ดร.วราภรณ์ แช่มสนิท ผู้จัดการแผนงานสุขภาวะผู้หญิงและความเป็นธรรมทางเพศ ที่ดำเนินงานสำรวจเชิงสถิติชุดนี้ ชี้ว่า แม้เหตุคุกคามทางเพศจะยังเกิดอย่างต่อเนื่อง แต่การที่คนทั่วไปมองว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยและมักปล่อยให้เรื่องผ่านไป ทำให้ไม่เกิดการผลักดันให้มีการแก้ปัญหา สำหรับในไทย ยังไม่มีสถิติโดยตรงที่บอกได้ว่าผู้กระทำการคุกคามทางเพศเป็นกลุ่มบุคคลเดิมหรือไม่ แต่ในต่างประเทศมีการศึกษาที่บอกว่า ผู้คุกคามเป็นผู้ที่กระทำซ้ำ ซึ่งสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการที่ "ทำแล้วไม่ได้มีใครเข้ามายุ่ง"
ดร.วราภรณ์ ชี้ว่า "หากมีการแทรกแซงยุติพฤติกรรมคุกคามทางเพศในทันที จำนวนไม่น้อยของผู้คุกคามจะหยุดกระทำพฤติกรรมนั้น คนทำ ทำเพราะว่าคิดว่า ไม่มีใครสนใจ ไม่มีใครเข้ามายุ่งอยู่แล้ว แต่พอเข้ามายุ่งเขาจะหยุดพฤติกรรม นี่เป็นแนวโน้ม ของคนที่จะช่วยได้ หรือว่าช่วยแจ้งพนักงานประจำรถ"
"บางคนไม่รู้ว่าจะเข้าแทรกแซงต่อเหตุการณ์นั้นอย่างไร อันนี้เป็นประเด็นสำคัญมากกว่า เห็นแล้วรู้สึกไม่โอเค แต่ไม่มีทักษะ ไม่รู้จะไปบอกใคร จะไปบอกพนักงานประจำรถหรือบอกคนอื่นจะสนใจไหม อันนี้เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้คนลังเล และในที่สุดก็ไม่ตัดสินใจทำอะไรเลย" ดร.วราภรณ์ กล่าว

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/BBC Thai
ขนส่งสาธารณะควรเพิ่มมาตรการความปลอดภัย
ขณะเดียวกัน ดร.วราภรณ์ มองว่าจะเรียกร้องต่อประชาชนที่ใช้บริการอย่างเดียวไม่ได้ นอกจากการติดตั้งกล้องวงจรปิด และการอบรมพนักงาน หน่วยงานที่กำกับดูแลการขนส่งสาธารณะ จะต้องมีมาตรการเชิงนโยบายที่ส่งต่อไปยังหน่วยบริการด้วย อย่างกรมการขนส่งทางบก ช่องทางรับเรื่องร้องเรียน ความไม่ปลอดภัย ปัญหาการใช้บริการ แต่ส่วนใหญ่ไปเน้นเรื่องขับรถเร็ว พนักงานบริการไม่สุภาพ แต่ไม่มีประเด็นที่จะให้ร้องเรียนเรื่องการคุกคามทางเพศ
"ถ้าเป็นหน่วยงานที่จัดบริการขนส่งสาธารณะ ต้องตระหนักเลยว่า เรื่องการคุกคามทางเพศเป็นประเด็นความไม่ปลอดภัยของผู้โดยสารผู้ใช้บริการด้วย" ดร.วราภรณ์ กล่าว
"ต้องไม่เจอคำถามที่กระทำซ้ำ"
ด้านจรีย์ ศรีสวัสดิ์ จากมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล เสริมว่า หน่วยรับเรื่องร้องเรียนต้องมีต้องทำให้ผู้เสียหายรู้สึกสบายใจที่จะก้าวออกไปเล่าสิ่งที่เจอมา "ต้องไม่เจอคำถามที่กระทำซ้ำ" และเห็นว่ากรณีการคุกคามทางเพศยังมีน้อยกรณีที่จะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เนื่องจากพนักงานสอบสวนถามหาคู่กรณี และหลักฐาน ซึ่งระบบเก็บหลักฐานอย่างกล้องวงจรปิดก็มีไม่เพียงพอ
"คำถามที่เจอ คือ แต่งตัวยังไง วาบหวิวหรือเปล่า ไปอยู่ที่เปลี่ยวทำไม คำถามเหล่านี้ต้องหมดไป บรรยากาศรับเรื่องต้องมีความเป็นมิตร ต้องให้ผู้ถูกกระทำรู้สึกสบายใจในการรับความช่วยเหลือ" จรีย์ ทิ้งท้าย











