รัสเซีย : สำรวจสาเหตุสำคัญที่นำไปสู่การล่มสลายของสหภาพโซเวียต เมื่อ 30 ปีก่อน

ที่มาของภาพ, Getty Images
- Author, แคเทอรีนา คินคูโลวา และ โอลกา อิฟชินา
- Role, บีบีซี รัสเซีย
25 ธ.ค. 1991 นายมิคาอิล กอร์บาชอฟ ลาออกจากตำแหน่งประธานาธิบดีสหภาพโซเวียตอย่างเป็นทางการ หนึ่งวันหลังจากนั้น คือ 26 ธ.ค. รัฐสภาโซเวียต หรือ "โซเวียตสูงสุด" (the Supreme Soviet) ได้ให้การยอมรับรัฐเอกราชใหม่ 15 รัฐอย่างเป็นทางการ ถือเป็นการสิ้นสุดของสหภาพโซเวียต ธงรูปค้อนกับเคียว ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นสัญลักษณ์ของหนึ่งในประเทศที่ทรงอำนาจมากที่สุดในโลก ได้ถูกเชิญลงจากยอดเสาพระราชวังเครมลิน ที่ทำการรัฐบาลสหภาพโซเวียตในกรุงมอสโก
นายกอร์บาชอฟ ขึ้นสู่อำนาจในปี 1985 ขณะมีอายุ 54 ปี เขาได้ริเริ่มการปฏิรูปต่าง ๆ เพื่อชุบชีวิตใหม่ให้ประเทศที่กำลังซบเซา
ทว่าหลายฝ่ายชี้ว่า การปฏิรูปเหล่านี้ ที่เรียกกันว่า "เปเรสตรอยคา" (perestroika) ซึ่งหมายถึงการปรับปรุงและการปรับโครงสร้าง และ "กลัสนอสต์" (glasnost) ซึ่งหมายถึง การเปิดกว้างและเสรีภาพในการพูด ได้นำความล่มสลายมาสู่สหภาพโซเวียต ขณะที่บางคนบอกว่า สหภาพโซเวียตนั้นอยู่ในสถานการณ์ที่เกินจะเยียวยา เนื่องจากระบบและโครงสร้างที่เข้มงวดตายตัว
ในบทความนี้เราจะพาไปสำรวจสาเหตุสำคัญที่นำไปสู่การล่มสลายของสหภาพโซเวียต และส่งผลอย่างลึกซึ้งต่อการที่รัสเซียมองตนเอง และมีปฏิสัมพันธ์กับชาติอื่น ๆ ในโลก
1. เศรษฐกิจ
การล่มสลายของเศรษฐกิจคือ หนึ่งในปัญหาใหญ่ที่สุดของสหภาพโซเวียต ซึ่งมีระบบเศรษฐกิจที่วางแผนจากส่วนกลาง ซึ่งเป็นขั้วตรงข้ามของระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมที่ประเทศส่วนใหญ่ในโลกใช้กัน
ในสหภาพโซเวียต รัฐคือผู้ตัดสินใจเด็ดขาดว่าจะผลิตอะไรบ้าง ไม่ว่าจะเป็น การผลิตรถยนต์กี่คัน รองเท้ากี่คู่ หรือขนมปังกี่แถว
นอกจากนี้ ยังเป็นผู้ตัดสินใจถึงความต้องการของพลเมืองแต่ละคน สินค้าควรมีราคาเท่าไหร่ และประชาชนควรได้รับค่าแรงมากแค่ไหน

ที่มาของภาพ, Getty Images
ในทางทฤษฎี ระบบนี้จะมีประสิทธิภาพและเป็นธรรม แต่ในความเป็นจริงกลับแทบจะใช้ไม่ได้ผล
จำนวนสินค้ามักไม่เพียงพอต่อความต้องการ และเงินก็แทบจะไม่มีความหมาย
แม้คนในสหภาพโซเวียตจำนวนมากไม่ใช่คนยากจน แต่พวกเขาก็ไม่อาจซื้อหาสินค้าที่จำเป็นได้ เพราะมักมีไม่เพียงพอต่อความต้องการของประชาชน
การจะซื้อรถยนต์คนหนึ่ง คุณจะต้องลงชื่อรอซื้อนานหลายปี การจะซื้อเสื้อโค้ทกันหนาวสักตัว หรือรองเท้าบูทหน้าหนาวสักคู่ คุณจะต้องไปเข้าคิวนานหลายชั่วโมง แล้วท้ายที่สุดก็พบว่า ขนาดที่คุณต้องการซื้อถูกขายหมดไปแล้ว
