แรงงาน : กรมราชทัณฑ์สั่งยกเลิกงานอวน หลังมีข่าวนักโทษถูกบังคับใช้แรงงาน

ประมงไทย, TIP Report, IUU, EJF

ที่มาของภาพ, Tuwaedaniya MERINGING/AFP/Getty Images

โดย นันท์ชนก วงษ์สมุทร์

ผู้สื่อข่าวพิเศษ

กรมราชทัณฑ์สั่งยกเลิกผู้ต้องขังทำงานถักอวนทั่วประเทศ และเพิ่มค่าจ้างสำหรับบางงาน ภายใต้คำสั่ง "ปฏิรูปแรงงานผู้ต้องขัง" หลังมีรายงานว่ามีการบังคับใช้แรงงานในเรือนจำให้ผลิตอวนให้กับบริษัทเอกชน

รายงานของมูลนิธิธอมสันรอยเตอร์ (Thomson Reuters Foundation) ซึ่งเผยแพร่ก่อนหน้านี้พบว่าผู้ต้องขังในเรือนจำบางแห่งของไทยถูกบังคับให้ผลิตอวนเพื่อส่งให้บริษัทเอกชน ภายใต้การถูกข่มขู่ว่าจะมีการลงโทษ และผู้ต้องขังบางคนไม่ได้รับค่าจ้างจากการทำงาน

นายชาญ วชิรเดช รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ฝ่ายพัฒนา เปิดเผยกับบีบีซีไทยว่า เมื่อวันที่ 2 พ.ค. กรมราชทัณฑ์ได้มีหนังสือแจ้งให้เรือนจำหรือทัณฑสถานที่มีการรับจ้างทำของประเภทตาข่าย เฉพาะงานแห อวน และงานในส่วนที่เกี่ยวข้อง ให้ยกเลิกการรับจ้างงานประเภทดังกล่าว

REUTERS

ที่มาของภาพ, Reuters

"ประเด็นเกี่ยวกับการจ้างงานผู้ต้องขังเป็นสิ่งที่สังคมภายนอกมีความกังวลเกี่ยวกับการใช้แรงงานผู้ต้องขังให้ผลิตแห อวน และมีความสงสัยว่าผู้ต้องขังอาจได้รับการบังคับขู่เข็ญเพื่อให้ทำงาน กรมราชทัณฑ์จึงได้มีการปฏิรูปแรงงานผู้ต้องขังตามหลักสิทธิมนุษยชน" นายชาญ เขียนตอบบีบีซีไทย หลังจากที่อธิบดีกรมราชทัณฑ์ได้ออกคำสั่งให้มีการปฏิรูปแรงงานผู้ต้องขังในเดือนมีนาคม

รายงานของมูลนิธิธอมสันรอยเตอร์ที่เผยแพร่เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ระบุว่า เจ้าหน้าที่เรือนจำมีการลงโทษผู้ต้องขังด้วยการทุบตีด้วยกระบอง ไม่ให้อาบน้ำ หรือไม่ให้เลื่อนชั้นให้เป็นนักโทษชั้นดี ซึ่งจะส่งผลต่อการถูกปล่อยตัวจากเรือนจำเร็วขึ้น หากผลิตไม่ได้ตามเป้าที่กำหนด

กรมราชทัณฑ์ปฏิเสธว่าไม่ได้มีการบังคับใช้แรงงานในเรือนจำแต่อย่างใด

เพิ่มค่าจ้าง

ไทยมีผู้ต้องขังประมาณ 266,700 คน ในเรือนจำ 143 แห่ง ซึ่งเป็นจำนวนที่มากที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ส่วนใหญ่เป็นผู้ต้องขังจากคดียาเสพติด

