รัสเซีย ยูเครน : 10 เหตุการณ์สำคัญตั้งแต่รัสเซียเริ่มรุกรานยูเครน จนถึงสิ้นปี 2022
- Author, เอกรินทร์ บำรุงภักดิ์
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
ใกล้จะเข้าสู่ปีใหม่แล้ว แต่การสู้รบในยูเครนยังไม่ยุติลง และเมื่อไม่กี่วันก่อนคริสต์มาส ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ของยูเครนได้เดินทางเยือนสหรัฐฯ เพื่อหารือกับประธานาธิบดีโจ ไบเดน และกล่าวต่อรัฐสภาสหรัฐฯ ด้วย ถือเป็นเหตุการณ์สำคัญอีกเหตุการณ์หนึ่ง แต่ถ้าหากนับเฉพาะเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นที่สมรภูมิรบในสงครามที่ยืดเยื้อกว่า 10 เดือนที่ผ่านมา ก็มีทั้งการสู้รบที่ดุเดือด การบุกโต้กลับของฝ่ายยูเครน และการถอนกำลังของฝ่ายรัสเซีย รวมถึงการโจมตีครั้งใหญ่อีกหลายระลอก
บีบีซีไทยรวบรวม 10 เหตุการณ์สำคัญ ตั้งแต่รัสเซียเริ่มยกทัพบุกยูเครนเมื่อ 24 ก.พ. จนถึงช่วงเข้าใกล้สิ้นปี 2022
1.รัสเซียถอนทัพออกจากเมืองโดยรอบกรุงเคียฟ
เหตุการณ์สำคัญแรกคือ รัสเซียถอนทัพออกจากเมืองโดยรอบกรุงเคียฟ และหันไปมุ่งโจมตีภูมิภาคดอนบาสทางตะวันออกแทน หลังจากที่รัสเซียเริ่มเปิดฉากบุกยูเครนอย่างเต็มรูปแบบเมื่อ 24 ก.พ. ก็มีการมุ่งหน้าบุกไปยังเมืองต่าง ๆ รวมถึงกรุงเคียฟด้วย โดยทหารรัสเซียบางส่วนได้บุกข้ามพรมแดนเบลารุสซึ่งอยู่ทางเหนือของกรุงเคียฟเข้ามาในยูเครน แต่ผ่านไปเพียงเดือนเศษ กองทัพรัสเซียก็ไม่สามารถเผด็จศึกได้ และตัดสินใจถอนทัพออกจากเมืองโดยรอบกรุงเคียฟ รวมถึงเมืองเอียร์ปิน และเมืองบูชา
กองทัพรัสเซียบุกเข้ามาถึงเมืองเอียร์ปิน ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงเคียฟเพียงแค่ 21 กม. ได้สำเร็จ แต่ไม่สามารถเคลื่อนทัพผ่านไปได้ หากพวกเขาทำสำเร็จ กรุงเคียฟจะเป็นเป้าหมายถัดไป การต้านทานที่แข็งแกร่งของกองทัพยูเครน รวมถึงการประเมินสถานการณ์ที่ผิดพลาดของรัสเซีย และปัญหาเรื่องการส่งกำลังบำรุงทำให้รัสเซียต้องถอนทัพออกไป

ที่มาของภาพ, Getty Images
ส่วนในเมืองบูชา ซึ่งอยู่ใกล้กับเอียร์ปิน ได้ปรากฏภาพที่สะเทือนใจผู้คนทั่วโลก โดยพบศพผู้ชายหลายคนในชุดพลเรือนอย่างน้อย 20 ศพ นอนเสียชีวิตอยู่ตามท้องถนน หลายศพถูกยิงจากด้านหลัง และมีเศษซากของรถถังที่ถูกเผาทิ้งจำนวนมากจอดเรียงรายอยู่
นายกเทศมนตรีของเมืองบูชา บอกว่า พบหลุมฝังศพหมู่หลายแห่ง และมีศพถูกฝังราว 280 ศพ ด้านรัสเซียปฏิเสธมาโดยตลอดว่า ไม่ได้จงใจโจมตีเป้าหมายที่เป็นพลเรือน
เหตุการณ์นี้ก็ทำให้มีการกล่าวหาฝ่ายรัสเซียว่า ก่ออาชญากรรมสงคราม
แม้จะยึดกรุงเคียฟไม่สำเร็จ แต่รัสเซียก็สามารถยึดเมืองเมลิโตโปลและเมืองแคร์ซอน ซึ่งเป็นเมืองศูนย์กลางภูมิภาคทางใต้ของยูเครนไว้ได้ ภายในเวลาอันรวดเร็ว


