นิปาห์: นักวิจัยไทยและทีมงานร่วมไขปริศนาไวรัสอีกชนิดที่กำลังสร้างความกังวลในทวีปเอเชีย

ค้างคาวผลไม้

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ค้างคาวผลไม้ เป็นพาหะตามธรรมชาติของไวรัสนิปาห์
    • Author, แฮร์เรียต คอนสเตเบิล
    • Role, 12 ม.ค. 2021

อัตราการเสียชีวิตของการติดเชื้อไวรัสนิปาห์สูงถึง 75% และขณะนี้ยังไม่มีวัคซีนป้องกัน ขณะที่ทั้งโลกกำลังให้ความสนใจกับโควิด-19 นักวิทยาศาสตร์หลายคนกำลังทำงานอย่างหนักเพื่อให้มั่นใจว่าไวรัสนี้จะไม่ทำให้เกิดการระบาดใหญ่ไปทั่วโลก

3 ม.ค. 2563 ขณะที่สุภาภรณ์ วัชรพฤษาดี กำลังรอรับพัสดุ มีการลือกันว่าโรคระบบทางเดินหายใจบางชนิดกำลังทำให้คนในเมืองอู่ฮั่นของจีนป่วยและเสียชีวิตจำนวนมาก ช่วงนั้นกำลังเข้าใกล้เทศกาลตรุษจีน ซึ่งนักท่องเที่ยวชาวจีนจำนวนมากกำลังจะมุ่งหน้ามาฉลองในประเทศไทย เพื่อความรอบคอบ รัฐบาลไทยได้เริ่มคัดกรองผู้โดยสารที่สนามบินที่เดินทางมาจากเมืองอู่ฮั่น และได้เลือกห้องปฏิบัติการ 2-3 แห่ง ในการตรวจสอบตัวอย่างที่เก็บมาเพื่อดูว่ามีปัญหาหรือไม่ รวมถึงห้องปฏิบัติการของสุภาภรณ์ด้วย

สุภาภรณ์ เป็นนักล่าไวรัสมือฉมัง เธอดูแลศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ สภากาชาดไทย เธอเป็นส่วนหนึ่งของโครงการพรีดิกต์ (Predict) ตลอดช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นความพยายามร่วมมือกันของทั่วโลกในการตรวจหาและหยุดยั้งโรคต่าง ๆ ที่สัตว์สามารถแพร่ให้สู่คน

เธอและทีมงานได้เก็บตัวอย่างสิ่งมีชีวิตหลายสายพันธุ์ แต่ได้มุ่งเน้นไปที่ค้างคาวเป็นหลัก ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่า ค้างคาวเป็นพาหะของไวรัสโคโรนาหลายชนิด

ชั่วเวลาเพียงไม่กี่วัน เธอและทีมงานก็รู้จักกับโรคโควิด-19 โดยตรวจพบผู้ติดโรคโควิด-19 นอกประเทศจีนคนแรก พวกเขาพบว่า มันเป็นไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ที่ไม่ได้มีต้นกำเนิดมาจากมนุษย์ มันมีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับไวรัสโคโรนาหลายชนิดที่เคยพบในค้างคาวมาก่อน การได้ทราบข้อมูลนี้แต่เนิ่น ๆ ทำให้รัฐบาลไทยสามารถกักกันตัวผู้ป่วยและให้คำแนะนำพลเมืองได้อย่างรวดเร็ว ถึงแม้จะมีประชากรเกือบ 70 ล้านคน แต่ข้อมูล ณ วันที่ 13 ม.ค. 2564 ประเทศไทย มีผู้ติดเชื้อรวม 10,991 คน และมีผู้เสียชีวิต 67 คน

ภัยคุกคามถัดไป

แม้ว่าขณะนี้โลกของเรากำลังต่อสู้กับโควิด-19 อยู่ แต่สุภาภรณ์ก็เริ่มตรวจสอบดูแล้วว่า จะมีโรคระบาดใหญ่ชนิดใหม่เกิดขึ้นหรือไม่

