รัสเซีย ยูเครน : ประวัติศาสตร์และปัจจุบันของสันติภาพอันเปราะบางในยุโรป

ที่มาของภาพ, Getty Images
- Author, เควิน คอนนอลติ
- Role, บีบีซี นิวส์
ในประวัติศาสตร์ของยุโรป มีความเปลี่ยนแปลงขั้นสะท้านสะเทือนดินแดนที่ทำให้หลายประเทศดับสูญไป และอีกหลายประเทศก่อกำเนิดขึ้นใหม่อยู่หลายครั้ง และสิ่งที่เกิดขึ้นในขณะนี้ก็สามารถเทียบเคียงได้กับช่วงเวลาเหล่านั้น ถึงเวลาแล้วที่จะหยุดพูดว่าไม่น่าเชื่อเลยว่าปี 2022 แล้ว ปฏิบัติการเพื่อแย่งชิงดินแดนระหว่างชาติต่าง ๆ ยังคงเกิดขึ้นอีก
ความรู้สึกว่าไม่น่าเชื่อเลยว่าจะเกิดขึ้นได้อีกครั้งนี้ไม่น่าจะต่างกับความเชื่อของคนทั้งหลายเมื่อปี ค.ศ. 1914 หรือ 1939 เพราะในเวลานั้นก็ไม่มีอะไรบ่งบอกเลยว่าความมืดจะเข้าปกคลุม ไม่ต้องพูดเลยว่าตอนนี้เราก็กำลังเสี่ยงต่อการเกิดสงครามใหญ่ที่จะดูดเอาทั้งยุโรป หรือแม้กระทั่งทั้งโลกเข้าไปในวังวนนี้ด้วย
ที่จริงแล้ว สันติภาพในยุโรปนั้นเปราะบางเสมอมา และความขัดแย้งที่เกิดขึ้นแม้ในสถานที่ที่ห่างไกลของยุโรปจะส่งผลกระทบถึงเราทุกคน
การสรุปบทเรียนที่ถูกต้องจากช่วงเวลาเหล่านั้นในขณะที่ทุกสิ่งเปลี่ยนแปลงไปหมดแล้ว ก็ไม่ง่ายเลยเช่นกัน
ผู้บัญชาการกองทัพฝรั่งเศส เฟอร์ดินานด์ ฟอช เรียกช่วงสุดท้ายของสงครามโลกครั้งที่ 1 ว่า 20 ปีแห่งการหยุดยิง เนื่องจากเขารู้สึกว่ากลุ่มมิตรประเทศที่ได้ชัยนั้นลงมือหนักหน่วงมากเกินไป กับจักรวรรดิเยอรมนีที่เป็นฝ่ายปราชัย ทำให้เยอรมนีต้องการเอาคืนในเวลาไม่นานหลังจากนั้น

ที่มาของภาพ, Getty Images
ปัญหาสำหรับคนรุ่นเราก็คือ เราได้ทำผิดพลาดที่คล้ายคลึงกันหรือไม่ในการรับมือกับการล่มสลายของสหภาพโซเวียต เรายินดีปรีดาที่โปแลนด์, กลุ่มรัฐบอลติก และประเทศอื่น ๆ ประกาศเอกราชและกลายเป็นประเทศใหม่
โปแลนด์, ฮังการี และสาธารณรัฐเช็ก ซึ่งถูกครอบครองโดยโซเวียตมาก่อน ได้เข้าเป็นสมาชิกนาโตในปี 1999 ห้าปีหลังจากนั้น รัฐบอลติก - ลิทัวเนีย, ลัตเวีย และเอสโตเนียก็เข้ามาเป็นสมาชิกด้วย
สถานการณ์เช่นนี้อาจสร้างความขมขื่นให้แก่ชาวรัสเซีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งวลาดิเมียร์ ปูติน เขาเห็นดินแดนของรัสเซียหดเล็กลง ได้รับความอับอาย และถูกชิงสิ่งที่เขาเห็นว่าเป็นสิทธิของรัสเซียที่จะมีรัฐบริวารเอาไว้เป็นดินแดนกันชน
ความคับแค้นนี้อาจมาจากประสบการณ์ของเขาเองด้วย จากที่เคยเป็นนายพันในหน่วยต่อต้านข่าวกรองในเคจีบี เขาถูกลดหน้าที่ลงจนต้องไปหางานเสริมโดยเป็นคนขับรถแท็กซี่
จากนั้นเขาก็เริ่มหาเส้นทางเดินใหม่ และพร้อม ๆ กันไปเขาก็คงจะเริ่มก่อรูปความฝันที่จะฟื้นฟูความยิ่งใหญ่ของรัสเซียให้กลับมาอีกครั้ง สิ่งที่เสริมแรงทำให้เขาเชื่อมั่นว่าฝันนั้นจะเป็นจริงก็คือความสำเร็จที่ผนวกเอาไครเมียที่เป็นของยูเครนให้กลับเข้ามาอยู่ภายใต้รัสเซียอีกครั้งในปี 2014 โดยเผชิญการต่อต้านไม่มากนักจากประชาคมโลก และอีกสี่ปีต่อมา นานาชาติก็แสดงการยอมรับรัสเซียอย่างดียิ่งเมื่อรัสเซียเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลก ประเด็นเรื่องคาบสมุทรไครเมียดูจะลืมเลือนกันไปแล้ว
เมื่อสงครามเย็นสิ้นสุดลง ประเทศในยุโรปตะวันตกก็เหมือนจะเข้าสู่ "ช่วงพักร้อน" อันยาวนานถึง 30 ปีจากการใช้งบประมาณอย่างหนักด้านการป้องกันตนเอง เนื่องจากคิดว่าอันตรายจากการสงครามบรรเทาเบาบางลงไป

