อุยกูร์ : แฟ้มลับตำรวจซินเจียงเผยตัวตนและเรื่องราวชาวอุยกูร์ที่ถูกคุมขังในซินเจียง

composite image of police images
    • Author, โดย จอห์น ซัดเวิร์ธ
    • Role, บีบีซีนิวส์

จากข้อมูลมหาศาลที่ถูกแฮ็กออกมาจากเซิร์ฟเวอร์ตำรวจในเขตปกครองตนเองซินเจียงของจีน มีทั้งรูปหลายพันรูปจากระบบค่ายกักขังขนาดใหญ่ที่ถูกปกปิดเป็นความลับ และเอกสารที่ระบุนโยบายสั่งยิงใครก็ตามที่พยายามหนีออกมาไม่ให้มีชีวิตรอด

บีบีซีได้แฟ้มข้อมูลที่ขณะนี้เรียกกันว่า "แฟ้มตำรวจซินเจียง" (Xinjiang Police Files) มาในปีนี้ และหลังจากใช้เวลาหลายเดือนในการสืบค้นและยืนยันข้อมูล แฟ้มนี้ได้เผยให้เห็นข้อมูลเชิงลึกใหม่ ๆ ที่สำคัญเกี่ยวกับการกักขังชาวอุยกูร์ และชนกลุ่มน้อยเชื้อสายเติร์ก

การเผยแพร่รายงานนี้มีขึ้นในจังหวะเดียวกับที่มิเชล บาเชเลต์ ข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ เดินทางไปถึงจีนเมื่อไม่นานมานี้ โดยผู้วิพากษ์วิจารณ์หลายคนกังวลว่าแผนการเดินทางของเธอจะถูกควบคุมอย่างใกล้ชิดโดยรัฐบาลจีน

แฟ้มข้อมูลนี้เปิดเผยสิ่งต่าง ๆ ในเชิงลึกมากกว่าที่เคยมีมา "ค่ายปรับทัศนคติ" และเรือนจำของจีนถูกใช้แยกกันแต่ก็เป็นระบบที่เชื่อมโยงกันในการกักขังชาวอุยกูร์ ซึ่งนำไปสู่ความเคลือบแคลงสงสัยอย่างยิ่งต่อสิ่งที่รัฐบาลจีนเปิดเผยต่อสาธารณะ

รัฐบาลอ้างว่า "ค่ายอบรมให้การศึกษาใหม่" (re-education camps) ที่สร้างขึ้นทั่วซินเจียง ตั้งแต่ปี 2017 ไม่ได้เป็นอะไรไปมากกว่า "โรงเรียน" แต่นี่เป็นเรื่องตรงกันข้ามจากที่เห็นในคำสั่งตำรวจ เวรรักษาความปลอดภัย และรูปถ่ายของผู้ถูกคุมขังที่ไม่เคยมีใครเคยเห็นมาก่อน

นอกจากนี้ยังมีการใช้ข้อหาก่อการร้ายอย่างแพร่หลายทำให้คนหลายพันคนถูกส่งเข้าเรือนจำ แฟ้มข้อมูลนี้เผยให้เห็นว่ามันถูกใช้เป็นวิธีการคู่ขนานไปกับค่ายกักกันผู้คน โดยตำรวจตั้งข้อหารุนแรงและใช้อำนาจตามอำเภอใจ

ข้อมูลเหล่านี้เป็นหลักฐานที่หนักแน่นที่สุดเท่าที่เคยมีมาชุดหนึ่งเกี่ยวกับนโยบายที่มุ่งเป้าไปที่การแสดงออกถึงอัตลักษณ์และวัฒนธรรมของชาวอุยกูร์ หรือการนับถือศาสนาอิสลาม และมีการบัญชาการไล่ลงมาเป็นทอด ๆ จากประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำจีน

Short presentational grey line

ในแฟ้มข้อมูลที่ถูกแฮ็กออกมามีรูปชาวอุยกูร์มากกว่า 5,000 รูป ที่ถ่ายช่วงเดือน ม.ค. ถึง ก.ค. ปี 2018