คนในสหภาพโซเวียตมักไม่พูดเรื่อง "การซื้อ" ของบางอย่าง แต่จะพูดเรื่อง "การเสาะหา" ของต่าง ๆ มาใช้
สิ่งที่ทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงก็คือค่าใช้จ่ายมหาศาลที่ทางการทุ่มเทไปในการแข่งขันสำรวจอวกาศ และการแข่งขันทางด้านอาวุธกับสหรัฐฯ ซึ่งเริ่มต้นขึ้นช่วงปลายทศวรรษที่ 1950
สหภาพโซเวียตต้องพึ่งพารายได้จากทรัพยากรธรรมชาติในประเทศ เช่น น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับการแข่งขันเหล่านี้ ทว่าในช่วงต้นทศวรรษที่ 1980 ปัญหาราคาน้ำมันที่ตกต่ำลง ได้ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อเศรษฐกิจที่อ่อนแออยู่แล้วของสหภาพโซเวียต
นโยบาย "เปเรสตรอยคา" ของนายกอร์บาชอฟได้ริเริ่มหลักการตลาดบางอย่าง แต่เศรษฐกิจขนาดมหึมาของสหภาพโซเวียตก็ใหญ่เกินว่าที่จะปฏิรูปได้อย่างรวดเร็ว
สินค้าอุปโภคบริโภคยังคงขาดแคลน และอัตราเงินเฟ้อก็พุ่งสูงลิ่ว
ในปี 1990 ทางการเริ่มปฏิรูประบบการเงิน ซึ่งทำให้ประชาชนหลายล้านคนต้องสูญเสียเงินออมที่เก็บสะสมมาทั้งชีวิต จนทำให้เกิดความรู้สึกไม่พอใจรัฐบาลเพิ่มขึ้นทุกขณะ
เรื่องนี้มีผลต่อสังคมยุคปัจจุบันอย่างไร
ปัญหาขาดแคลนสินค้าอุปโภคบริโภคได้ส่งผลกระทบอย่างยาวนานต่อความคิดของประชากรยุคหลังสหภาพโซเวียต
แม้กระทั่งปัจจุบัน คนรุ่นใหม่ยังคงมีความกลัวที่จะใช้ชีวิตโดยขาดแคลนของใช้ที่จำเป็น มันคือความรู้สึกอันทรงพลังที่ทำให้ถูกชักจูงได้ง่ายระหว่างการหาเสียงเลือกตั้ง
2. อุดมการณ์
นโยบาย "กลัสนอสต์" ของนายกอร์บาชอฟ มีเป้าหมายในการให้คนในประเทศมีเสรีภาพในการพูดแสดงความคิดเห็นเพิ่มมากขึ้น หลังจากต้องใช้ชีวิตอยู่ภายใต้ระบอบการปกครองที่กดขี่มานานหลายทศวรรษ ซึ่งผู้คนไม่กล้าที่จะพูดอย่างที่ใจคิด ตั้งคำถาม หรือพูดแสดงความไม่พอใจ
เขาเริ่มเปิดหอจดหมายเหตุทางประวัติศาสตร์ที่เผยให้เห็นถึงความรุนแรงที่แท้จริงของการกดขี่ประชาชนภายใต้การปกครองของนายโจเซฟ สตาลิน (อดีตผู้นำโซเวียต ระหว่างปี 1924 - 1953) ซึ่งทำให้ประชาชนหลายล้านคนเสียชีวิต
นอกจากนี้ นายกอร์บาชอฟยังสนับสนุนให้มีการอภิปรายเกี่ยวกับอนาคตและโครงสร้างอำนาจของสหภาพโซเวียต ว่าควรจะปฏิรูปอย่างไรเพื่อให้ประเทศมุ่งไปข้างหน้า
นายกอร์บาชอฟยังพิจารณาถึงแนวคิดเรื่องระบบการเมืองที่มีหลายพรรค ซึ่งเป็นการท้าทายพรรคคอมมิวนิสต์ที่ปกครองประเทศมายาวนาน

ที่มาของภาพ, Getty Images