ที่มาของภาพ, Getty Images
เมื่อวางใจในเรื่องสันติภาพ รัฐบาลต่าง ๆ จึงไม่อยากใช้เงินไปกับยุทโธปกรณ์อีกต่อไปแล้ว เมื่อหลายปีก่อน เยอรมนีที่มีเครื่องบินรบทั้งหมด 128 ลำ แต่มีเพียง 4 ลำเท่านั้นที่มีสภาพพร้อมรบ ส่วนรัฐบาลเนเธอร์แลนด์ก็เคยมีความคิดที่จะทิ้งรถถังทุกคันที่มีอยู่ แต่เมื่อเร็ว ๆ นี้ เนเธอร์แลนด์ก็เปลี่ยนใจ ไม่ทิ้งรถถัง ส่วนเยอรมนีก็กำลังพิจารณาเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมอีก 100,000 ล้านยูโร
นายกรัฐมนตรีโอลาฟ ชอลซ์แห่งเยอรมนีไม่ได้ใช้ประเด็นการเพิ่มงบประมาณทางการทหารมาหาเสียงตอนที่เขาลงสมัครชิงชัยในตำแหน่งผู้นำประเทศนี้เลย แต่เขาก็มีปฏิกิริยาตอบสนองต่อสถานการณ์ด้านความมั่นคงในยุโรปได้รวดเร็ว
"การรุกรานของยูเครนทำให้เราก้าวเข้าสู่ยุคใหม่" เขากล่าวกับรัฐสภาเยอรมนี พร้อมกับอธิบายความท้าทายของโลกในยุคใหม่ด้วยคำถามที่ว่า "เราจะปล่อยให้ปูตินพาเราย้อนกลับไปสู่อดีต หรือว่าเราจะเพิ่มกำลังของเราเพื่อทำให้คนกระหายสงครามอย่างปูตินรู้ว่าขอบเขตของเขาอยู่ตรงไหน"
คำพูดเหล่านี้เป็นเรื่องน่าตื่นใจยิ่ง เพราะมันมาจากปากของผู้นำประเทศที่นักการเมืองมากมายเคยพากันบอกว่าการรุกรานที่นาซีกระทำต่อสหภาพโซเวียตในปี 1941 ทำให้เยอรมนีไร้ความชอบธรรมที่จะเผชิญหน้ากับรัสเซียเรื่องการทหาร

ที่มาของภาพ, Getty Images
ส่วนสวีเดน ที่เป็นประเทศร่ำรวย มีอาวุธป้องกันตัวพรักพร้อม แต่ไม่เข้าร่วมเป็นพันธมิตรด้านการทหารกับใครเลยก็กำลังรู้สึกถึงลมหนาวที่พัดมาจากทางตะวันออก และอาจจะเป็นประเทศแรก ๆ ที่เคลื่อนไหว สวีเดนกำลังเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมอีก 40% ในแผนพัฒนาห้าปี ซึ่งมีทั้งการเพิ่มกองกำลังทหารราบ รวมทั้งซื้อขีปนาวุธต่อต้านเครื่องบินจากสหรัฐ ฯ มาเสริมความแข็งแกร่งอีกด้วย
รัฐมนตรีกลาโหม เปียเตอร์ ฮุลต์ควิสต์ ของสวีเดนกล่าวว่า "เราอยู่ในสถานการณ์ที่รัสเซียเตรียมพร้อมกำลังทหารเพื่อบรรลุจุดประสงค์ทางการเมืองของตนเอง"
ดังนั้นแนวคิดที่ว่าอาวุธเพียงอย่างเดียวที่ประเทศตะวันตกต้องการใช้ก็คือ การคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจนั้นน่าจะล้าสมัยไปแล้ว เราไม่สามารถต่อสู้กับรถถังด้วยมาตรการทางธนาคาร แม้ว่าไม่มีใครอยากเห็นทวีปยุโรปเปลี่ยนแปลงไปเป็นผู้นำด้านการสะสมอาวุธ แต่เมื่อการสั่นสะเทือนใต้พื้นดินเริ่มแรงขึ้น เราก็ต้องเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย สิ่งที่ทำอยู่ตอนนี้ ไม่ว่าจะเป็นการซื้ออาวุธเพิ่ม หรือการบริจาคเงินสนับสนุนเป็นเรื่องง่ายเพราะความสะเทือนใจจากการรุกรานยูเครนทำให้ประชาชนในประเทศเห็นชอบกับสิ่งเหล่านี้
แต่การสกัดกั้นไม่ให้ไฟแห่งสงครามลุกลามในโลกยุคใหม่นี้ยังต้องการความพยายามอีกมากนัก ข้อแรกสุดก็คือการยืนหยัดเคียงข้างกับยูเครน จากนั้นก็คือการประสานกัน การมีวิสัยทัศน์ และเจตจำนงแรงกล้าที่จะลุกขึ้นยืนหยัดปกป้องเสรีภาพในทุกที่ทุกเวลาหากว่าการโจมตีครั้งต่อไปจะเกิดขึ้นในอนาคต

คุณมีคำถาม เราหาคำตอบ: ผลกระทบของสงครามในยูเครนต่อประเทศไทย











