อิสราเอล : ย้อนรอยเหตุพิพาทการตั้งถิ่นฐานของชาวยิวในดินแดนปาเลสไตน์ ใครผิด ใครถูก

ที่มาของภาพ, Getty Images
ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและปาเลสไตน์ที่ยืดเยื้อมายาวนานหลายทศวรรษ คุกรุ่นขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อครั้งสหรัฐฯ ออกมาประกาศว่าการตั้งถิ่นฐานของชาวยิว ในดินแดนปาเลสไตน์เป็นเรื่องที่ไม่ผิดกฎหมายระหว่างประเทศ และล่าสุดโลกมีความกังวลว่านายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอลอาจประกาศการผนวกดินแดนบางส่วนในเขตเวสตแบงก์มาเป็นของตนในวันพรุ่งนี้ (1 ก.ค.)
บีบีซีชวนสำรวจดินแดนเวสต์แบงก์และอธิบายถึงผลกระทบที่จะเกิดต่อสันติภาพและความสงบของนานาชาติ
การเข้ามาตั้งอาณานิคมของชาวยิวในดินแดนของปาเลสไตน์ เช่น เขตเวสต์แบงก์และเยรูซาเลมตะวันออก เป็นหนึ่งในข้อพิพาทระหว่างสองประเทศมาเป็นเวลานานแล้ว
ประชาคมนานาชาติเห็นว่า การที่อิสราเอลอนุญาตให้ประชาชนของตัวเองเข้าไปตั้งถิ่นฐานภายในบริเวณที่ยึดครองมาได้ตั้งแต่สมัยสงครามหกวัน (Six-Day War) เมื่อปี 1967 นั้นเป็นเรื่องผิดกฎหมาย สหรัฐอเมริกาซึ่งเห็นพ้องกับนานาชาติ และมักประณามว่าเป็นการกระทำที่ "ปราศจากความชอบธรรม"
แต่เมื่อ 18 พ.ย. 2019 นายไมก์ ปอมเปโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ แถลงว่าสหรัฐฯ จะไม่ถือว่าการตั้งอาณานิคมของชาวยิวในเขตเวสต์แบงก์ เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายอีกต่อไป
"การเรียกการตั้งถิ่นฐานของพลเรือนว่าไม่สอดคล้องตามกฎหมายระหว่างประเทศนั้นไม่ช่วยแก้ปัญหาอะไร มันไม่ได้ช่วยให้กระบวนการสันติภาพเดินหน้าต่อไปได้" ปอมเปโอกล่าว
อย่างไรก็ตาม ทางการปาเลสไตน์กล่าวว่า อาณาเขตดังกล่าวนั้นเป็นของชาวปาเลสไตน์ และยังต้องการให้เป็นส่วนหนึ่งของรัฐในอนาคตอีกด้วย นอกจากนี้ ยังปฏิเสธท่าทีของสหรัฐฯ โดยกล่าวว่า การตัดสินใจดังกล่าวเพิ่มความเสี่ยงต่อ "ความมั่นคง ความปลอดภัย และสันติสุขของมนุษยชาติ" ด้วยการนำ "กฎแห่งป่า"เข้าแทนที่กฎหมายสากลระหว่างประเทศ
บาร์บารา เพล็ตต์ ผู้สื่อข่าวบีบีซีประจำภูมิภาคตะวันออกกลางมองความเคลื่อนไหวในครั้งนี้ว่าไม่เพียงแต่จะขัดขวางกระบวนการทางกฎหมายที่ปูทางไปสู่สันติภาพ แต่ยังกระทบสิทธิพื้นฐานและสิทธิในการกำหนดอนาคตตัวเองของชาวปาเลสไตน์ด้วย นอกจากนี้ การตั้งถิ่นฐานชาวยิวในพื้นที่ดังกล่าวยังอาจขยายวงกว้างเพิ่มมากขึ้น
การตั้งถิ่นฐานของชาวอิสราเอลคืออะไร