กรมราชทัณฑ์บอกว่าไม่สามารถระบุจำนวนผู้ต้องขังที่ผลิตอวนได้ แต่นายบดินทร์ เสรีโยธิน ผู้อำนวยการสายการตลาด บริษัท ขอนแก่นแหอวน จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่ผลิตแหอวนที่ใหญ่ที่สุดของไทย บอกกับบีบีซีไทยว่า "เกือบทุกเรือนจำในไทย" มีการรับจ้างผลิตอวน และประเมินว่ามีผู้ต้องขัง "ร่วมแสน" ที่ทำงานถักอวนในเรือนจำ

getty

ที่มาของภาพ, Getty Images

รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ระบุว่า เมื่อสัญญาที่เกี่ยวข้องกับการผลิตอวนสิ้นสุดลงภายในเดือนกันยายน กรมราชทัณฑ์ไม่อนุญาตให้ต่อสัญญางานอีกต่อไป และผู้ต้องขังที่เคยทำงานดังกล่าวจะเข้าสู่กระบวนการจำแนกลักษณะผู้ต้องขังเฉพาะราย ซึ่งจะมีคณะกรรมการนักวิชาชีพของเรือนจำร่วมกันพิจารณาจัดสรรให้ผู้ต้องขังเข้ารับการฝึกวิชาชีพหรือทำงานที่เหมาะสมกับลักษณะเฉพาะของผู้ต้องขังแต่ละราย

เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา อธิบดีกรมราชทัณฑ์ได้มีข้อสั่งการปฏิรูปแรงงานผู้ต้องขัง โดยให้มีการแต่งตั้งที่ปรึกษาและคณะกรรมการปฏิรูประบบการทำงานของผู้ต้องขัง เพื่อศึกษาระบบการทำงานของผู้ต้องขังตามแนวปฏิบัติขององค์การสหประชาชาติว่าด้วยการปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง ที่รู้จักกันในนาม "ข้อกำหนดเนลสัน แมนเดลา" ซึ่งข้อกำหนดดังกล่าว เรียกร้องให้รัฐสมาชิกจัดให้มี "ระบบจ่ายค่าตอบแทนในการทำงานของผู้ต้องขังอย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม"

ล่าสุด ข้อมูลจากกรมราชทัณฑ์ที่ส่งให้บีบีซีไทยระบุว่า เรือนจำบางแห่งได้ประกาศว่าจะขึ้นค่าจ้าง 3-30% สำหรับงานบางอย่าง ซึ่งรวมไปถึงงานถักอวน พับถุง ปักผ้า และถักโครเชต์

ก่อนหน้านี้มูลนิธิธอมสันรอยเตอร์รายงานว่า ผู้ต้องขังส่วนใหญ่ที่ผลิตอวนได้รับค่าจ้างประมาณ 30 บาทต่อเดือน แต่บางคนบอกว่าไม่ได้ค่าจ้างเลย

ผลกระทบต่อผู้บริโภค

มูลนิธิธอมสันรอยเตอร์ ได้ส่งคำขอข้อมูลข่าวสารไปยังเรือนจำ 142 แห่ง โดยมี 54 แห่งที่เปิดเผยสัญญาจ้างกับบริษัทหรือบุคคลเพื่อผลิตอวน

เรือนจำอีก 30 แห่งได้เปิดเผยสัญญาจ้างกับบริษัทเพื่อผลิตสินค้าประเภทอื่น ในขณะที่เรือนจำที่เหลือไม่ได้ตอบรับหรือระบุว่าไม่มีการใช้แรงงานผู้ต้องขัง

เรือนจำส่วนใหญ่ที่เปิดเผยสัญญาจ้าง ได้ปิดชื่อบริษัทและผู้ว่าจ้าง โดยอ้างถึงคำสั่งจากกรมราชทัณฑ์ แต่มูลนิธิธอมสันรอยเตอร์ได้รายชื่อผู้ว่าจ้างบางรายหลังจากที่ยื่นอุทธรณ์ต่อสำนักงานคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ

หนึ่งในผู้ว่าจ้างคือบริษัทขอนแก่นแหอวน ซึ่งส่งตาข่ายจากโรงงานไปยังเรือนจำต่าง ๆ เพื่อให้ผู้ต้องขังผลิตเป็นอวนสำเร็จรูป

KKF

ที่มาของภาพ, KKF

คำบรรยายภาพ, ผู้ผลิตเชื่อว่าชาวประมงอาจต้องเผชิญปัญหาราคาอวนแพงขึ้น

นายบดินทร์ กล่าวว่า บริษัทพร้อมที่จะปฏิบัติตามเงื่อนไขของกรมราชทัณฑ์ ซึ่งงานเก่าจะทยอยเสร็จในเดือนหน้า (ก.ค.) เป็นส่วนใหญ่ และหลังจากนั้นจะไม่มีการรับงานใหม่ แต่แรงงานในเรือนจำจะขาดรายได้ทันที เนื่องจากอวนเป็นงานที่ต่อเนื่องและอยู่ในเรือนจำมาเป็นระยะเวลานาน การจะหางานอื่นไปแทนทันทีคงทำได้ยาก

ส่วนอีกฝั่งที่จะกระทบคือชาวประมงที่เผชิญกับสินค้าขาดตลาดจากการขาดแคลนแรงงานในการผลิตอวน ทำให้สินค้าถูกปรับราคาขึ้น

"อวนกุ้งกับอวนปูไม่มีวิธีจับอย่างอื่น ต้องจับแบบนี้ และผมว่าปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า ราคากุ้งกับปูจะดีดขึ้นมาก" นายบดินทร์กล่าวกับบีบีซีไทย

"การหาแรงงานเป็นแสนคนไม่ง่าย สุดท้ายชาวประมงกับประชาชนก็โชคร้าย"

ทาสยุคใหม่

เป็นเวลาหลายปีที่ไทยได้รับแรงกดดันให้แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมอาหารทะเลมูลค่านับพันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งรวมไปถึงปัญหาด้านการค้ามนุษย์ การบังคับใช้แรงงาน และความรุนแรงบนเรือประมงและในโรงงานแปรรูป

ในปี 2557 รัฐบาลได้เสนอให้มีการส่งผู้ต้องขังที่ยินยอมและเหลือโทษจำคุกน้อยกว่าหนึ่งปี ให้ทำงานบนเรือประมงเพื่อทุเลาปัญหาการขาดแคลนแรงงานและแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์

แต่แผนดังกล่าวถูกยกเลิกหลังจากที่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากองค์กรด้านสิทธิแรงงาน และในไม่กี่ปีที่ผ่านมา ไทยมีการปรับปรุงการจัดการปัญหาแรงงานทาสยุคใหม่ (modern slavery) ซึ่งเป็นคำใหม่ที่ครอบคลุมทั้งการค้ามนุษย์ แรงงานบังคับ แรงงานเด็ก แรงงานทาสยุคเก่า ค้าประเวณี และการบังคับให้แต่งงาน

KKF

ที่มาของภาพ, KKF

ในรายงานประจำปีฉบับล่าสุด สหรัฐฯ ระบุว่าไทยมีความพยายามอย่างยิ่งในการกำจัดการค้ามนุษย์ รวมถึงการพัฒนาความร่วมมือกับภาคประชาสังคม ทว่าการทุจริตโดยเจ้าหน้าที่รัฐยังคงบ่อนทำลายความพยายามในการป้องกันการค้ามนุษย์

ดัชนีทาสโลกปี 2018 โดยมูลนิธิวอล์กฟรี (Walk Free Foundation) ประเมินว่ามีผู้ที่ตกอยู่ในสภาวะของการเป็นทาสยุคใหม่ในประเทศไทยราว 610,000 คน