2.จมเรือรบมอสควา
เหตุการณ์สำคัญต่อมาคือการจมเรือรบมอสควา โดยกระทรวงกลาโหมรัสเซียแถลงว่า เรือลาดตระเวนติดอาวุธนำวิถี "มอสควา" (Moskva) ซึ่งเกิดเหตุระเบิดและเพลิงไหม้เมื่อ 14 เม.ย. ได้จมลงในทะเลดำ ขณะกำลังถูกลากจูงไปยังเมืองท่าแห่งหนึ่ง ส่งผลต่อปฏิบัติการรบทางภาคพื้นดินของรัสเซีย เพราะแม้ว่าเรือมอสควาไม่มีขีปนาวุธร่อนที่สามารถยิงเป้าหมายบนพื้นดินได้ แต่ก็ให้การป้องกันภัยทางอากาศแก่เรือลำอื่นโดยรอบ ซึ่งบรรทุกเครื่องยิงขีปนาวุธร่อนที่ใช้โจมตีเป้าหมายทางภาคใต้และภาคกลางของยูเครน ส่งผลให้กองเรือรบรัสเซียต้องถอยห่างออกจากแถบชายฝั่งยูเครนไปเล็กน้อยในช่วงนั้น
กองทัพยูเครนอ้างว่า ได้ยิงขีปนาวุธเนปจูน (Neptune) เข้าใส่เรือมอสควาที่ลอยลำอยู่ในทะเลดำ จนทำให้ได้รับความเสียหายหนัก โดยขีปนาวุธเนปจูนนั้นเป็นขีปนาวุธต่อต้านเรือรบที่ยูเครนคิดค้นและผลิตขึ้นเอง หลังจากรัสเซียผนวกดินแดนไครเมียทางตอนใต้ของประเทศในปี 2014 ซึ่งทำให้ภัยคุกคามทางทะเลต่อยูเครนเพิ่มสูงขึ้น