ที่มาของภาพ, AFP
พื้นที่อยู่อาศัยของชาวยิว เป็นชุมชนที่อิสราเอลสร้างขึ้นบนดินแดนที่เข้ายึดครองไว้ตั้งแต่สมัยสงครามตะวันออกกลางเมื่อปี ค.ศ. 1967
พื้นที่ดังกล่าว ได้แก่ เขตเวสต์แบงก์ เขตเยรูซาเลมตะวันออกที่เคยเป็นของจอร์แดน และที่ราบสูงโกลานซึ่งเคยเป็นของซีเรีย
ผู้คนบางส่วนเดินทางเข้ามาตั้งถิ่นฐานในพื้นที่เหล่านี้เพราะเหตุผลทางด้านศาสนา โดยพวกเขาเชื่อว่าพระผู้เป็นเจ้าประทานดินแดนผืนนี้แก่ชาวยิว
ส่วนคนอื่น ๆ ตัดสินใจลงหลักปักฐานที่นี่เพราะอสังหาริมทรัพย์มีราคาถูกกว่าที่อื่นอย่างมาก
พื้นที่เหล่านี้อยู่ตรงไหนกันบ้าง

ในเขตเยรูซาเลมตะวันออก พื้นที่ตั้งถิ่นฐานมีทั้งหมด 13 แห่ง และมีผู้อยู่อาศัยประมาณ 215,000 คน
ทางการอิสราเอลยังได้ตั้งนิคมบริเวณฉนวนกาซาและคาบสมุทรไซนายที่ยึดครองมาได้จากอียิปต์เมื่อปี 1967 นอกจากนี้ ยังมีพื้นที่อีกหลายแห่งบริเวณที่ราบสูงโกลานด้วย
เขตที่อยู่อาศัยเหล่านี้คิดเป็น 2% ของเขตเวสต์แบงก์ แต่นักวิเคราะห์บางรายประเมินว่า นิคมดังกล่าวกินพื้นที่มากกว่านั้นเพราะผู้คนทำเกษตรกรรม สร้างถนนหนทาง และยังต้องการกองกำลังทางหารมาคอยเฝ้าระวังอีกด้วย

ทำไมจึงไปตั้งรกรากท่ามกลางความขัดแย้ง

ที่มาของภาพ, Getty Images
ประเด็นการตั้งอาณานิคมนี้กลายเป็นหนึ่งในความบาดหมางรุนแรงระหว่างอิสราเอลและปาเลสไตน์ อีกทั้งยังเคยทำให้การเจรจาเพื่อสันติภาพต้องล่มไปหลายคราวอีกด้วย
ชาวปาเลสไตน์มองว่านิคมเหล่านี้เป็นปัญหาเพราะพวกเขาถือว่าสิทธิครอบครองพื้นที่บริเวณนี้ควรเป็นของพวกเขา นอกจากนี้ ชาวปาเลสไตน์ยังเดินทางสัญจรอย่างยากลำบาก เพราะต้องผ่านด่านตรวจ รวมไปถึงสิ่งกีดขวางต่าง ๆ นับร้อย ที่อิสราเอลนำมาใช้ป้องกันพื้นที่จากกองกำลังติดอาวุธ
ข้อขัดแย้งสำคัญอีกประการหนึ่ง คือ ชาวปาเลสไตน์มองว่าการมีอยู่ของนิยมชาวยิวในเขตเวสต์แบงก์และเขตเยรูซาเลมตะวันออก ทำให้ปาเลสไตน์ไม่สามารถสร้างรัฐของตัวเอง ได้สมบูรณ์อย่างทีคาดไว้
ทั้งนี้ ปาเลสไตน์ต้องการให้อิสราเอลถอนอาณานิคมของตนเองออกให้หมดก่อนจึงจะเริ่มเจรจาและพูดคุยเพื่อสันติภาพอีกครั้งหนึ่ง
แต่อิสราเอลยืนกรานว่า ปาเลสไตน์กำลังใช้เรื่องอาณานิคมมาเป็นข้ออ้างเพื่อหลีกเลี่ยงการเจรจาเพื่อสันติภาพ และยังชี้ด้วยว่า ตามความตกลงออสโล (Oslo Accords) ในปี 1993 หากการเจรจายังไม่เข้าสู่วาระสุดท้าย จะต้องเลื่อนประเด็นขัดแย้งเรื่องนี้ออกไปก่อน