แต่แทนที่ความริเริ่มดังกล่าวจะทำให้สังคมมีมุมมองต่อแนวคิดแบบโซเวียตเปลี่ยนไปเล็กน้อย ทว่าได้ทำให้ประชาชนจำนวนมากในสหภาพโซเวียตเชื่อว่า ระบอบการปกครองโดยพรรคคอมมิวนิสต์ ซึ่งเจ้าหน้าที่รัฐบาลทุกคนได้รับการแต่งตั้ง หรือมาจากการเลือกตั้งที่ไร้คู่แข่งนั้น เป็นระบอบที่ไม่มีประสิทธิภาพ กดขี่ และเปิดช่องให้เกิดการทุจริต
รัฐบาลของนายกอร์บาชอฟจึงเร่งนำหลักการด้านเสรีภาพและความเป็นธรรมบางอย่างเข้ามาใช้ในกระบวนการเลือกตั้ง แต่มันก็ยังไม่เพียงพอและสายเกินไปเสียแล้ว
เรื่องนี้มีผลต่อสังคมยุคปัจจุบันอย่างไร
ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ตระหนักได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ ถึงความสำคัญของการมีอุดมการณ์ของชาติที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะสำหรับรัฐบาลที่ไม่มีความโปร่งใสและเป็นประชาธิปไตยโดยสมบูรณ์
เขาใช้ประโยชน์จากยุคสมัยต่าง ๆ ของรัสเซีย และอดีตอันรุ่งโรจน์ของสหภาพโซเวียตในการบ่มเพาะอุดมการณ์ความรักชาติ เพื่อเอื้อประโยชน์ต่อการเป็นประธานาธิบดีของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นภาพความยิ่งใหญ่ของจักรวรรดิรัสเซีย ความกล้าหาญและความเสียสละในชัยชนะสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ภายใต้การปกครองของสตาลิน และความสงบเรียบร้อยในยุคโซเวียตช่วงทศวรรษที่ 1970
เรื่องราวเหล่านี้ถูกหยิบมาผสมผสานกันเพื่อกระตุ้นให้ประชาชนเกิดความรู้สึกภาคภูมิใจและรักชาติ แล้วมองข้ามปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในรัสเซียยุคปัจจุบัน
3. แนวคิดชาตินิยม
สหภาพโซเวียตเป็นรัฐที่ประกอบด้วยหลายชนชาติ โดยมี 15 สาธารณรัฐ ซึ่งในทางทฤษฎีแต่ละรัฐต่างมีสิทธิที่เท่าเทียมกัน
ทว่าในความเป็นจริง รัสเซียคือชาติขนาดใหญ่และมีอิทธิพลมากที่สุด อีกทั้งภาษารัสเซียยังเป็นภาษาหลักที่ใช้ในหลายพื้นที่
นโยบาย "กลัสนอสต์" ของนายกอร์บาชอฟทำให้ชาติอื่น ๆ ในสหภาพโซเวียตได้รับรู้ถึงการกดขี่ทางเชื้อชาติในอดีต ซึ่งรวมถึงเหตุการณ์มหาทุพภิกขภัยในยูเครน ช่วงทศวรรษที่ 1930, การยึดครองรัฐบอลติก และตะวันตกของยูเครนภายใต้การจับมือเป็นพันธมิตรของโซเวียตและนาซี ตลอดจนการเนรเทศกลุ่มชาติพันธุ์และชนกลุ่มน้อยหลายกลุ่มในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

ที่มาของภาพ, Getty Images
กรณีเหล่านี้ รวมถึงเหตุการณ์อื่น ๆ ทำให้เกิดกระแสชาตินิยม และการเรียกร้องในการปกครองตนเองมากขึ้น ส่งผลให้แนวคิดที่ว่า สหภาพโซเวียตเปรียบเสมือนครอบครัวใหญ่ที่เปี่ยมสุขนั้นต้องพังทลายลงอย่างราบคาบ และความพยายามของรัฐบาลนายกอร์บาชอฟในการปฏิรูปเพื่อให้อำนาจปกครองตนเองมากขึ้นแก่สาธารณรัฐเหล่านี้ก็ไม่เพียงพอและสายเกินไป