หลังจากใช้ข้อมูลอื่นประกอบ เราพบว่ามีอย่างน้อย 2,884 คนที่ถูกกักขัง

และสำหรับคนที่ถูกระบุว่าอยู่ในค่ายอบรมเพื่อให้การศึกษาใหม่ มีสัญญาณบ่งบอกว่าพวกเขาไม่ได้เป็น "นักเรียน" ที่เต็มใจเข้ารับการอบรมในค่ายอย่างที่ทางการจีนอ้างมานาน

รูปจากค่ายอบรมให้การศึกษาใหม่บางรูป มีภาพเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่ยืนถือกระบองอยู่ข้าง ๆ ติดมาด้วย อย่างไรก็ดี เจ้าหน้าที่ทางการระดับสูงของจีนปฏิเสธมาตลอดว่าไม่ได้มีการบังคับขู่เข็ญแต่อย่างใด

"ความจริงคือศูนย์การศึกษาและการฝึกในซินเจียงเป็นโรงเรียนที่ช่วยให้ผู้คนเป็นอิสระจากแนวคิดที่สุดโต่ง" หวัง อี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศจีน ระบุเมื่อปี 2019

หลายคนถูกกักขังเพียงเพราะแสดงออกว่านับถือศาสนาอิสลาม หรือเพราะเดินทางไปประเทศที่มีประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิม

Tajigul Tahir, 60, was detained for re-education, October 2017 after being accused of "illegal preaching"
คำบรรยายภาพ, ทาจิกุล ทาฮีร์ อายุ 60 ปี ถูกกักขังเพื่อเข้ารับการศึกษาใหม่ เมื่อเดือน ต.ค. ปี 2017 หลังถูกกล่าวหาว่า "สอนศาสนาโดยผิดกฎหมาย"

นอกจากมีการข่มขู่ใช้กำลังให้เห็นในเบื้องหลัง รูปของผู้หญิงคนนี้สะท้อนให้เห็นว่ามีการตีตราว่าคนคนหนึ่งมีความผิดเพียงเพราะมีความเชื่อมโยงกับคนอื่น (guilt by association) อย่างแพร่หลาย

เอกสารในแฟ้มข้อมูลนี้ระบุว่าลูกชายของ ทาจิกุล ทาฮีร์ (Tajigul Tahir) "มีความเชื่อทางศาสนาอย่างรุนแรง" เพียงเพราะเขาไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และไม่สูบบุหรี่ นี่เป็นผลทำให้เขาถูกจำคุกเป็นเวลา 10 ปีด้วยข้อหาก่อการร้าย

ตัวเธออยู่ในรายชื่อ "ญาติของผู้ถูกคุมขัง" โดยถือเป็นหนึ่งในคนหลายพันคนที่ตกเป็นผู้ต้องสงสัยเพราะ "อาชญากรรม" ของสมาชิกในครอบครัว

This composite image contains 2,884 photographs of detainees from the cache
คำบรรยายภาพ, รูปนี้ประกอบไปด้วยรูปผู้ถูกคุมขัง 2,884 คน

รูปเหล่านี้เป็นภาพบันทึกเกี่ยวกับสมาชิกในสังคมชาวอุยกูร์ที่ถูกรวบตัวส่งไปอยู่ในค่ายกักกันและเรือนจำ

The youngest, Rahile Omer, was only 15 at the time of her detention.
คำบรรยายภาพ, ราไฟล์ โอเมอร์ (Raphile Omer) อายุแค่ 15 ปี ขณะที่ถูกคุมขัง
1px transparent line
The oldest, Anihan Hamit, was 73 at the time of her detention
คำบรรยายภาพ, ผู้ที่มีอายุมากที่สุดคือ แอนิฮาน ฮามิต (Anihan Hamit) ซึ่งในขณะที่ถูกคุมขัง มีอายุ 73 ปี
Short presentational grey line

ใน "แฟ้มตำรวจซินเจียง" (Xinjiang Police Files) - ชื่อที่สมาคมผู้สื่อข่าวนานาชาติซึ่งบีบีซีเป็นสมาชิกกำหนดขึ้น - มีทั้งรูปและเอกสารนับหมื่นชิ้น

