อิสราเอลประกาศภาวะฉุกเฉินในเมืองล็อด หลังเหตุรุนแรงขยายวง
อิสราเอลประกาศภาวะฉุกเฉินในเมืองล็อดทางตอนกลางของประเทศ หลังชาวอิสราเอลเชื้อสายอาหรับก่อจลาจล ขณะที่ความขัดแย้งระหว่างกองกำลังอิสราเอลและกลุ่มติดอาวุธปาเลสไตน์รุนแรงขึ้น ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 40 คน
มีการจุดไฟเผารถยนต์หลายคัน โดยในเมืองล็อดมีรายงานว่ามีผู้ได้รับบาดเจ็บจากการปะทะกัน 12 คน ในเหตุการณ์ที่นายกเทศมนตรีของเมืองนี้เปรียบเทียบว่าไม่ต่างจากสงครามกลางเมือง
กลุ่มติดอาวุธปาเลสไตน์ยิงจรวดหลายร้อยลูกเข้าไปในอิสราเอล และถูกตอบโต้ด้วยการโจมตีทางอากาศอย่างหนักในเขตกาซา
ล่าสุดมีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์รุนแรงระลอกล่าสุดซึ่งเลวร้ายที่สุดในรอบหลายปีแล้วอย่างน้อย 40 คน
สมาชิกกลุ่มติดอาวุธปาเลสไตน์ กล่าวว่า ได้ยิงขีปนาวุธหลายร้อยลูกเข้าไปยังกรุงเทลอาวีฟของอิสราเอล หลังจากที่อิสราเอลได้โจมตีทางอากาศทำลายตึกสูงในฉนวนกาซาเมื่อวันอังคาร (11 พ.ค.)
ฝ่ายกองทัพอิสราเอล ระบุว่ากองทัพพุ่งเป้าโจมตีไปที่สมาชิกกลุ่มติดอาวุธในกาซา เพื่อตอบโต้การที่ยิงจรวดเข้าไปโจมตีนครเยรูซาเลม และพื้นที่อื่น ๆ
การสู้รบเกิดขึ้นหลังจากที่ความตึงเครียดทวีขึ้นในช่วงหลายสัปดาห์มานี้ จากการเผชิญหน้ากันระหว่างผู้ประท้วงชาวปาเลสไตน์และตำรวจอิสราเอลในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนาทั้งของชาวมุสลิมและชาวยิว
ประชาคมโลกได้เรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายยุติการยั่วยุ ทอร์ เวนเนสแลนด์ ทูตสันติภาพตะวันออกกลางของสหประชาชาติ กล่าวว่า ความขัดแย้งนี้ "กำลังยกระดับขึ้นสู่การเป็นสงครามเต็มรูปแบบ"
ข้อมูลจากเจ้าหน้าที่สาธารณสุขระบุว่า มีชาวปาเลสไตน์อย่างน้อย 35 คน รวมถึง เด็ก 10 คน และชาวอิสราเอล 5 คน เสียชีวิต

ที่มาของภาพ, Getty Images
เกิดอะไรขึ้นในเมืองล็อด
ชาวอิสราเอลเชื้อสายอาหรับประท้วงในเมืองล็อด ซึ่งอยู่ใกล้กับกรุงเทลอาวีฟ และได้ยกระดับกลายเป็นการจลาจลเต็มรูปแบบ ผู้ประท้วงได้ขว้างปาก้อนหินใส่ตำรวจ ซึ่งตอบโต้ด้วยระเบิดแสง
การประท้วงเกิดขึ้นหลังการจัดพิธีศพของชายชาวอิสราเอลเชื้อสายอาหรับ ที่เสียชีวิตระหว่างความไม่สงบในเมืองในวันก่อนหน้า
หนังสือพิมพ์ฮาร์เร็ตซ์ของอิสราเอลรายงานว่า มีผู้ได้รับบาดเจ็บจากการปะทะกันอย่างน้อย 12 คน ตำรวจระบุว่า เมื่อฟ้ามืด สถานการณ์ในเมืองล็อดก็เลวร้ายลง
สื่ออิสราเอลรายงานว่า ร้านค้าและโบสถ์ของชาวยิวหลายแห่งถูกจุดไฟเผา ขณะที่สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า ได้รับรายงานว่าชาวยิวปาก้อนหินใส่รถยนต์คันหนึ่งที่มีชาวอาหรับเป็นคนขับ