2px presentational grey line
สุภาภรณ์ วัชรพฤษาดี พูดคุยกับทีมงาน ซึ่งเป็นทีมแรกที่ยืนยันผู้ติดป่วยโควิด-19 นอกประเทศจีน เกี่ยวกับภารกิจเก็บตัวอย่างค้างคาวในเดือน ก.ย. 2020

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, สุภาภรณ์ วัชรพฤษาดี พูดคุยกับทีมงาน ซึ่งเป็นทีมแรกที่ยืนยันผู้ติดป่วยโควิด-19 นอกประเทศจีน เกี่ยวกับภารกิจเก็บตัวอย่างค้างคาวในเดือน ก.ย. 2563

ประวัติ สุภาภรณ์ วัชรพฤษาดี

ข้อมูลจากเว็บไซต์สภาเทคนิคการแพทย์ระบุว่า ดร.เทคนิคการแพทย์หญิงสุภาภรณ์ วัชรพฤษาดี รองหัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทย์ศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย จบการศึกษาระดับปริญญาตรี วิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อปี 2534 จากนั้นได้ศึกษาต่อระดับปริญญาโท วิทยาศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาวิชาชีวเคมี มหาวิทยาลัยมหิดล และปริญญาเอก วิทยาศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาชีวเวชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

หลังจบการศึกษาได้เข้าทำงานที่สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์การแพทย์ทหาร ฝ่ายอเมริกัน (AFRIM) เป็นที่แรก ต่อมาในปี 2543 ดำรงตำแหน่งรองหัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคติดต่ออุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย

2px presentational grey line

เอเชียมีโรคอุบัติใหม่เกิดขึ้นจำนวนมาก ภูมิภาคร้อนชื้นมีความหลากหลายทางชีวภาพอย่างมาก ภูมิภาคนี้จึงเป็นแหล่งของเชื้อโรคจำนวนมากเช่นกัน เป็นการเพิ่มโอกาสในการเกิดขึ้นของไวรัสชนิดใหม่ ประชากรมนุษย์ที่เพิ่มจำนวนมากขึ้น และการสัมผัสกันระหว่างมนุษย์และสัตว์ป่าเพิ่มมากขึ้นในภูมิภาคเหล่านี้ ต่างก็เป็นปัจจัยเสี่ยง

ตลอดช่วงเวลาที่ต้องทำงานเก็บตัวอย่างค้างคาวหลายพันตัว สุภาภรณ์และเพื่อนร่วมงานได้ค้นพบไวรัสชนิดใหม่มากมาย ส่วนใหญ่เป็นไวรัสโคโรนา แต่ก็พบโรคอันตรายถึงชีวิตอื่น ๆ ที่แพร่เข้ามาสู่คนด้วยเช่นกัน

เชื้อโรคเหล่านี้รวมถึงไวรัสนิปาห์ซึ่งมีค้างคาวผลไม้เป็นพาหะตามธรรมชาติ

"มันเป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างมาก เพราะไม่มีวิธีรักษา...และอัตราการเสียชีวิตจากไวรัสนี้สูง" สุภาภรณ์กล่าว อัตราการเสียชีวิตจากการติดเชื้อไวรัสนิปาห์อยู่ระหว่าง 40-75% ขึ้นอยู่กับว่าการระบาดเกิดขึ้นที่ไหน

เธอไม่ได้กังวลเรื่องนี้เพียงลำพัง ในแต่ละปี องค์การอนามัยโลก (World Health Organization--WHO) จะทบทวนบัญชีเชื้อโรคที่อาจทำให้เกิดเหตุฉุกเฉินทางสาธารณสุขได้ เพื่อตัดสินใจว่าจะสนับสนุนเงินทุนให้กับการพัฒนาและการวิจัยด้านใดเป็นลำดับแรก โดยจะมุ่งเน้นไปที่เชื้อโรคที่เสี่ยงต่อสุขภาพของมนุษย์มากที่สุด มีโอกาสทำให้เกิดการระบาดใหญ่ไปทั่วโลก และขณะนี้ยังไม่มีวัคซีนป้องกัน