มูลนิธิวอล์กฟรียังจัดให้ไทยอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีความเสี่ยงสูงของแรงงานทาสในอุตสาหกรรมประมง โดยงานวิจัยปี 2559 ของฮิวแมนไรท์วอทช์ ระบุว่า 76% ของแรงงานในอุตสาหกรรมประมงไทยติดหนี้ 31.5% ถูกบังคับให้ทำงาน 15.7% ถูกทำร้ายร่างกาย และ 6.5% ถูกหลอกลวงให้มาทำงานที่ไทย

ยื่นข้อเรียกร้องต่อสหรัฐฯ

เมื่อเดือนกุมภาพันธุ์ที่ผ่านมา องค์กรทางด้านสิทธิมนุษยชนทั้งในและต่างประเทศได้ยื่นข้อเรียกร้องให้หน่วยงานศุลกากรและป้องกันพรมแดงสหรัฐฯ (U.S. Customs and Border Protection หรือ CBP) ระงับการนำเข้าอวนจากผู้ผลิตสองรายในไทย

ภายใต้กฎหมายภาษีของสหรัฐฯ สินค้าที่ผลิตโดยใช้แรงงานบังคับหรือแรงงานผู้ต้องขังจะไม่สามารถนำเข้ามาในประเทศได้ และ CBP มีอำนาจในการออกคำสั่งระงับการนำเข้าสินค้าดังกล่าว

ที่ผ่านมา องค์กรสิทธิมนุษยชนได้ใช้กฎหมายดังกล่าวในการเรียกร้องให้มีการขจัดการบังคับใช้แรงงานและการใช้แรงงานผู้ต้องขังในเรือนจำที่เกี่ยวข้องกับห่วงโซ่อุปทานโลก

แรงงานต่างด้าวที่ทำงานในตลาดค้าส่งอาหารทะเลแห่งหนึ่งใน จ.สมุทรสาคร

ที่มาของภาพ, Reuters

ตั้งแต่เดือน ต.ค. 2563 ถึง ก.ย. 2564 CBP ได้ระงับการนำเข้าสินค้ากว่า 1,469 ครั้ง ซึ่งมีมูลค่าประมาณ 486 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่ถูกกล่าวหาว่ามีการบังคับใช้แรงงาน

ก่อนหน้านี้ กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ ได้บอกกับมูลนิธิธอมสันรอยเตอร์ว่า กระทรวง "มีความกังวลเกี่ยวกับข้อกล่าวหาที่มีการใช้แรงงานผู้ต้องขังในไทยผลิตอวนให้บริษัทเอกชน" และพระราชบัญญัติภาษีของสหรัฐฯ ไม่อนุญาตให้มีการนำเข้าสินค้าที่ผลิตโดยแรงงานผู้ต้องขังหรือแรงงานบังคับ

นายบดินทร์จากบริษัทขอนแก่นแหอวนบอกกับบีบีซีไทยว่า อวนที่ผลิตในเรือนจำทั้งหมดขายในประเทศและในกลุ่มประเทศอาเซียน

"รัฐบาลไทยต้องเอาจริง"

แม้ว่าองค์กรต่าง ๆ จะแสดงความยินดีต่อการแก้ไขปัญหาในครั้งนี้ของรัฐบาลไทย แต่พวกเขามองว่ายังมีอีกหลายอย่างที่ต้องทำเพื่อยุติการบังคับใช้แรงงานในเรือนจำ

องค์กร Global Labor Justice-International Labor Rights Forum (GLJ-ILRF) ซึ่งเป็นหนึ่งในองค์กรด้านสิทธิแรงงานที่ยื่นข้อเรียกร้องไปที่ CBP ระบุว่า รัฐบาลควรเปิดเผยข้อค้นพบของคณะกรรมการแรงงาน ควรทำให้อัตราค่าจ้างผู้ต้องขังเป็นไปตามค่าจ้างขั้นต่ำ และอนุญาตให้หน่วยตรวจประเมินอิสระเข้าถึงเรือนจำทุกแห่ง

