โควิด-19 : จะชั่งน้ำหนักอย่างไรระหว่างความเสี่ยงกับประโยชน์ที่จะได้จากวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า

ที่มาของภาพ, PA Media
- Author, โรเบิร์ต คัฟฟ์
- Role, หัวหน้าแผนกสถิติ
สำหรับคนส่วนใหญ่ที่ได้รับการเสนอให้ฉีดวัคซีนต้านโควิด-19 ของอ็อกซ์ฟอร์ด-แอสตร้าเซนเนก้านั้น พบว่าวัคซีนชนิดนี้มีประโยชน์มากกว่าความเสี่ยงต่อสุขภาพอย่างชัดเจน
แต่คณะกรรมการร่วมด้านการให้วัคซีนและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันโรค (Joint Committee on Vaccination and Immunisation หรือ JCVI) ของสหราชอาณาจักรได้ออกคำแนะนำให้คนอายุต่ำกว่า 30 ปี ได้รับวัคซีนชนิดอื่นแทนของแอสตร้าเซนเนก้า เนื่องจากพบผู้ได้รับวัคซีนชนิดนี้ "ในจำนวนที่น้อยมาก" ที่เกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตัน
วัคซีนต้านโควิด-19 ที่เหมาะกับแต่ละคนมีความแตกต่างกันออกไป โดยต้องชั่งน้ำหนักความเสี่ยงของโอกาสที่จะเกิดผลข้างเคียง กับโอกาสที่จะติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ แล้วอาจล้มป่วยรุนแรง หรือถึงขั้นเสียชีวิต
ปัจจุบันเรายังไม่มีความรู้เพียงพอที่จะนำข้อมูลต่าง ๆ มาประมวลเพื่อให้ทราบได้แน่ชัดว่าวัคซีนชนิดใดเหมาะสมกับคุณมากที่สุด
แต่นี่คือข้อมูลดีที่สุดในตอนนี้ที่เราทราบเกี่ยวกับความเสี่ยงและประโยชน์จากวัคซีนของแอสตร้าเซนเนก้า
การเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันของผู้ได้รับวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าเป็นสิ่งที่พบได้ยากมาก เราจึงต้องเริ่มวิเคราะห์เรื่องนี้ด้วยจำนวนคนที่มากเพื่อให้สามารถทำความเข้าใจได้โดยง่าย
ดังนั้นเราจะใช้จำนวนผู้ได้รับการฉีดวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าที่สมมุติขึ้น 10 ล้านคน
ความเสี่ยงเกิดลิ่มเลือดอุดตันจากวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้ามีมากแค่ไหน
หน่วยงานที่กำกับดูแลเรื่องวัคซีนกำลังรวบรวมรายละเอียดของกรณีผู้เกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันหลังจากได้รับวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า เพื่อหาว่าในจำนวนนี้มีกี่คนที่เป็นผลโดยตรงมาจากการได้รับวัคซีน
หากตั้งสมมติฐานอย่างเลวร้ายที่สุด คือการเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันทุกรายเป็นผลโดยตรงมาจากวัคซีนชนิดนี้ ก็จะช่วยให้สามารถประเมินความเสี่ยงนี้ได้อย่างคร่าว ๆ
จากข้อมูลปัจจุบันที่หน่วยงานกำกับดูแลด้านยาของสหราชอาณาจักรประกาศออกมา หากประเมินจากตัวเลขผู้ได้รับการฉีดวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าที่สมมุติขึ้น 10 ล้านคน ก็อาจคาดการณ์ได้ว่าจะมี 40 คนที่เกิดลิ่มเลือดอุดตัน โดยในจำนวนนี้ราว 10 คนจะมีอาการรุนแรงถึงชีวิต
ตัวเลขผู้เสียชีวิต 10 คน จากผู้ได้รับการฉีดวัคซีน 10 ล้านคน เท่ากับว่าโอกาสเสียชีวิตจะอยู่ที่ 1 ใน 1 ล้านราย
ซึ่งนั่นเป็นความเสี่ยงระดับเดียวกับโอกาสที่คุณจะถูกฆาตกรรมในเดือนหน้า หรือเท่ากับความเสี่ยงที่จะประสบอุบัติเหตุบนท้องถนนหากคุณขับรถไปในระยะทาง 400 กิโลเมตร

ที่มาของภาพ, PA Media
ความเสี่ยงตามปกติของการเกิดลิ่มเลือดอุดตันเป็นอย่างไร
หากประเมินจากกลุ่มตัวอย่างที่สมมุติขึ้น 10 ล้านคน ก็สามารถอนุมานได้คร่าว ๆ ว่าในแต่ละปีจะมีผู้ชาย 40 คน และผู้หญิง 100 คน ที่เกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันแม้จะไม่ได้รับวัคซีน โดยในจำนวนนี้จะมีคนหนุ่มสาวมากกว่าคนกลุ่มอื่น ๆ
นั่นคือตัวเลขคาดการณ์ในห้วงเวลา 12 เดือน ดังนั้นการได้เห็นตัวเลขมาก ๆ ภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์หลังจากการฉีดวัคซีนก็คือส่วนหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงความเสี่ยงที่สูงขึ้น