ที่มาของภาพ, Getty Images
เมื่อคืนวันอังคาร (11 พ.ค.) นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล ได้ประกาศภาวะฉุกเฉินในเมืองล็อด และส่งตำรวจซึ่งประจำการอยู่บริเวณชายแดนอิสราเอลจากเขตเวสต์แบงก์เข้าไปในเมืองล็อด
ไทมส์ออฟอิสราเอล รายงานว่า นี่เป็นครั้งแรกที่รัฐบาลใช้อำนาจฉุกเฉินบังคับใช้กับชุมชนชาวอาหรับนับตั้งแต่ปี 1966
ความขัดแย้งระหว่างทหารอิสราเอลและกลุ่มติดอาวุธปาเลสไตน์ในกาซาได้ทำให้เกิดความไม่สงบขึ้นระหว่างชาวอาหรับชนกลุ่มน้อยในอิสราเอล จนนำไปสู่การประท้วง
นอกจากนี้ยังมีความไม่สงบเกิดขึ้นในอีกหลายเมืองที่มีประชากรชาวอิสราเอลเชื้อสายอาหรับอาศัยอยู่จำนวนมาก รวมถึงในเยรูซาเลมตะวันออกและเขตเวสต์แบงก์ด้วย
"คนทั้งอิสราเอลควรรู้ว่า นี่คือการสูญเสียการควบคุมอย่างสิ้นเชิง" แยร์ เรวีโว นายกเทศมนตรีเมืองล็อด กล่าวตามรายงานของหนังสือพิมพ์ไทมส์ออฟอิสราเอล "สงครามกลางเมืองปะทุขึ้นแล้วในเมืองล็อด"
นายเนทันยาฮู ซึ่งเดินทางไปยังเมืองดังกล่าวเพื่อเรียกร้องให้ยุติความรุนแรง กล่าวว่า เขาจะประกาศเคอร์ฟิวหากมีความจำเป็น

ที่มาของภาพ, Getty Images
ด้านสำนักข่าวเอเอฟพีรายงานเมื่อวานนี้ (11 พ.ค.) ว่า จรวดที่กลุ่มติดอาวุธปาเลสไตน์ระดมยิงจากกาซาทำให้ผู้หญิงในเมืองทางใต้ของอิสราเอลเสียชีวิต 2 คน หลังจาก
เอเอฟพีรายงานว่า ผู้ที่อาศัยอยู่ในเมืองแอชเคลอนทางใต้ของอิสราเอลต้องวิ่งหาที่หลบภัย ขณะสัญญาณเตือนภัยการจู่โจมทางอากาศดังขึ้น หลังจากที่กลุ่มฮามาสประกาศว่าจะพลิกเมืองนี้ให้กลายเป็น "นรก"
หลายประเทศทั่วโลกเรียกร้องให้ยุติความรุนแรง หลังจากอิสราเอลและปาเลสไตน์โจมตีกันไปมาติดต่อกันหลายวัน จนทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ

ที่มาของภาพ, Reuters
ก่อนหน้านี้นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล กล่าวว่าการกระทำของกลุ่มฮามาสเป็นการ "ล้ำเส้นแดง" และอิสราเอลจะตอบโต้ "อย่างเต็มกำลัง"

ที่มาของภาพ, Reuters
การปะทะกันครั้งล่าสุดนี้เกิดขึ้นในขณะที่ชาวปาเลสไตน์จำนวนมากกำลังไม่พอใจที่ชาวยิวที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานและขับไล่ชาวปาเลสไตน์หลายครอบครัวให้ออกจากบ้านเรือนของพวกเขาในเยรูซาเลมตะวันออก
และในช่วงเดือนมานนี้มีเหตุขัดแย้งกันหลายครั้งระหว่างผู้ประท้วงและตำรวจที่ประจำการในบริเวณที่ชาวอาหรับอาศัยอยู่เป็นส่วนใหญ่
ในช่วงเช้าวันอังคาร หน่วยงานกาชาดปาเลสไตน์ ระบุว่า มีชาวปาเลสไตน์มากกว่า 700 คน ได้รับบาดเจ็บจากการปะทะกันกับเจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงของอิสราเอลในนครเยรูซาเลมและทั่วเขตเวสต์แบงก์

บาดแผลเปิดแห่งความขัดแย้งที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข
บทวิเคราะห์โดย เจเรมี โบเวน บรรณาธิการภูมิภาคตะวันออกกลาง

เหตุผลหลักของความรุนแรงรอบใหม่ไม่ได้มีอะไรต่างไปจากเดิม มันคือบาดแผลเปิดแห่งความขัดแย้งระหว่างชาวยิวและชาวอาหรับที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข แต่ยังคงสร้างความเสียหายและทำลายชีวิตผู้คนทั้งชาวอิสราเอลและปาเลสไตน์มาแล้วหลายชั่วอายุคน
เหตุการณ์ล่าสุดเกิดขึ้นจากความตึงเครียดในนครเยรูซาเลม ซึ่งเป็นพื้นที่ที่อ่อนไหวที่สุดในความขัดแย้งนี้ สถานที่ศักดิ์สิทธิ์หลายแห่งในย่านเมืองเก่าของนครเยรูซาเลมเป็นประเด็นระดับชาติเช่นเดียวกับสัญลักษณ์ด้านศาสนา วิกฤตที่เกิดขึ้นที่สถานที่เหล่านี้มักจะจุดชนวนให้เกิดความรุนแรงขึ้น
ชนวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้เกิดจากการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มฃวดของฝ่ายอิสราเอลต่อชาวปาเลสไตน์ในช่วงเดือนรอมฎอน และความพยายามต่อสู้ในชั้นศาลให้ขับไล่ชาวปาเลสไตน์ออกจากบ้านเรือนของพวกเขา
แต่กรณีอื่น ๆ ก็อาจจะส่งผลกระทบอย่างเดียวกัน นี่คือวิกฤตที่รอวันปะทุ จากความขัดแย้งที่ถูกทิ้งให้ค้างคาโดยไม่ได้รับการเยียวยาอีกครั้งหนึ่ง
ผู้นำของทั้งสองฝ่ายต่างมุ่งเน้นปกป้องตำแหน่งของตัวเอง ขณะที่ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดของการสร้างสันติภาพ ไม่ได้รับการแก้ไขมานานหลายปีแล้ว