ที่มาของภาพ, CREATIVE COMMONS
หากคำกล่าวอ้างของยูเครนเป็นความจริง เรือมอสควาจะเป็นเรือรบลำใหญ่ที่สุดที่ถูกข้าศึกจม นับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง
3.ยึดเมืองท่ามาริอูโปล
รัสเซียใช้เวลาอยู่นานกว่าสองเดือนในการพยายามยึดเมืองท่ามาริอูโปลริมชายฝั่งทะเลอะซอฟ ซึ่งมีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ในการเชื่อมต่อคาบสมุทรไครเมียที่รัสเซียผนวกรวม กับพื้นที่ทางตะวันออกของยูเครน
โดยมีการสู้รบกันอย่างดุเดือด โดยเฉพาะรอบบริเวณโรงงานเหล็กอะซอฟสตาล ซึ่งเป็นฐานที่มั่นของฝ่ายยูเครน ฝ่ายรัสเซียได้รุกคืบเข้ามาเรื่อย ๆ จนในที่สุดก็คว้าชัยได้ในช่วงกลางเดือน พ.ค.
โดยทหารกลุ่มสุดท้ายหลายร้อยนายของฝ่ายยูเครนได้หลบซ่อนอยู่ภายในชั้นใต้ดินของโรงงานเหล็กดังกล่าวเป็นเวลานานหลายสัปดาห์โดยไม่เห็นแสงเดือนแสงตะวัน ขณะที่อาหารและน้ำได้ร่อยหรอลง และต้องยอมจำนนในที่สุด เครือข่ายอุโมงค์ใต้ดินของโรงงานเหล็กภายในพื้นที่ 10 ตารางกิโลเมตร แห่งนี้ ถูกออกแบบมาเพื่อให้ผู้คนเอาตัวรอดจากสงครามนิวเคลียร์
4.เปิดเส้นทางขนส่งสินค้าในทะเลดำ
ยูเครนเป็นประเทศที่ส่งออกธัญพืชที่สำคัญหลายอย่างทั้งน้ำมันดอกทานตะวัน ข้าวสาลี และข้าวโพด
การที่รัสเซียปิดท่าเรือต่าง ๆ ตามชายฝั่งทะเลดำของยูเครน ทำให้ราคาอาหารพุ่งสูงขึ้นทั่วโลก และเกิดการขาดแคลนอาหารจำนวนมากในประเทศที่ยากจนที่สุดบางส่วนของโลก โดยในช่วงสงครามเริ่มขึ้นไม่กี่เดือน มีธัญพืชราว 20 ล้านตันที่ยูเครนต้องการส่งออก ตกค้างอยู่ในประเทศ
ตุรกีได้เจรจาแผนการกับรัสเซียและยูเครน เพื่อเปิด "เส้นทางทางทะเล" ในทะเลดำ เพื่อให้ขนส่งสินค้าทางเรือได้อย่างปลอดภัย ในที่สุดทั้งสองฝ่ายก็ได้ลงนามกัน ส่งผลให้มีการเปิดเส้นทางนี้ได้ในวันที่ 1 ส.ค. ที่ผ่านมา
โดยตามแผนการนี้ระบุว่า ให้เรือของยูเครนนำทางเรือขนส่งธัญพืชผ่านเข้าออกน่านน้ำของท่าเรือที่มีการติดตั้งกับระเบิดไว้
ส่วนรัสเซียตกลงที่จะหยุดยิงขณะที่มีการขนส่งทางเรือ ขณะที่ตุรกีจะช่วยตรวจสอบเรือเพื่อบรรเทาความกังวลของรัสเซียว่า จะมีการลักลอบขนอาวุธ นอกจากนี้ก็อนุญาตให้ส่งออกธัญพืชและปุ๋ยของรัสเซียผ่านทางทะเลดำด้วย
แต่รัสเซียได้ประกาศถอนตัวออกจากข้อตกลงนี้แล้วในช่วงปลายเดือน ต.ค. ที่ผ่านมา

5.ถอนทัพจากเมืองทางตะวันออก
หลังจากรัสเซียมุ่งหน้าเน้นการโจมตีพื้นที่ทางตะวันออกของยูเครน รัสเซียก็ได้เผชิญกับความพ่ายแพ้อีกครั้งในช่วงเดือนกันยายน หลังจากที่ฝ่ายยูเครนได้บุกโต้กลับอย่างรวดเร็ว ทำให้รัสเซียต้องถอนทัพออกจากหลายเมืองรวมถึงเมืองคูเปียนสก์ เมืองอิซูม และเมืองบาลาคลิยา ด้านฝ่ายรัสเซียก็บอกว่า "พวกเขาไม่ได้หนี แต่เป็นการจัดทัพใหม่ที่มีการวางแผนไว้ก่อน" และยืนยันว่า ยังเดินหน้าปฏิบัติการทางทหารต่อไป
กองทัพยูเครนได้บุกเข้าไปในเมืองสำคัญอย่าง บาลาคลิยา เมื่อ 9 ก.ย. ต่อมารัสเซียได้ยืนยันการถอนทหาร เพื่อ "พยายามเสริมกำลัง" ที่แนวรบในเมืองโดเนตสก์ จากนั้น 10 ก.ย. ยูเครนได้ยึดคืนเมืองอิซูมและเมืองคูเปียนสก์
โดยเมืองอิซูม น่าจะเป็นศูนย์กลางในการส่งกำลังบำรุงที่ใหญ่ที่สุดของกองทัพรัสเซีย แม้ว่าจะสูญเสียพื้นที่จำนวนมากไปจากการบุกโต้กลับของยูเครน แต่รัสเซียยังคงยึดครองพื้นที่ของยูเครนไว้ได้ราว 1 ใน 5 ของพื้นที่ทั้งประเทศ