ไวรัสนิปาห์อยู่ใน 10 อันดับแรก โดยมีการระบาดเกิดขึ้นแล้วหลายแห่งในเอเชีย และยังไม่เห็นทีท่าว่ามันจะยุติลง

ค้างคาวผลไม้

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ค้างคาวผลไม้ เป็นพาหะตามธรรมชาติของไวรัสนิปาห์

มีหลายเหตุผลที่ไวรัสนิปาห์น่ากลัวเป็นอย่างยิ่ง ระยะฟักตัวที่ยาวนานของโรค (มีรายงานว่านานถึง 45 วัน ในกรณีหนึ่ง) เท่ากับเป็นการเพิ่มโอกาสที่ผู้ติดเชื้อซึ่งไม่รู้ตัวว่ามีเชื้ออยู่ จะแพร่กระจายเชื้อออกไป สัตว์หลายชนิดติดเชื้อไวรัสนิปาห์ได้ ทำให้โอกาสในการแพร่กระจายเชื้อเพิ่มมากขึ้นไปอีก และการติดเชื้ออาจเกิดได้ทั้งจากการสัมผัสโดยตรงหรือการบริโภคอาหารที่ปนเปื้อนไวรัสนี้

คนที่ติดเชื้อไวรัสนิปาห์อาจมีอาการระบบทางเดินหายใจ รวมถึง ไอ เจ็บคอ ปวดเมื่อยและอ่อนเพลีย และสมองอักเสบ ซึ่งเป็นการบวมของสมองที่อาจทำให้เกิดอาการชักและเสียชีวิตได้ เรียกได้ว่า มันเป็นโรคที่องค์การอนามัยโลกต้องการป้องกันไม่ให้เกิดการแพร่ระบาด

สัมผัสเชื้อได้ทุกหนแห่ง

ช่วงเช้าตรู่แสงแรกแห่งวันในเมืองพระตะบอง เมืองที่มีแม่น้ำสังแกไหลผ่านทางตะวันตกเฉียงเหนือของกัมพูชา ตลาดเช้าที่นี่เริ่มเปิดตั้งแต่เวลา 05.00 น. จักรยานยนต์หลายคันวิ่งสวนกันผ่านหน้าพ่อค้าแม่ขายจนฝุ่นตลบ รถเข็นที่มีสินค้าวางเรียงกันเป็นกองสูง และมีผ้าหลากสีสันคลุมเป็นหลังคา จอดอยู่ข้าง ๆ แผงขายผลไม้รูปทรงแปลกประหลาด ชาวบ้านเดินเข้าออก หิ้วถุงพลาสติกที่เต็มไปด้วยของที่จับจ่ายซื้อหา หญิงชราหลายคนสวมหมวกปีกกว้าง ย่อตัวลงไปยังผ้าปูที่มีผักหลายชนิดวางขายอยู่

นี่คือภาพที่เห็นกันชินตาของตลาดเช้า แต่เมื่อคุณแหงนหน้ามองไปบนท้องฟ้า

ตลาดเข้าในเมืองพระตะบองของกัมพูชา ก็ไม่ต่างจากตลาดเช้าทั่วไป เว้นแต่ว่ามีค้างคาวผลไม้อยู่

ที่มาของภาพ, Piseth Mora

คำบรรยายภาพ, ตลาดเข้าในเมืองพระตะบองของกัมพูชา ก็ไม่ต่างจากตลาดเช้าทั่วไป เว้นแต่ว่ามีค้างคาวผลไม้อยู่