ยุครัฐบาลทรัมป์ มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้าง

ที่มาของภาพ, AFP
คำอธิบายสั้น ๆ คือ เปลี่ยนไปอย่างมาก
ตั้งแต่เข้ารับตำแหน่ง โดนัลด์ ทรัมป์ แสดงท่าทีเพิกเฉยค่อนข้างมากต่อการตั้งอาณานิคมของชาวยิว หากเปรียบเทียบกับสมัยประธานาธิบดีบารัค โอบามา
สหรัฐฯ เคยใช้คำเรียกการตั้งอาณานิคมว่าเป็นการกระทำที่ "ผิดกฎหมาย" มาก่อน ทว่าตั้งแต่ จิมมี คาร์เตอร์ เข้าดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีเมื่อปี 1980 สหรัฐฯ ประณามพฤติกรรมดังกล่าวว่า "ปราศจากความชอบธรรม" แทน
แถลงการณ์จากคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติเมื่อเดือนธันวาคม 2016 ระบุว่า การตั้งนิคมนั้น "ไม่มีผลทางกฎหมายและละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ"
อย่างไรก็ตาม มติใดใดของสหประชาชาติเรื่องอิสราเอล ที่ออกมาภายใต้มาตร 6 ของกฎบัตรสหประชาชาตินั้นไม่มีผลพูกผันทางกฎหมาย
ล่าสุด นอกจากรัฐบาลทรัมป์ได้ออกมากล่าวว่าการตั้งนิคมของชาวยิวไม่เกี่ยวข้องกับกฎหมายสากลระหว่างประเทศแล้ว ยังเปลี่ยนท่าทีของนโยบายที่ดำเนินมานานหลายทศวรรษ โดยให้การยอมรับอำนาจอธิปไตยของอิสราเอลเหนือเขตเยรูซาเลมตะวันออกและที่ราบสูงโกลาน
นายกรัฐมนตรีอิสราเอล เบนจามิน เนทันยาฮู ยังประกาศอีกด้วยว่า จะขยายพื้นที่อาณานิคมของชาวยิวในเขตเวสต์แบงก์ หุบเขาจอร์แดน และ ทะเลสาบเดดซีทางตอนเหนือ โดยสื่อรายงานว่า แผนการนี้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของทรัมป์ที่เตรียมหาข้อตกลงทางสันติภาพระหว่างคู่ขัดแย้งทั้งสองภายในอนาคตอันใกล้
อย่างไรก็ตาม ปาเลสไตน์ออกมาเตือนว่า หากอิสราเอลยังตั้งใจจะขยายอำนาจอธิปไตยให้กับการตั้งนิคมอีก การดำเนินการด้านสันติภาพจะพังทลาย
สรุปแล้ว การตั้งนิคมผิดกฎหมายระหว่างประเทศหรือไม่

ที่มาของภาพ, AFP
องค์กรในประชาคมโลก เช่น สหประชาชาติ และ ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ระบุว่า การตั้งอาณานิคมนั้นเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย
หลักการดังกล่าวมาจาก อนุสัญญาเจนีวาฉบับที่ 4 ปี 1949 ซึ่งระบุห้ามมิให้พลเมืองของประเทศที่เข้ายึดครองอำนาจ สามารถครอบครองเขตแดนนั้น ๆ ได้
อย่างไรก็ตาม อิสราเอลกล่าวว่า อนุสัญญาเจนีวา ฉบับที่ 4 นั้นไม่สามารถนำมาบังคับใช้โดยนิตินัยกับเขตเวสต์แบงก์ เพราะดินแดนดังกล่าวไม่ได้ถูกยึดครอง โดยความเป็นจริง ทางการอิสราเอลยังยืนกรานว่า พลเมืองของตนตั้งถิ่นฐานที่นั่นอย่างถูกต้องตามกฎหมายหลังป้องกันภัยจากสงคราม ไม่ใช่การเข้ายึดครองเขตเวสต์แบงก์โดยละเมิดอำนาจอธิปไตยของใคร
นอกจากนี้ อิสราเอลยังย้ำว่า สิทธิทางกฎหมายในการตั้งอาณานิคมของชาวยิวถูกรับรองโดย กฎอาณัติของสันนิบาตชาติ ปี 1922 ซึ่งก็อยู่ภายใต้กฎบัตรของสหประชาชาติ