เรื่องนี้มีผลต่อสังคมยุคปัจจุบันอย่างไร
ความตึงเครียดระหว่างรัสเซีย ที่พยายามรักษาบทบาทและอิทธิพลของตนกับอดีตชาติในสหภาพโซเวียตยังคงดำเนินมาจนถึงปัจจุบัน
ความสัมพันธ์ที่เต็มไปด้วยปัญหาระหว่างรัฐบาลรัสเซียกับบรรดารัฐบอลติก และล่าสุดกับยูเครน ยังดำเนินมาอย่างต่อเนื่องและส่งผลต่อภูมิรัฐศาสตร์ของยุโรปและประเทศอื่น ๆ
4. ความรักและศรัทธาจางหาย เมื่อประชาชน "ตาสว่าง"
เป็นเวลาหลายปีที่คนโซเวียตถูกพร่ำบอกว่าโลกตะวันตกนั้น "ฟอนเฟะ" และผู้คนที่นั่นต่างเผชิญความทุกข์ยากจากความแร้นแค้นและความตกต่ำภายใต้การปกครองของรัฐบาลระบบทุนนิยม
แต่แนวคิดนี้เริ่มถูกตั้งข้อสงสัยเพิ่มมากขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษที่ 1980 เป็นต้นมา เมื่อคนทั่วไปเดินทางไปมาหาสู่กันมากขึ้น
พลเมืองโซเวียตเริ่มเห็นแล้วว่า มาตรฐานความเป็นอยู่ เสรีภาพส่วนบุคคล และรัฐสวัสดิการของประเทศอื่น ๆ นั้นดีกว่าในประเทศของตนเองมาก

ที่มาของภาพ, Getty Images
พวกเขายังได้เห็นว่า ทางการโซเวียตพยายามซ่อนเรื่องต่าง ๆ จากพวกเขามานานหลายปี ด้วยการห้ามการเดินทางไปต่างประเทศ ห้ามฟังสถานีวิทยุต่างชาติ เช่น บีบีซี เวิลด์เซอร์วิส อีกทั้งยังเซ็นเซอร์วรรณกรรมและภาพยนตร์ต่างประเทศที่ได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ในสหภาพโซเวียต
นายกอร์บาชอฟได้รับเสียงชื่นชมในการยุติสงครามเย็น และหยุดยั้งภัยคุกคามจากการเผชิญหน้าทางอาวุธนิวเคลียร์ ด้วยการปรับปรุงความสัมพันธ์กับชาติตะวันตก
ทว่าผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจจากการปรับปรุงความสัมพันธ์นี้ ก็ทำให้พลเมืองโซเวียตได้ตระหนักว่าชีวิตของพวกเขาย่ำแย่เพียงใดเมื่อเทียบกับคนประเทศอื่น ๆ
นายกอร์บาชอฟได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในต่างประเทศ แต่กลับเผชิญเสียงวิจารณ์ในประเทศของตัวเอง
เรื่องนี้มีผลต่อสังคมยุคปัจจุบันอย่างไร
รัฐบาลรัสเซียมีความช่ำชองในการใช้ข้อความสื่อสารต่อมวลชนให้เกิดประโยชน์แก่ตัวเอง
เพื่อหลีกเลี่ยงการเปรียบเทียบอันไม่พึงประสงค์กับประเทศอื่น ๆ ในโลก รัสเซียมักนำเสนอชาติตนเองในฐานะประเทศที่มีประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ เปรียบเสมือนนักรบผู้โดดเดี่ยว ที่ถูกห้อมล้อมไปด้วยผู้ไม่ประสงค์ดี
นอกจากนี้ สื่อรัสเซียยังมักนำเสนอเรื่องราวความสำเร็จทางวิทยาศาสตร์ ชัยชนะในสงครามโลกครั้งที่ 2 และมรดกทางวัฒนธรรมในการกระตุ้นให้คนรัสเซียเกิดความรู้สึกว่าชาติของตนมีความพิเศษเหนือประเทศอื่น ๆ เพื่อให้ผู้คนมองข้ามปัญหาต่าง ๆ ที่กำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน
5. ภาวะผู้นำ
นายกอร์บาชอฟรู้ดีว่าจำเป็นต้องสร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เพื่อหยุดยั้งการล่มสลายของเศรษฐกิจสหภาพโซเวียตและขวัญกำลังใจของประชาชน แต่วิสัยทัศน์ในการบรรลุเป้าหมายนี้ของเขากลับไม่ชัดเจน
หลังสิ้นสุดสงครามเย็น นายกอร์บาชอฟได้กลายเป็นวีรบุรุษในสายตาคนต่างชาติ ทว่าในบ้านเกิดตัวเองเขาต้องเผชิญกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากบรรดานักปฏิรูปที่รู้สึกว่าเขาไม่ยอมใช้โอกาสที่มีอยู่ในการปฏิรูปประเทศให้ลุล่วง ขณะที่ฝ่ายอนุรักษนิยมมองว่าเขาทำมากจนเกินไป
นี่จึงทำให้เขากลายเป็นปรปักษ์กับทั้งสองฝ่าย โดยฝ่ายอนุรักษนิยมพยายามก่อรัฐประหารโค่นอำนาจเขา เมื่อ ส.ค. 1991

ที่มาของภาพ, Getty Images
แทนที่ความพยายามก่อรัฐประหารดังกล่าวจะช่วยกอบกู้สหภาพโซเวียตเอาไว้ได้ แต่มันกลับเป็นตัวเร่งไปสู่การล่มสลายแทน ไม่ถึง 3 วันหลังความพยายามก่อรัฐประหาร หัวหน้าคณะผู้ก่อการหลบหนีออกนอกประเทศ และนายกอร์บาชอฟได้กลับขึ้นสู่อำนาจ แต่ก็เป็นเพียงระยะเวลาสั้น ๆ เท่านั้น
นายบอริส เยลต์ซิน ที่อยู่ในรัสเซีย และผู้นำสาธารณรัฐอื่น ๆ ในสหภาพโซเวียตได้ผงาดขึ้นมา ทำให้ในอีกหลายเดือนต่อมา บรรดาสาธารณรัฐต่างจัดการลงประชามติแยกตัวเป็นเอกราช และภายในเดือน ธ.ค. ปีเดียวกัน สหภาพโซเวียตก็มาถึงจุดสิ้นสุด
เรื่องนี้มีผลต่อสังคมยุคปัจจุบันอย่างไร
วลาดิเมียร์ ปูติน คือหนึ่งในผู้นำรัสเซียที่ครองอำนาจยาวนานที่สุด
หนึ่งในความลับของการกุมอำนาจอันยาวนานของเขาคือ การให้ความสำคัญกับรัสเซียเป็นอันดับแรก
ในขณะที่นายมิคาอิล กอร์บาชอฟถูกวิจารณ์ว่า ยอมละทิ้งผลประโยชน์ของสหภาพโซเวียตหลายครั้งหลายครา เช่น การรีบถอนทหารโซเวียตออกจากเยอรมนีตะวันออก แต่นายปูตินจะกัดฟันต่อสู้เพื่อสิ่งที่เขาเชื่อว่าเป็นผลประโยชน์ของรัสเซีย
เมื่อคราวเป็นสายลับเคจีบีที่ปฏิบัติหน้าที่ในเยอรมนีตะวันออกตอนที่กำแพงเบอร์ลินล่มสลาย นายปูตินประสบกับตัวเองถึงความวุ่นวายที่เกิดขึ้นจากการถอนทหารของกองทัพโซเวียต
30 ปีให้หลัง เขาได้แสดงความต่อต้านอย่างแข็งกร้าวต่อการที่องค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ หรือนาโต จะรุกเข้าใกล้พรมแดนรัสเซีย พร้อมกับเตรียมรับมือเรื่องนี้ด้วยการเสริมกำลังทหารตามแนวชายแดนที่ติดกับยูเครน จนสร้างความหวั่นวิตกให้บรรดาผู้นำชาติตะวันตกว่าอาจเกิดสงครามที่อาจขยายวงเข้าไปในยุโรปได้