ในจำนวนนั้น มีคำพูดของเจ้าหน้าที่ทางการอาวุโสที่ถูกเก็บเป็นความลับ คู่มือภายในองค์กรตำรวจ ข้อมูลเรื่องบุคลากร รายละเอียดการกักขังชาวอุยกูร์มากกว่า 20,000 คน และรูปภาพจากสถานที่ที่มีความอ่อนไหวมาก

An image from inside the rarely seen confines of a detention centre, which appears to show Uyghurs being "re-educated"
คำบรรยายภาพ, ภาพจากภายใน "ค่ายปรับทัศนคติ"

ผู้ที่นำของแฟ้มข้อมูลนี้มาเผยแพร่อ้างว่าได้ทำการแฮ็ก ดาวน์โหลด และถอดรหัส จากเซิร์ฟเวอร์คอมพิวเตอร์ตำรวจหลายแห่งในเขตปกครองตนเองซินเจียง ก่อนที่จะส่งต่อข้อมูลมาให้ ดร.เอเดรียน เซนซ์ นักวิชาการจากมูลนิธิรำลึกเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายจากลัทธิคอมมิวนิสต์ (Victims of Communism Memorial Foundation) เขาเป็นบุคคลต้องห้ามของรัฐบาลจีนเพราะทำงานวิจัยเรื่องเขตปกครองตนเองซินเจียง

ดร.เซนซ์ ได้ส่งต่อข้อมูลนี้ให้กับบีบีซี แม้ว่าบีบีซีสามารถติดต่อผู้ที่นำแฟ้มข้อมูลนี้มาเผยแพร่ได้โดยตรง แต่เขาไม่เต็มใจที่จะเปิดเผยตัวตนและที่อยู่

ไม่มีเอกสารที่ถูกแฮ็กออกมาชิ้นไหนที่ลงวันที่หลังปี 2018 โดยเป็นไปได้ว่าเป็นผลจากคำสั่งที่ออกมาในช่วงต้นปี 2019 กำหนดให้ปรับมาตรฐานการเข้ารหัสข้อมูลเกี่ยวกับเขตปกครองซินเจียงให้รัดกุมขึ้น นั่นอาจทำให้แฮ็กเกอร์รายนี้ไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลที่ใหม่กว่านั้นได้

ดร.เซนซ์ ได้เขียนบทความเกี่ยวกับ "แฟ้มตำรวจซินเจียง" ซึ่งผ่านการตรวจทานโดยผู้เชี่ยวชาญคนอื่นแล้ว ตีพิมพ์ในวารสารแห่งสมาคมยุโรปเพื่อจีนศึกษา (Journal of the European Association for Chinese Studies) และได้เผยแพร่ภาพผู้ถูกคุมขังทั้งหมดรวมถึงหลักฐานบางส่วนทางโลกออนไลน์

"เนื้อหาไม่ได้ถูกตัดออก มันทั้งดิบ ไม่มีการลดทอน และประกอบไปด้วยหลายสิ่งหลายอย่าง เรามีทุกอย่าง" นักวิชาการคนนี้บอกกับบีบีซี

"เรามีเอกสารลับ คำพูดของผู้นำคนต่าง ๆ ที่พูดอย่างเปิดเผยว่าจริง ๆ แล้วพวกเขาคิดยังไง เรามีตารางต่าง ๆ เรามีรูปภาพ ไม่เคยมีอะไรแบบนี้เกิดขึ้นมาก่อน และมันได้ทำลายความพยายามโฆษณาชวนเชื่อของจีน"

นอกจากรูปภาพของผู้ถูกคุมขังแล้ว แฟ้มตำรวจซินเจียงยังมีเอกสารอีกชุดหนึ่งที่เผยให้เห็นว่าค่ายที่จีนพยายามบอกว่าเป็นโรงเรียนฝึกอาชีพเหล่านี้เป็นเหมือนเรือนจำ

คู่มือปฏิบัติของตำรวจระบุถึงการให้เจ้าหน้าที่พกอาวุธในทุกพื้นที่ในค่าย การวางตำแหน่งปืนกลและปืนไรเฟิลบนหอตรวจการ และมีนโยบายสั่งยิงใครก็ตามที่พยายามหนีออกมาไม่ให้รอดชีวิต