ปฏิกิริยาของชาวโลกเป็นอย่างไร
นายแอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐฯ กล่าวว่า ฮามาสต้องยุติการโจมตีด้วยจรวด "ทันที" และระบุเพิ่มเติมว่า "ทุกฝ่ายจำเป็นต้องลดระดับความรุนแรงลง"
ขณะที่เจน ซากี โฆษกประจำทำเนียบขาว ได้กล่าวเช่นเดียวกันว่า ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของสหรัฐฯ มีความกังวลอย่างยิ่ง
ด้านนายโดมินิก ราบ รัฐมนตรีต่างประเทศสหราชอาณาจักร ได้ทวีตข้อความว่า การโจมตีด้วยจรวด "ต้องยุติลง" และเรียกร้องให้ "ยุติการพุ่งเป้าโจมตีประชาชน" ด้วย
นายโจเซป บอร์เรลล์ หัวหน้าฝ่ายนโยบายต่างประเทศของสหภาพยุโรป กล่าวว่า "ความรุนแรงที่เพิ่มสูงขึ้น" ในเขตเวสต์แบงก์, กาซา และเยรูซาเลมตะวันออก "จำเป็นต้องยุติลงในทันที"
เขากล่าวว่า การยิงจรวดจากกาซาเข้าใส่ประชาชนพลเรือนในอิสราเอล เป็นเรื่องที่ไม่อาจยอมรับได้อย่างสิ้นเชิง และทำให้สถานการณ์ทวีความรุนแรงขึ้น
ด้านคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ได้จัดการประชุมวาระเร่งด่วนเมื่อวันจันทร์เกี่ยวกับความรุนแรงดังกล่าว แต่ยังไม่มีการออกแถลงการณ์ใด ๆ
แต่จากการพูดคุยกับสำนักข่าวเอพี เจ้าหน้าที่การทูตคนหนึ่งกล่าวว่า สหประชาชาติ อียิปต์ และกาตาร์ ซึ่งมักจะเป็นผู้ช่วยไกล่เกลี่ยระหว่างอิสราเอลและฮามาส ต่างพยายามที่จะระงับการสู้รบนี้
อพยพคนไทยกลับประเทศ
นายธานี แสงรัตน์ อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ระบุในแถลงการณ์ว่า มีคนไทยได้รับบาดเจ็บ 1 ราย และได้จัดเที่ยวบินพิเศษนำคนไทยกลับประเทศ 222 คน เมื่อวานนี้ (11 พ.ค.)
ในแถลงการณ์ระบุว่า ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบ สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ ได้ประกาศแนะนำให้คนไทยในอิสราเอลเพิ่มความระมัดระวัง ติดตามข้อมูลข่าวสารอย่างใกล้ชิด และปฏิบัติตามคำแนะนำของทางการอิสราเอลอย่างเคร่งครัด รวมทั้งหลีกเลี่ยงการเดินทางไปสถานที่ชุมนุม นอกจากนั้น ยังได้ประสานกับแรงงานไทยในพื้นที่ต่าง ๆ ที่มีเหตุการณ์ความไม่สงบ ซึ่งล่าสุดทราบว่า มีคนไทยได้รับบาดเจ็บหนึ่งรายจากเหตุการณ์ดังกล่าว ซึ่งทางสถานเอกอัครราชทูตฯ กำลังดูแลและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
ในส่วนของการจัดเที่ยวบินพิเศษเพื่อนำคนไทยกลับประเทศไทย เมื่อวันที่ 11 พ.ค. 2564 สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ ได้จัดเที่ยวบินโดยมีคนไทยเดินทางกลับ จำนวน 222 คน ซึ่งผู้โดยสารทุกคนมีผลการตรวจว่าปลอดเชื้อโควิด-19 ก่อนเดินทาง 72 ชม. และจะเข้ารับการกักตัวตามหลักเกณฑ์ที่ทางการไทยกำหนด โดยนับตั้งแต่มีสถานการณ์โควิด-19 สถานเอกอัครราชทูตฯ ได้จัดเที่ยวบินพิเศษรวม 13 ครั้ง ส่งคนไทยกลับประเทศแล้วจำนวน 2,827 คน และจะดำเนินการจัดเที่ยวบินพิเศษอย่างต่อเนื่องต่อไป