ที่มาของภาพ, Reuters
6.รัสเซียระดมกำลังพลเพิ่ม 300,000 นาย
หลังจากที่ถอยทัพได้ไม่นาน รัสเซียก็เริ่มเคลื่อนไหวครั้งสำคัญ โดยประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ได้ประกาศระดมพลครั้งใหญ่จำนวน 300,000 นาย ในช่วงกลางเดือน ก.ย. ซึ่งนายปูตินเน้นย้ำว่า ต้องมีทักษะเฉพาะทางที่จำเป็นต้องใช้ในการสู้รบในยูเครน โดยกำลังพลสำรองเหล่านี้รวมถึงนายทหารสำรองจำนวนมากที่บางส่วนอายุมากกว่า 60 ปี และเกษียณอายุการทำงานไปแล้วด้วย ถือเป็นการระดมพลครั้งแรกของรัสเซียนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง

ที่มาของภาพ, Reuters
นายเซอร์เก ชอยกู รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของรัสเซีย กล่าวว่า จำเป็นต้องมีทหารเสริมเพื่อปกป้องแนวหน้าของการสู้รบที่มีระยะทางราว 1,100 กม. โดยนายปูตินได้เคยกล่าวก่อนหน้านั้นแล้วว่า รัสเซียเตรียมพร้อมสำหรับการต่อสู้ที่ยืดเยื้อ
การประกาศนี้ส่งผลให้ชายชาวรัสเซียจำนวนมากพากันอพยพออกจากประเทศ เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกเรียกตัวไปสู้รบ
ขณะที่ในเวลาต่อมา ได้ปรากฏคลิปผู้นำกลุ่มแวกเนอร์ องค์กรทหารรับจ้างของรัสเซีย เข้าไปโน้มน้าวนักโทษในเรือนจำให้เข้าร่วมทำสงครามเพื่อรัสเซียด้วย
7.ทำประชามติผนวกรวม 4 ภูมิภาค
ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันกับการประกาศระดมกำลังพลนั้นเอง รัสเซียก็ได้เร่งจัดการลงประชามติผนวกรวมภูมิภาค 4 แห่งเข้าเป็นส่วนหนึ่งของรัสเซีย ได้แก่ โดเนตสก์ ลูฮันสก์ ซาปอรีเชีย และแคร์ซอน โดยบรรดาชาติตะวันตกชี้ว่า เป็นการจัดประชามติ "จอมปลอม" ที่ไร้ความชอบธรรมและละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ
จากนั้นช่วงปลายเดือน ก.ย. ประธานาธิบดีรัสเซีย ก็ได้ประกาศผนวก 4 ภูมิภาคของยูเครนเข้าเป็นส่วนหนึ่งของรัสเซียอย่างเป็นทางการ

ภูมิภาคโดเนตสก์ และภูมิภาคลูฮันสก์ หรือที่เรียกรวมกันว่า ดอนบาส อยู่ทางภาคตะวันออกของยูเครน และมีกลุ่มแบ่งแยกดินแดนที่สนับสนุนฝ่ายรัสเซียอยู่ก่อนแล้ว ส่วนภูมิภาคแคร์ซอน และภูมิภาคซาปอรีเชีย อยู่ทางใต้ ซึ่งตกอยู่ภายใต้การยึดครองของกองทัพรัสเซียบางส่วนไม่ใช่ทั้งภูมิภาค โดยพื้นที่ที่ถูกรัสเซียผนวกรวมครั้งนี้มีสัดส่วนเป็น 15% ของดินแดนทั้งหมดของยูเครน
นายปูตินอ้างว่า ประชาชนในภูมิภาคเหล่านี้ได้ "แสดงเจตจำนง" แล้ว และการผนวกดินแดนครั้งนี้เป็นเรื่องที่ไม่สามารถเจรจาต่อรองได้
8.โจมตีสะพานไครเมีย
ส่วนในไครเมีย ซึ่งเป็นคาบสมุทรทางใต้ของยูเครนที่ถูกรัสเซียผนวกรวมไปตั้งแต่ปี 2014 ก็ได้เกิดเหตุการณ์สำคัญขึ้นเมื่อ 8 ต.ค. ซึ่งเกิดเหตุระเบิดที่สะพานไครเมียที่เชื่อมระหว่างไครเมียและรัสเซีย
โดยฝ่ายรัสเซียได้กล่าวหาว่า เป็นฝีมือของฝ่ายยูเครน แต่ทางยูเครนไม่ได้ออกมาแสดงความรับผิดชอบใด ๆ โดยมีทฤษฎีเกี่ยวกับการโจมตีหลายอย่าง ทั้งการใช้รถบรรทุกระเบิดขับขึ้นไปบนสะพานเพื่อก่อเหตุ การใช้โดรนทะเลโจมตี และการยิงขีปนาวุธจากเรือในทะเลดำ