ผ้าปิดตา, กุญแจมือ และโซ่ตรวน เป็นข้อบังคับสำหรับ "นักเรียน" ทุกคนที่ถูกย้ายไปศูนย์อื่น หรือแม้กระทั่งไปโรงพยาบาล

a detainee surrounded by armed police and military, pointing their guns
Short presentational grey line

หลายทศวรรษมาแล้ว ซินเจียงได้ผ่านวงจรของการเคลื่อนไหวเพื่อแบ่งแยกดินแดนที่คุกรุ่น ความรุนแรงที่เกิดขึ้นเป็นระยะ ๆ และความพยายามของรัฐบาลในการควบคุมอย่างเข้มงวดขึ้น

แต่รัฐบาลได้เปลี่ยนนโยบายเรื่องนี้ไปอย่างสิ้นเชิง หลังจากปี 2013 และ 2014 ที่เกิดเหตุโจมตีสองครั้งซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิต โดยพุ่งเป้าไปที่ผู้ที่สัญจรไปมาในกรุงปักกิ่งและเมืองคุนหมิง ซึ่งรัฐบาลโทษว่าเป็นฝีมือของชาวอุยกูร์ที่ต้องการแบ่งแยกดินแดนและชาวมุสลิมหัวรุนแรง

รัฐเริ่มเห็นว่าวัฒนธรรมอุยกูร์เป็นปัญหา และภายในไม่กี่ปี "ค่ายปรับทัศนคติ" ขนาดใหญ่หลายร้อยแห่งเริ่มปรากฏบนภาพถ่ายดาวเทียม โดยชาวอุยกูร์ถูกส่งไปยังสถานที่เหล่านี้โดยไม่ได้ผ่านกระบวนการพิจารณาคดี

Map showing Tekes detention centre

ระบบเรือนจำในซินเจียงเองก็ถูกขยับขยายอย่างกว้างขวาง และถูกใช้เป็นอีกหนทางหนึ่งในการควบคุมอัตลักษณ์ของชาวอุยกูร์ หลังจากถูกนานาชาติวิจารณ์การไร้ซึ่งกระบวนการทางกฎหมายในค่ายกักกันต่าง ๆ

จากไฟล์ตาราง 452 ชุด เราได้เห็นการใช้แนวทางสองอย่างนี้ร่วมกันอย่างชัดเจน โดยมีการระบุชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัว ของชาวอุยกูร์มากกว่า 2.5 แสนคน โดยบอกว่ามีใครบ้างที่ถูกคุมขัง ในสถานที่ประเภทไหน และด้วยเหตุผลอะไร

ข้อมูลเหล่านี้ทำให้เห็นว่ามีการจับคนเข้าไปคุมขังในค่ายและเรือนจำอย่างไม่หยุดหย่อน มีรายละเอียดที่ชี้ให้เห็นว่า เจ้าหน้าที่ทางการจีนได้สอดส่องสังคมชาวอุยกูร์อย่างอคติ -โดยใช้ข้อมูลจากเครื่องมือสอดส่องของรัฐเป็นตัวช่วย - และจับกุมและควบคุมตัวผู้คนโดยพลการ

มีตัวอย่างนับไม่ถ้วนของการที่คนถูกลงโทษย้อนหลังจาก "อาชญากรรม" ที่เกิดขึ้นหลายปีมาแล้ว หรือแม้กระทั่งหลายทศวรรษก่อน อาทิ ชายคนหนึ่งถูกจำคุก 10 ปี ในปี 2017 จากการ "เรียนคัมภีร์ศาสนาอิสลามกับย่าของเขา" เพียงไม่กี่วันเมื่อปี 2010

คนหลายร้อยตกเป็นเป้าจากการใช้มือถือ - ส่วนใหญ่แล้วจากการฟัง "การสอนศาสนาที่ผิดกฎหมาย" หรือการติดตั้งแอปพลิเคชันที่ต้องเข้ารหัสในมือถือ

มีคนอื่น ๆ ที่ถูกตัดสินจำคุกนับ 10 ปี โทษฐานที่ไม่ได้ใช้เครื่องมือสื่อสารมากพอ โดยมีมากกว่าร้อยกรณีที่โดนลงโทษเพราะ "เงินในมือถือหมด" ซึ่งทางการบอกว่าเป็นสัญญาณว่าผู้ใช้พยายามหลบหลีกการสอดส่องของรัฐ