การศึกษาชิ้นหนึ่งที่เฝ้าสังเกตภาวะลิ่มเลือดอุดตันพบว่า 3 ใน 4 ของผู้ป่วยจะฟื้นตัวจากอาการป่วยได้เป็นอย่างดี แต่มีเพียงจำนวนน้อย คือ 1-2 รายที่อาจเสียชีวิตภายใน 1 เดือนหลังเกิดอาการ
หน่วยงานกำกับดูแลด้านการแพทย์ของยุโรประบุว่า จนถึงกลางเดือน มี.ค. มีการคาดการณ์ว่าจะมีคนอายุต่ำกว่า 50 ปีที่ได้รับวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าแล้วเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันราว 1-2 ราย แต่ในความเป็นจริงกลับพบว่าตัวเลขดังกล่าวสูงถึง 12 ราย หรือมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ประมาณ 9 เท่า
ความเสี่ยงการเกิดลิ่มเลือดอุดตันจากการใช้ยาเม็ดเป็นอย่างไร
ภาวะลิ่มเลือดอุดตันจากการใช้ยาเม็ดมักเกิดขึ้นในกลุ่มสตรีมีครรภ์ หรือผู้ที่รับฮอร์โมนเพศหญิงมากกว่ากลุ่มอื่น
โดยทั่วไปแล้ว หากคุณกินยาคุมกำเนิดก็จะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นประมาณ 6 เท่า เมื่อเทียบกับการไม่กินยาประเภทนี้
ดังนั้นหากมองเผิน ๆ ก็จะเห็นว่าความเสี่ยงจะเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันจากการกินยาคุมกำเนิด ก็จะอยู่ในระดับใกล้เคียงกับความเสี่ยงที่อาจเชื่อมโยงกับการได้รับวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า แต่ข้อมูลที่เรามีอยู่ในปัจจุบันยังไม่สามารถชี้ชัดเรื่องนี้ได้แน่นอน
ประโยชน์จากการได้รับวัคซีนคืออะไร
เมื่อประเมินจากยอดผู้ติดเชื้อโรคโควิด-19 ของสหราชอาณาจักรในปัจจุบัน หากมีการชะลอการให้วัคซีนต้านโควิดแก่กลุ่มตัวอย่างที่สมมุติขึ้น 10 ล้านคนนี้ออกไป 1 สัปดาห์ ก็อาจทำให้มีผู้ติดเชื้อราว 16,000 คน
หากกลุ่มตัวอย่างนี้เป็นผู้ใหญ่ทั้งหมด คือ กลุ่มคนในวัย 60 ปี ก็อาจทำให้มีคนราว 1,000 คน ล้มป่วยหนักจนต้องเข้าโรงพยาบาล และคาดว่าในจำนวนนี้ราว 300 คนอาจเสียชีวิต ซึ่งมากกว่าผู้เสียชีวิตจากภาวะลิ่มเลือดอุดตัน 10 คน ที่เรากล่าวมาข้างต้น
แต่หากกลุ่มตัวอย่างนี้เป็นผู้ใหญ่ตอนต้น ความเสี่ยงที่จะติดโควิด-19 และป่วยจนต้องเข้าโรงพยาบาลหรือเสียชีวิตก็จะน้อยกว่ามาก
หากกลุ่มตัวอย่างที่ติดเชื้อเป็นคนในวัย 40 ปี ก็อาจมีผู้เสียชีวิต 16 คน และอัตราการเสียชีวิตก็จะลดต่ำลงไปอีกในกลุ่มคนอายุ 20-30 ปี
ดังนั้นสำหรับกลุ่มคนอายุน้อย ตัวเลือกของวัคซีน ว่าควรจะรับการฉีดวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าหรือไม่นั้นจึงฟันธงไม่ได้ชัดเจน เพราะยังมีความไม่แน่นอนอีกมากมายในตัวเลขเหล่านี้
แต่เรื่องการเสียชีวิตไม่ใช่แค่ปัญหาเดียว เพราะราว 1 ใน 4 ของผู้ป่วยโควิดอาการวิกฤตมักมีภาวะลิ่มเลือดอุดตันซึ่งเป็นผลมาจากเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่
การที่คนในวัย 30 ปีมักมีแน้วโน้มจะมีอาการป่วยจากโควิด-19 ที่ยาวนานสูงกว่าคนในวัย 70 ปี จึงทำให้โดยเฉลี่ยจะมีคนในกลุ่มตัวอย่างนี้กว่า 2,000 คน ที่จะต้องทนทุกข์จากอาการของโรคโควิด-19 ต่อไปหลังได้รับเชื้อไปแล้ว 3 เดือน และกว่าครึ่งของคนกลุ่มนี้จะทำกิจวัตรประจำวันได้อย่างจำกัดเพราะอาการป่วยที่เกิดขึ้น
ส่วนคนในกลุ่มเสี่ยงที่จะติดเชื้อโรคโควิด-19 หรือมีแนวโน้มสูงที่จะเสียชีวิตจากโรคนี้ ก็มีข้อมูลบ่งชี้ที่ชัดเจนจากศาสตราจารย์อดัม ฟินน์ สมาชิกคณะกรรมการร่วมด้านการให้วัคซีนและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันโรค ที่ระบุว่า "โอกาสที่คุณจะมีชีวิตและมีสุขภาพดีจะเพิ่มขึ้นหากได้รับวัคซีนต้านโควิด-19 แต่โอกาสดังกล่าวจะลดลงหากคุณไม่ได้รับวัคซีน"
แต่เรื่องนี้อาจเปลี่ยนไปสำหรับคนหนุ่มสาว
ศาสตราจารย์คริส วิตตี หัวหน้าเจ้าหน้าที่การแพทย์ของอังกฤษ กล่าวว่า เมื่อพิจารณาถึงคนในวัย 20 ปี ที่ไม่มีปัญหาสุขภาพ ก็ยิ่งต้องใคร่ครวญอย่างละเอียดรอบคอบถึงผลข้างเคียงที่พบได้ไม่บ่อยนี้ เพราะปัจจัยเรื่องความเสี่ยงกับประโยชน์จากวัคซีนอาจอยู่ในระดับที่เกือบเท่าเทียมกัน