ค้างคาวผลไม้หลายพันตัวเกาะอยู่อย่างเงียบ ๆ ตามต้นไม้ ขับถ่ายมูลและฉี่ลงมาเปรอะเปื้อนสิ่งที่อยู่ด้านล่าง เมื่อเข้าไปดูหลังคาแผงขายของในตลาดใกล้ ๆ จะเห็นมูลค้างคาวติดอยู่เต็มไปหมด เวียสนา ดวง หัวหน้าหน่วยไวรัสวิทยา ห้องปฏิบัติการวิจัยทางวิทยาศาสตร์สถาบันพาสเจอร์ (Institut Pasteur) ในกรุงพนมเปญ ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมงานและผู้ประสานงานของสุภาภรณ์ กล่าวว่า "ผู้คนและสุนัขจรจัดเดินผ่านไปมาบริเวณที่ค้างคาวเหล่านี้เกาะอยู่บนต้นไม้และสัมผัสกับฉี่ค้างคาวทุกวัน"

ตลาดพระตะบองเป็นหนึ่งในหลายจุดที่ดวงระบุว่า ค้างคาวผลไม้และสัตว์ชนิดอื่น ๆ สัมผัสกับมนุษย์เป็นประจำทุกวันในกัมพูชา การที่มนุษย์และค้างคาวผลไม้เข้าใกล้กันในโอกาสใด ๆ ก็ตาม ถือว่าเป็น "การสัมผัสที่มีความเสี่ยงสูง" (high risk interface) ตามคำที่ทีมงานเรียก ซึ่งหมายความว่า อาจจะมีการแพร่กระจายเชื้อจากค้างคาวมาสู่คนได้สูงมาก "การสัมผัสประเภทนี้อาจทำให้ไวรัสกลายพันธุ์ ซึ่งอาจทำให้เกิดการระบาดใหญ่ไปทั่วโลกได้" ดวงกล่าว

แม้ว่าจะมีอันตราย แต่ก็มีการเข้าใกล้ค้างคาวอยู่ไม่จบสิ้น "เราเฝ้าสังเกตการณ์ [ค้างคาวผลไม้] ที่นี่และในประเทศไทย ตามตลาดต่าง ๆ สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ โรงเรียน และแหล่งท่องเที่ยวอย่างนครวัด มีค้างคาวจำนวนมากอยู่ที่นั่น" เขากล่าว ในช่วงเวลาปกติ มีคนเดินทางเยือนนครวัดปีละ 2.6 ล้านคน นั่นหมายถึงโอกาส 2.6 ล้านครั้งที่ไวรัสนิปาห์จะแพร่จากค้างคาวไปสู่คนในแต่ละปีจากสถานที่เพียงแค่แห่งเดียว

ค้างคาวผลไม้บินอยู่เหนือตลาดเช้าพระตะบอง หนึ่งในสถานที่หลายแห่งในกัมพูชาที่ค้างคาวและมนุษย์เข้าใกล้กันในชีวิตประจำวัน

ที่มาของภาพ, Piseth Mora

คำบรรยายภาพ, ค้างคาวผลไม้บินอยู่เหนือตลาดเช้าพระตะบอง หนึ่งในสถานที่หลายแห่งในกัมพูชาที่ค้างคาวและมนุษย์เข้าใกล้กันในชีวิตประจำวัน

ตั้งแต่ปี 2556-2559 ดวงและทีมงานของเขาได้ใช้โครงการแกะรอยจีพีเอส เพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับไวรัสนิปาห์และค้างคาวผลไม้ให้มากขึ้น และยังใช้ในการเปรียบเทียบกิจกรรมของค้างคาวในกัมพูชากับค้างคาวในภูมิภาคอื่น ๆ ที่มีค้างคาวชนิดนี้อยู่ชุกชุม

ในจำนวนนั้นมีอยู่ 2 แห่งคือ บังกลาเทศและอินเดีย ทั้งสองประเทศนี้เคยเกิดการระบาดของไวรัสนิปาห์มาแล้วในอดีต และต่างก็น่าจะเกี่ยวข้องกับการดื่มน้ำอินทผลัม

ตอนกลางคืน ค้างคาวที่มีเชื้อจะบินไปยังสวนอินทผลัม และดูดกินน้ำอินทผลัมขณะที่มันไหลออกมาจากต้น ตอนที่มันกิน มันอาจฉี่ลงในถ้วยรองน้ำอินทผลัมด้วย ชาวบ้านที่ไม่รู้ก็จะซื้อน้ำอินทผลัมในวันต่อมาจากคนที่เอามาขายตามท้องถนน ดื่มน้ำนี้เข้าไปและทำให้ติดโรค