ไฟล์ตารางระบุข้อมูลว่ามีการสืบค้นเรื่องราวชีวิตของผู้คนเหล่านี้อย่างละเอียดเพื่อหาข้ออ้างเล็ก ๆ น้อย ๆ ซึ่งถูกนำไปเปลี่ยนเป็นข้อหาที่นิยามไว้อย่างกว้างที่สุด อาทิ "หาเรื่องทะเลาะวิวาท" หรือ "รบกวนความสงบสุขในสังคม" และจากนั้นก็ถูกลงโทษด้วยข้อหาร้ายแรงอย่างการก่อการร้าย ต้องถูกคุมขัง 7 ปี 10 ปี 25 ปี ฯลฯ

ในไฟล์ตาราง มีการระบุว่า เทอร์ซัน คาดีร์ (Tursun Kadir) สอนและศึกษาคัมภีร์ศาสนาอิสลามในช่วงทศวรรษ 80 และไม่กี่ปีที่ผ่านมา เขามีความผิดฐาน "ไว้เคราโดยได้อิทธิพลมาความคิดสุดโต่งทางศาสนา"

ชายวัย 58 ปี ผู้นี้ถูกสั่งจำคุก 16 ปี 11 เดือน รูปจากแฟ้มเอกสารเป็นภาพเขาช่วงก่อนและหลังที่รัฐจีนจะพิจารณาว่าการแสดงออกถึงอัตลักษณ์ความเป็นอุยกูร์เป็นเรื่องผิดกฎหมาย

Tursun Kadir was jailed for "growing a beard under the influence of religious extremism"
คำบรรยายภาพ, เทอร์ซัน คาดีร์ มีความผิดฐาน "ไว้เคราโดยได้อิทธิพลมาความคิดสุดโต่งทางศาสนา"

ชายวัย 58 ปี ผู้นี้ถูกสั่งจำคุก 16 ปี 11 เดือน

รูปจากแฟ้มเอกสารเป็นภาพเขาช่วงก่อนและหลังที่รัฐจีนจะพิจารณาว่าการแสดงออกถึงอัตลักษณ์ความเป็นอุยกูร์เป็นเรื่องผิดกฎหมาย

Short presentational grey line

แฟ้มตำรวจซินเจียงแสดงให้เห็นว่าการสอดส่องตรวจตราไม่ได้ส่งผลกระทบต่อคนที่อยู่ในค่ายกักกันและเรือนจำเท่านั้น

แต่รูปถ่ายแสดงให้เห็นว่าชาวอุยกูร์ที่ยังอาศัยอยู่ที่บ้านอีกจำนวนมากถูกเรียกตัวมาถ่ายรูป โดยมีทั้งคนสูงอายุไล่ไปจนถึงเด็ก ๆ

พวกเขาถูกเรียกมาที่สถานีตำรวจอย่างไม่เป็นเวลา บางรายถูกเรียกมากลางดึก

ระบบการตั้งชื่อไฟล์ที่ใช้เหมือนกับรูปที่ถ่ายในค่ายกักกันและเรือนจำ ชี้ให้เห็นความเป็นไปได้ว่าข้อมูลถูกนำไปใช้สำหรับเทคโนโลยีจดจำใบหน้าที่ทางการจีนกำลังติดตั้งอยู่ในขณะนั้น

เราไม่อาจทราบได้จากหน้าตาของพวกเขาว่าพวกเขารู้ว่ามีค่ายกักกันที่เขาหลายพันคนหายเข้าไปหรือไม่ แต่ไฟล์ตารางที่มีทำให้เห็นชัดเจนว่าพวกเขาเสี่ยงต้องเผชิญกับอันตรายเช่นกัน

5 เดือนหลังจากตำรวจถ่ายรูปพวกเขาในปี 2018 คู่สามี-ภรรยา เทอร์ซัน เมเม็ตทิมิน (Tursun Memetimin) และ อาชิกุล เทอร์กัน (Ashigul Turghun) ถูกส่งไปศูนย์กักตัวหลังถูกกล่าวหาว่า "ฟังเทปบันทึกการสอนที่ผิดกฎหมาย" จากโทรศัพท์มือถือของคนคนหนึ่งเมื่อ 6 ปีที่แล้ว