นอกจากนั้นยังควรพิจารณาให้การเยียวยาผู้ต้องขังที่ถูกแสวงหาผลประโยชน์จากการถักอวนในอดีต

"กรณีนี้แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลไทยต้องเอาจริงในการตรวจสอบและเอาผิดบริษัทไทยที่แสวงหากำไรจากการบังคับใช้แรงงานในห่วงโซ่อุปทาน" เจเจ โรเซนบอม ผู้อำนวยการ GLJ-ILRF กล่าวกับบีบีซีไทย

นักโทษราว 560,000 คน เป็นเหยื่อของการใช้แรงงานบังคับเพื่อประโยชน์ของบุคคลหรือบริษัทเอกชนในปี 2559 ซึ่งเป็นสถิติที่ใหม่ที่สุดจากองค์กรต่อต้านการใช้แรงงานทาส Alliance 8.7

อานาซูยา ชยาม ที่ปรึกษาด้านสิทธิมนุษยชนและนโยบายการค้า องค์กร Human Trafficking Legal Center ซึ่งเป็นองค์กรที่ให้ความช่วยเหลือด้านคดีแก่ผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ กล่าวว่า ผู้ต้องขังไม่ควรถูกบังคับให้ทำงาน และคนที่สมัครใจที่จะทำงานควรได้รับค่าจ้างขั้นต่ำหรือมากกว่านั้น

"การบังคับใช้แรงงานเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งไม่ควรจะเกิดขึ้นในไทยหรือประเทศอื่น...รัฐบาลจะต้องไม่แสวงหาผลประโยชน์จากบุคคลที่ถูกคุมขังให้เป็นแรงงานบังคับ ทุกคนมีสิทธิการทำงานที่มีคุณค่า"

ความหวังของผู้ต้องขัง

กรมราชทัณฑ์ไม่อนุญาตให้ผู้สื่อข่าวเข้าไปสัมภาษณ์ผู้ต้องขังในเรือนจำ แต่บีบีซีไทยได้ติดต่อเพชร ซึ่งเคยทำงานถักอวนในขณะที่อยู่ในเรือนจำในจังหวัดสงขลา ก่อนที่จะได้รับการปล่อยตัวในปี 2562

ในระหว่างนั้น เพชรบอกว่า เขาเห็นผู้ต้องขังคนอื่นถูกเตะและตีเวลาที่ไม่สามารถผลิตได้ตามเป้าในแต่ละวัน และผู้ต้องขังจะได้ค่าจ้างในการถักอวน 80-150 บาททุก 6 เดือน ขึ้นอยู่กับชั้นของผู้ต้องขัง ซึ่งตัวเขาเองได้ค่าจ้างในการถักอวน 80 บาททุก 6 เดือน และต่อมาได้เดือนละ 80 บาท

"แต่ก็ไม่คุ้มค่ากับสิ่งที่เราทำอยู่ดี มันหนักเกิน" ชายวัย 28 ปี ซึ่งขอให้ระบุเพียงชื่อเล่น กล่าว

เพชรบอกว่าเขาได้โทรหาพี่ชายที่อยู่ในเรือนจำจังหวัดสงขลาเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา โดยพี่ชายของเขาบอกว่า ทางเรือนจำเพิ่งประกาศยกเลิกการถักอวนเมื่อไม่กี่วันก่อน

นั่นทำให้เพชรมีความหวังว่ากรมราชทัณฑ์จะดำเนินการตามคำสั่งและมาตรการที่ประกาศออกมา

"มองว่าดี เพราะนักโทษจะได้ไม่เหนื่อย เพราะอวนมันให้เย็บเยอะเกินไป แล้วทำให้ลำบาก พอไม่เสร็จก็โดน(ลงโทษ) พอยกเลิกก็น่าจะอยู่ได้ดีขึ้นเยอะ" เขากล่าวทิ้งท้าย