การระบาดของไวรัสนิปาห์ 11 ครั้งในบังกลาเทศตั้งแต่ปี 2544-2554 มีการตรวจพบเชื้อไวรัสนิปาห์ในคน 196 คน ในจำนวนนี้ 150 คน เสียชีวิต

น้ำอินทผลัมได้รับความนิยมในกัมพูชาเช่นกัน ซึ่งดวงและทีมงานของเขาพบว่า ค้างคาวผลไม้ในกัมพูชาบินออกไปไกลถึง 100 กิโลเมตรในแต่ละคืน เพื่อหาผลไม้กิน นั่นหมายความว่า มนุษย์ในภูมิภาคเหล่านี้จำเป็นต้องระมัดระวังทั้งเรื่องการเข้าใกล้ค้างคาวและการบริโภคผลิตภัณฑ์ที่อาจปนเปื้อนเชื้อโรคจากค้างคาวด้วย

ดวงและทีมงานของเขาพบสถานการณ์ที่มีความเสี่ยงสูงอีกหลายอย่าง มูลค้างคาว (มีอีกชื่อว่า ปุ๋ยขี้นก) เป็นปุ๋ยที่ได้รับความนิยมมากในกัมพูชาและไทย โดยในพื้นที่ทุรกันดารหลายแห่ง การขายมูลค้างคาวอาจเป็นหนทางที่ช่วยหาเลี้ยงชีพได้ ดวงระบุสถานที่หลายแห่งซึ่งชาวบ้านล่อให้ค้างคาวผลไม้ หรือที่รู้จักกันในชื่อ จิ้งจอกบิน ไปเกาะอยู่ใกล้กับบ้านของพวกเขา เพื่อที่จะได้เก็บปุ๋ยมูลค้างคาวมาขาย

ชาวบ้านเก็บปุ๋ยมูลค้างคาวมาขาย ซึ่งเป็นปุ๋ยที่ได้รับความนิยมในกัมพูชาและไทย แต่เป็นปุ๋ยที่มาพร้อมกับความเสี่ยงหลายอย่าง

ที่มาของภาพ, Sa Sola

คำบรรยายภาพ, ชาวบ้านเก็บปุ๋ยมูลค้างคาวมาขาย ซึ่งเป็นปุ๋ยที่ได้รับความนิยมในกัมพูชาและไทย แต่เป็นปุ๋ยที่มาพร้อมกับความเสี่ยงหลายอย่าง

แต่คนเก็บมูลค้างคาวหลายคนไม่รู้ว่าพวกเขากำลังเผชิญกับความเสี่ยงอะไรจากการทำเช่นนั้น

"60% ของคนที่เราสัมภาษณ์ไม่รู้ว่า ค้างคาวแพร่เชื้อโรค และยังขาดความรู้ด้วย" ดวงกล่าว

ย้อนกลับไปที่ตลาดในพระตะบอง โสพร เดือน กำลังขายไข่เป็ด เมื่อถูกถามว่า เธอเคยได้ยินชื่อไวรัสนิปาห์ หนึ่งในเชื้อโรคที่มีอันตรายหลายโรคที่ค้างคาวเป็นพาหะหรือไม่ เธอตอบว่า "ไม่เคยเลย ชาวบ้านไม่ได้รู้สึกรำคาญจิ้งจอกบิน ฉันไม่เคยล้มป่วยเพราะมัน"

ดวงเชื่อว่าการให้ความรู้ชาวบ้านเกี่ยวกับความเสี่ยงในการสัมผัสกับค้างคาวเป็นเรื่องสำคัญที่ควรเริ่มทำ