Husband and wife Tursun Memetimin and Ashigul Turghun
คำบรรยายภาพ, คู่สามี-ภรรยา เทอร์ซัน เมเม็ตทิมิน และ อาชิกุล เทอร์กัน ถูกควบคุมตัวในปี 2018
1px transparent line
Their daughters: Ruzigul Turghun, 10, and Ayshem Turghun, who was six.
คำบรรยายภาพ, ลูกสาวสองคนของพวกเขา รูซิกุล (Ruzigul) อายุ 10 ขวบ และ ไอเช็ม (Ayshem) ซึ่งตอนนั้นอายุ 6 ขวบ

รูปของลูกสาวสองคนจากทั้งหมดสามคนของพวกเขาก็อยู่ในแฟ้มที่ถูกแฮ็กออกมาด้วย ตอนที่พ่อแม่หายตัวไปรูซิกุล (Ruzigul) อายุ 10 ขวบ ขณะที่ อายเช็ม (Ayshem) อายุ 6 ขวบ

ไฟล์ตารางนี้ไม่ได้บอกรายละเอียดอะไรมากนักเกี่ยวกับตัวลูก ๆ ของผู้ที่ถูกนำตัวไปคุมขัง

มีความเป็นไปได้ว่ามีเด็กจำนวนมากที่ถูกนำตัวไปอยู่ในระบบโรงเรียนประจำของรัฐเป็นการถาวร โดยดังกล่าวสร้างขึ้นทั่วซินเจียงในช่วงเดียวกับที่มีการสร้างค่ายกักกัน

ชาวอุยกูร์ที่อาศัยอยู่ในต่างประเทศบอกกับบีบีซีว่า ผมที่ตัดสั้นของเด็กในรูปเหล่านี้เป็นสัญญาณบ่งบอกว่าหลายคนถูกบังคับให้เข้าเรียน ในโรงเรียนเหล่านั้นอย่างน้อย ๆ ก็ในช่วงวันธรรมดาแม้ว่าเด็ก ๆ จะยังอยู่ในความดูแลของพ่อแม่ หรือแค่พ่อหรือแม่คนเดียวก็ตาม

รูปภาพเหล่านี้เผยให้เห็นนโยบายที่ตั้งใจมุ่งเป้าไปยังครอบครัวชาวอุยกูร์ในฐานะที่เป็นแหล่งสะสมอัตลักษณ์และวัฒนธรรมชาวอุยกูร์ และ "ทำลายรากฐาน วงศ์ตระกูล ความสัมพันธ์ และที่มา ของพวกเขา"

Short presentational grey line

นอกจากจะเผยให้เห็นระบบการหน่วงเหนี่ยวกักขังของจีนอย่างชัดเจนมากกว่าที่เคยมีมาก่อนแล้ว แฟ้มตำรวจซินเจียง ยังบ่งชี้ถึงขอบเขตของการกระทำดังกล่าว

เอกสารส่วนใหญ่เกี่ยวเนื่องกับสิ่งที่เกิดขึ้นในพื้นที่เขตปกครองทางตอนใต้ของซินเจียง ซึ่งรู้จักในชื่อ Konasheher ในภาษาอุยกูร์ หรือชู่ฟู ในภาษาจีน

Shufu camp in Xinjang region

การวิเคราะห์ข้อมูลของ ดร.เซ็นซ์ ชี้ว่าในช่วงปี 2017-2018 เฉพาะในเขตปกครองนี้แห่งเดียว ชาวบ้าน จำนวนรวมทั้งสิ้น 22,762 คน หรือคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 12% ของประชากรวัยผู้ใหญ่ หากไม่อยู่ในค่ายก็อยู่ในคุก

และหากนำไปคำนวณเพื่อดูสถานการณ์ที่เกิดกับเขตปกครองซินเจียงโดยรวม ตัวเลขดังกล่าวแสดงให้เห็นว่ามีการคุมขังชาวอุยกูร์และชนกลุ่มน้อยชาวเติร์กในวัยผู้ใหญ่ มากกว่า 1.2 ล้านคน ตัวเลขนี้อยู่ในข่ายเดียวกับที่ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับเรื่องของชาวอุยกูร์ประเมินไว้ และเป็นตัวเลขที่ทางการจีนมักไม่ยอมรับ