ที่มาของภาพ, UKRAINE SECURITY SERVICE HANDOUT/EPA
สะพานข้ามช่องแคบแคร์ชแห่งนี้มีความยาว 19 กิโลเมตร เป็นถนนและทางรถไฟที่เชื่อมระหว่างไครเมียและรัสเซียโดยตรงเพียงแห่งเดียว ได้รับการยกย่องจากสื่อรัสเซียว่า เป็น "การก่อสร้างแห่งศตวรรษ" โดยใช้งบประมาณในการก่อสร้างราว 115,000 ล้านบาท
ความสำคัญของสะพานนี้ในด้านการส่งเสบียงให้กับทหารรัสเซียทางใต้ของยูเครน และการส่งสินค้าที่จำเป็นและเชื้อเพลิงให้กับประชาชนที่นั่น และฐานทัพเรือที่เมืองเซวาสโตโปล ที่ตั้งของกองเรือของรัสเซียในทะเลดำ ทำให้ฝ่ายรัสเซียได้เร่งซ่อมแซมสะพานแห่งนี้
9.โจมตีสาธารณูปโภคทั่วยูเครน
การโจมตีสะพานไครเมีย ถูกรัสเซียนำมาใช้เป็นข้ออ้างในการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคที่สำคัญของยูเครนทั่วประเทศ โดยรัสเซียเริ่มถล่มเครือข่ายสายส่งไฟฟ้าของยูเครนตั้งแต่ 10 ต.ค. หลังจากพ่ายแพ้ในหลายสนามรบในยูเครน และได้เพิ่มการโจมตีมากขึ้นในช่วงเข้าใกล้หน้าหนาว
โดยในช่วงปลายเดือน ต.ค. รัสเซียได้ยิงขีปนาวุธหลายระลอกโจมตีเป้าหมายต่าง ๆ ทั่วประเทศยูเครนอีกครั้งหนึ่ง รวมถึงกรุงเคียฟด้วย ในครั้งนั้นระบบป้องกันทางอากาศของยูเครนสามารถสกัดขีปนาวุธร่อนไว้ได้ 44 ลูก จากทั้งหมด 50 ลูกที่รัสเซียยิงเข้ามา
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากรัสเซียกล่าวหายูเครนว่า ใช้โดรนจำนวนมากโจมตีกองเรือในทะเลดำในเมืองเซวาสโตโปลในไครเมีย ส่งผลให้พื้นที่ 80% ของกรุงเคียฟไม่มีไฟฟ้าและน้ำประปาใช้
การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ทำลายขวัญกำลังใจชาวยูเครนก่อนถึงฤดูหนาวที่อาจเผชิญกับอุณหภูมิติดลบ 20 องศาเซลเซียส ส่งผลให้ประชาชนนับล้านต้องขาดแคลนน้ำ ตกอยู่ในความมืดและหนาวเหน็บ