เปลี่ยนแปลงโลก

การหลีกหนีจากค้างคาวอาจจะเป็นเรื่องง่ายในอดีต แต่เมื่อประชากรมนุษย์เพิ่มขึ้น มนุษย์กำลังเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้และทำลายที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติของสัตว์เพื่อตอบสนองต่อความต้องการใช้ทรัพยากรที่เพิ่มมากขึ้น การทำเช่นนั้นยิ่งทำให้โรคแพร่กระจายมากขึ้น รีเบกกาห์ เจ ไวต์ และออร์ลี รัซเกอร์ ผู้เขียนบทความของมหาวิทยาลัยเอ็กซิเตอร์ (University of Exeter) เกี่ยวกับโรคอุบัติใหม่ที่มาจากสัตว์ ในปี 2563 ระบุว่า "การแพร่กระจายของเชื้อโรค [ที่มาจากสัตว์] เหล่านี้และความเสี่ยงในการแพร่เชื้อเพิ่มสูงขึ้นไปพร้อมกับ...การเปลี่ยนแปลงด้านการใช้ที่ดิน การตัดไม้ทำลายป่า การขยายตัวของเมือง การทำการเกษตรที่เพิ่มขึ้น"

60% ของประชากรโลกอาศัยอยู่ในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก การขยายตัวของเมืองอย่างรวดเร็วยังคงเกิดขึ้น ธนาคารโลกระบุว่าผู้คนเกือบ 200 ล้านคนย้ายเข้ามาอยู่ในเขตเมืองในเอเชียตะวันออกระหว่างปี 2000-2010 (พ.ศ.2543-2553)

คำบรรยายวิดีโอ, อะไรคือปัจจัยที่อาจนำไปสู่โรคระบาดใหญ่ในอนาคต

การทำลายที่อยู่อาศัยของค้างคาวทำให้เกิดการติดเชื้อไวรัสนิปาห์ขึ้นในอดีต ในปี 2541 การระบาดของไวรัสนิปาห์ในมาเลเซีย ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 100 คน นักวิจัยสรุปว่า ไฟป่าและภัยแล้งในพื้นที่ขับไล่ให้ค้างคาวต้องออกจากที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติและต้องเข้ามาเกาะอยู่ตามต้นไม้ที่มีผล ซึ่งต้นไม้เหล่านี้อยู่ในฟาร์มเลี้ยงสัตว์เช่น หมู เคยมีการศึกษาพบว่าในช่วงที่เกิดความเครียด ค้างคาวจะขับไวรัสออกมามากขึ้น การถูกบังคับให้ย้ายที่ประกอบกับการสัมผัสใกล้ชิดกับสิ่งมีชีวิตที่พวกมันไม่ได้มีปฏิสัมพันธ์ในช่วงเวลาปกติ ทำให้ไวรัสแพร่จากค้างคาวมาสู่หมู และแพร่เชื้อต่อไปยังเกษตรกร

แม้ว่าป่าเขตร้อนในเอเชียคิดเป็นพื้นที่เกือบ 15% ของป่าเขตร้อนทั้งโลก แต่ภูมิภาคนี้ก็ยังเป็นแหล่งที่มีการตัดไม้ทำลายป่าสูงมากเช่นกัน โดยเอเชียอยู่ในอันดับต้น ๆ ของทวีปที่สูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพในโลกมากที่สุด ส่วนใหญ่เนื่องจากการทำลายป่าเพื่อนำพื้นที่มาใช้ปลูกพืชอย่างปาล์มน้ำมัน แต่ส่วนหนึ่งก็นำพื้นที่มาใช้สร้างที่อยู่อาศัยและใช้เลี้ยงปศุสัตว์ด้วย

เอเชียกำลังมีการตัดไม้ทำลายป่าเพิ่มสูงขึ้น ส่วนใหญ่เป็นเพราะต้องการนำพื้นที่มาปลูกพืชอย่าง ปาล์มน้ำมัน

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, เอเชียกำลังมีการตัดไม้ทำลายป่าเพิ่มสูงขึ้น ส่วนใหญ่เป็นเพราะต้องการนำพื้นที่มาปลูกพืชอย่าง ปาล์มน้ำมัน