Short presentational grey line

จากการทำงานร่วมกับองค์กรข่าว 14 แห่ง จาก 11 ประเทศ บีบีซีพิสูจน์ได้ว่าแฟ้มตำรวจซินเจียงนี้มีความสลักสำคัญเพียงใด

ชาวอุยกูร์ที่อาศัยอยู่ในยุโรปและสหรัฐฯ ถูกขอให้ส่งรายชื่อและหมายเลขประจำตัวของญาติที่หายตัวไปในภูมิภาคซินเจียง ซึ่งหลายรายมีชื่อตรงกับในเอกสารข้อมูลที่พบ สิ่งนี้เป็นหลักฐานที่ชัดเจนว่าข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลที่มีตัวตนอยู่จริง

บีบีซียังขอให้ ศ.ฮานี ฟาริด ผู้เชี่ยวชาญการพิสูจน์หลักฐานจากภาพ แห่งมหาวิทยาลัยเบิร์กเลย์ แคลิฟอร์เนีย ตรวจพิสูจน์ภาพของชาวอุยกูร์จำนวนหนึ่งที่ถูกคุมขัง ซึ่งเขาไม่พบว่ามีการปลอมแปลง หรือตกแต่งใด ๆ เกิดขึ้น อย่างที่พบในการใช้เทคโนโลยีตัดต่อภาพปลอม

Some images have glitches at the edges, as if they've been copied and then rotated slightly
คำบรรยายภาพ, ขอบภาพบางภาพอยู่ในสภาพไม่สมบูรณ๋

อย่างไรก็ดี มีบางภาพที่ขอบอยู่ในสภาพไม่สมบูรณ์ ซึ่งดูเหมือนว่าจะเกิดจากการทำสำเนาและขยับไปมาเล็กน้อย สิ่งนี้สามารถอธิบายโดยให้น้ำหนักไปที่ความคิดที่ว่าภาพเหล่านั้นได้มาจากเครือข่ายเฝ้าระวังอันมีขอบข่ายมหาศาลชองจีนในซินเจียง

ศ.ฟาริด เชื่อว่าภาพที่ไม่สมบูรณ์ น่าจะเกิดจากกระบวนการปกติของการใช้ฐานข้อมูลระบบจดจำใบหน้า ซึ่งในกรณีภาพบุคคล มักจะมีการเลื่อนส่วนของดวงตาให้ตรงกับแนวนอน

นอกจากนี้ยังมีการตรวจพิสูจน์เพิ่มเติมด้วยการจัดเรียงภาพให้ตรงกับเวลาที่ประทับบนภาพ รวมทั้งตรวจสอบรายละเอียดอื่น ๆ ในภาพ ซึ่งก็พบว่าเป็นภาพที่ถ่ายตามเวลาที่เกิดขึ้นจริงและในสถานที่จริง

หลังจากสอบถามไปยังรัฐบาลจีนเกี่ยวกับแฟ้มที่ถูกแฮคนี้ สถานทูตจีนในกรุงวอชิงตันดีซี ตอบกลับว่า

"ประเด็นใด ๆ เกี่ยวกับซินเจียงล้วนเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการปราบปรามการก่อการร้าย ความคิดสุดโต่งรุนแรงและคตินิยมของการแยกตัวออกไป ไม่ใช่เรื่องที่เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนหรือศาสนา"

แถลงการณ์จากสถานทูตยังกล่าวอีกว่า ทางการจีนได้ "ใช้มาตรการที่ช่วยลดทอนความคิดสุดโต่งอย่างมีประสิทธิภาพ เด็ดเดี่ยว และเอาจริงเอาจัง"

"ขณะนี้ภูมิภาคดังกล่าวมีความมั่นคงและเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน รวมทั้งยังเกิดการพัฒนาทางเศรษฐกิจ" แถลงการณ์ยังกล่าวอีกว่าสิ่งเหล่านี้ "คือการตอบโต้อย่างทรงพลังที่สุดต่อคำโกหกและการให้ข้อมูลเท็จเกี่ยวกับซินเจียง"