ที่มาของภาพ, EPA
โดยช่วงต้นเดือน ธ.ค. รัสเซียได้ยิงขีปนาวุธจำนวนมากโจมตีเป้าหมายทั่วยูเครนอีกครั้ง ถือเป็นครั้งที่ 8 ในรอบ 8 สัปดาห์ สร้างความเสียหายต่อสายส่งไฟฟ้าโดยเฉพาะทางตะวันออก
ยูเครนระบุว่า รัสเซียยิงขีปนาวุธเข้ามา 70 ลูก แต่ถูกสกัดไว้ได้ 60 ลูก ด้านรัฐบาลรัสเซีย ระบุว่า สามารถโจมตีเป้าหมายได้ทั้งหมด 17 แห่ง
โดยประธานาธิบดีปูติน ยืนยันว่า จะเดินหน้าโจมตีโครงสร้างพื้นฐานของยูเครนต่อไป และอ้างว่า ยูเครนเป็นฝ่ายทำลายสายส่งไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ควร์สก์และตัดระบบส่งน้ำประปาไปที่โดเนตสก์ที่รัสเซียยึดครองอยู่ก่อน
10.ถอนทัพจากแคร์ซอน
เหตุการณ์สำคัญอีกเหตุการณ์หนึ่งในสงครามครั้งนี้ก็คือ การที่รัสเซียถอนทหารออกจากเมืองแคร์ซอน ทางใต้ของยูเครน ซึ่งเป็นเมืองศูนย์กลางภูมิภาคเพียงแห่งเดียวของยูเครนที่รัสเซียยึดไว้ได้ตั้งแต่เดือน มี.ค. โดยทหารรัสเซียทยอยถอนกำลังออกไปจนหมดในวันที่ 10 พ.ย. และไปผนึกกำลังกันอยู่อีกฝั่งหนึ่งของแม่น้ำนีเปอร์
ถือเป็นการพ่ายแพ้ครั้งใหญ่ที่สุด นับตั้งแต่รัสเซียถอนทัพออกจากเมืองโดยรอบกรุงเคียฟในช่วงเริ่มต้นของสงคราม

ที่มาของภาพ, KATHY LONG/BBC
การที่ประธานาธิบดีปูตินสั่งให้ทหารรัสเซียถอนทัพออกจากแคร์ซอน เป็นเรื่องที่เหนือความคาดหมายของผู้เชี่ยวชาญบางส่วนที่คิดว่า น่าจะมีการสู้รบกันอย่างดุเดือด เพราะเมืองนี้เป็นเมืองยุทธศาสตร์สำคัญอีกแห่งหนึ่งและได้ชื่อว่า เป็น "ประตูสู่ไครเมีย" ด้วย จนทำให้พากันเกรงว่า อาจจะเป็นกับดัก หรือกลลวงของฝ่ายรัสเซีย
แต่ไม่กี่วันหลังจากนั้น ทหารยูเครนก็เข้ามาในเมืองและได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากชาวเมือง มีการฉลองกันด้วยความดีใจ ประธานาธิบดีเซเลนสกีก็ได้เดินทางเยือนเมืองนี้ด้วยเช่นกัน
ล่าสุดเมื่อ 24 ธ.ค. ทหารรัสเซียเปิดฉากโจมตีใส่แคร์ซอนอีกครั้ง โดยรัฐบาลยูเครนระบุว่า มีการระดมยิงปืนครกมาจากฝั่งซ้ายของแม่น้ำนีเปอร์ถึง 41 ครั้ง เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 11 คน และหลายสิบคนได้รับบาดเจ็บ พลเรือนต้องอพยพออกจากแคร์ซอนอีกรอบ
นี่ก็คือ 10 เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสงครามครั้งนี้ ส่วนเหตุการณ์สำคัญที่สุดที่ผู้คนจำนวนมากทั่วโลกเฝ้ารอก็คือ การยุติลงของสงครามที่ยืดเยื้อนี้ และการเจรจาสันติภาพระหว่างทั้งสองฝ่าย แต่ก็ยังไม่มีทีท่าว่า จะเกิดขึ้นในเร็ววันนี้

ที่มาของภาพ, EPA
บทความนี้ประกอบด้วยเนื้อหาจาก Google YouTube เราขอความยินยอมจากคุณก่อนใช้คุกกี้ หรือเทคโนโลยีอื่น ๆ บันทึกอะไรลงไป คุณอาจต้องอ่านนโยบายคุกกี้ของ Google YouTube และนโยบายความเป็นส่วนตัวของ Google YouTube ก่อนให้ความยินยอม หากต้องการอ่านเนื้อหานี้ โปรดเลือก "ยินยอมและไปต่อ"
สิ้นสุด YouTube โพสต์