แต่สถานทูตไม่ได้ตอบคำถามอื่นใดเพิ่มเติมเกี่ยวกับหลักฐานที่พบในแฟ้มข้อมูล

แฟ้มตำรวจซินเจียง ยังมีภาพถ่ายที่แสดงให้เห็นถึงการจัดการกับชาวอุยกูร์เพื่อบังคับให้พวกเขาปรับเปลี่ยนอัตลักษณ์ของตัวเอง ทำให้ต้องเชื่อฟัง โดยใช้วิธีการเดียวกับที่เอกสารของตำรวจระบุว่าเป็นวิธีที่ใช้ในค่าย แต่ในครั้งนี้เกิดขึ้นในศูนย์กักกัน

นั่นรวมถึงการที่ผู้ถูกคุมขังต้องนั่งยอง ๆ ก้มศีรษะ โดยมีตำรวจหลายนายพร้อมกระบองยืนล้อมรอบ นอกจากนี้ยังมีการกระทำที่ดูคล้ายการอบรม ซึ่งก็มีลักษณะคาบเกี่ยวกันระหว่างคุกกับค่ายอบรม

A detainee squats, head down, while surrounded by officers with batons
คำบรรยายภาพ, ผู้ถูกคุมขังนั่งยอง ๆ ก้มศีรษะ มีตำรวจพร้อมกระบองยืนล้อมรอบ

ตัวอักษรที่อยู่ด้านหลังชุดที่ผู้ถูกคุมขังสวมใส่เขียนว่า ศูนย์กักกันเทเกส (Tekes) ทางเหนือของซินเจียง ซึ่งตรงกับภาพถ่ายดาวเทียมที่แสดงให้เห็นบริเวณด้านนอกศูนย์กักกันนี้ในเมืองเทเกส

Detainees appear to be subjected to indoctrination sessions
คำบรรยายภาพ, ผู้ถูกคุมขังถูกนำตัวไปอบรม
Map showing Tekes detention centre
Short presentational grey line

แฟ้มข้อมูลที่ถูกแฮคนี้ยังมีรายละเอียดเกี่ยวกับคำกล่าวของเจ้าหน้าที่ระดับสูงของพรรคคอมมิวนิสต์จีนหลายคน ซึ่งชี้ให้เห็นแนวคิดเบื้องหลังการดำเนินการกับชาวซินเจียง อย่างคำกล่าวซึ่งมีตราประทับว่า "เป็นความลับ" ของนายเฉา เกฉี รัฐมนตรีกระทรวงความมั่นคงของจีนที่เดินทางไปยังเขตซินเจียงเมื่อเดือน มิ.ย.2018 ที่ว่า เฉพาะในพื้นที่ทางใต้ของซินเจียง มีคนอย่างน้อย 2 ล้านคน ที่ได้รับ "แนวคิดสุดโต่งรุนแรง"

นอกจากนี้รัฐมนตรีคนนี้ยังชื่นชมนายสี จิ้นผิง ผู้นำจีน ที่สนับสนุนเงินทุนก่อสร้างสถานที่คุมขังใหม่ ๆ หลายแห่งเพื่อรองรับผู้คุมขังได้มากถึง 2 ล้านคน

ในแฟ้มข้อมูลยังมีคำกล่าวของายเฉิน ฉวนกั๋ว ซึ่งเมื่อเร็ว ๆ นี้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีน ที่กล่าวเมื่อปี 2017 ว่า "สำหรับบางคนแล้ว การเข้ารับการศึกษาห้าปีอาจจะไม่พอด้วยซ้ำ"

"เมื่อไหร่ที่คนเหล่านี้ถูกปล่อยออกไป ปัญหาก็จะกลับมา นี่คือความจริงของสิ่งที่เกิดขึ้นในซินเจียง" เขากล่าว

รายงานชิ้นนี้จัดทำและรวบรวมข้อมูลในกรุงบรัสเซลส์ กรุงลอนดอน นิวยอร์ก และสวีเดน โดยพนักงานของบีบีซีในสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักร

คำบรรยายวิดีโอ, “ลูกของพวกเราอยู่ที่ไหน” เสียงครวญของชาวอุยกูร์ในจีน