ค้างคาวผลไม้มักจะอาศัยอยู่ในภูมิภาคที่เป็นป่าทึบเต็มไปด้วยต้นไม้ที่มีผลให้มันกินเป็นอาหาร เมื่อที่อยู่อาศัยของมันถูกทำลายหรือได้รับความเสียหาย พวกมันก็จะหาที่อยู่ใหม่อย่างการไปเกาะอยู่ตามบ้านเรือน หรือตามซอกหลืบของป้อมต่าง ๆ ของนครวัด ดวงบอกว่า "การทำลายที่อยู่อาศัยของค้างคาวและการที่มนุษย์เข้าไปล่าสัตว์ ทำให้จิ้งจอกบินต้องหาที่พักพิงทางเลือก"

ทีมงานของดวงพบว่าค้างคาวเดินทางไกลถึง 100 กิโลเมตรต่อคืนเพื่อหาผลไม้ น่าจะกำลังหาที่อยู่ใหม่ด้วย เพราะว่าที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติของพวกมันไม่มีเหลืออยู่แล้ว

นอกจากนิปาห์และโควิด-19 แล้วค้างคาวที่เรารู้จักในตอนนี้ยังเป็นแหล่งเชื้อโรคจำนวนมากรวมทั้งเชื้ออีโบลาและซาร์สด้วย เมื่อเป็นเช่นนี้ เราควรกำจัดค้างคาวทิ้งหรือไม่

เทรซีย์ โกลด์สตีน ผู้อำนวยการสถาบัน วัน เฮลธ์ อินสติติวต์ แลบอราทอรี (One Health Institute Laboratory) และผู้อำนวยการห้องปฏิบัติการของโครงการพรีดิกต์ เห็นว่าการกำจัดค้างคาวเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำถ้าไม่อยากจะทำให้เรื่องต่าง ๆ แย่ลงไปกว่าเดิม

"ค้างคาวมีบทบาทที่สำคัญอย่างยิ่งในระบบนิเวศ" โกลด์สตีนกล่าว พวกมันช่วยนำละอองเกสรตัวผู้ไปผสมกับเกสรตัวเมียในพืชมากกว่า 500 สายพันธุ์และยังช่วยควบคุมจำนวนแมลงต่าง ๆ ด้วย โดยมีบทบาทสำคัญอย่างมากในการควบคุมโรคในมนุษย์ ยกตัวอย่าง การกินยุงช่วยทำให้มาลาเรียลดลง

"พวกมันมีบทบาทที่สำคัญอย่างยิ่งต่อสุขภาพของมนุษย์"

นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่า แม้ว่าค้างคาวจะเป็นพาหะของโรคหลายชนิด แต่พวกมันก็ช่วยควบคุมโรคในมนุษย์ได้ด้วยการกินแมลง ดังนั้น การฆ่าค้างคาวจึงไม่ใช่ทางเลือกที่ดี

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่า แม้ว่าค้างคาวจะเป็นพาหะของโรคหลายชนิด แต่พวกมันก็ช่วยควบคุมโรคในมนุษย์ได้ด้วยการกินแมลง ดังนั้น การฆ่าค้างคาวจึงไม่ใช่ทางเลือกที่ดี

เธอยังชี้ด้วยว่า การฆ่าค้างคาวได้ทำให้เห็นแล้วว่าเป็นอันตรายหากมองในแง่ของโรค "สิ่งที่ประชากรกลุ่มหนึ่งทำเมื่อเกิดการลดจำนวนลง คือการมีลูกเพิ่มขึ้น นั่นจะทำให้ [มนุษย์] มีความเสี่ยงมากขึ้น การฆ่าสัตว์เป็นการเพิ่มความเสี่ยง เพราะคุณได้เพิ่มจำนวนสัตว์ที่กระจายไวรัสมากขึ้น" เธอกล่าว

พบคำตอบและเกิดคำถามใหม่

ขณะที่ดวงและทีมงานของเขาค้นพบคำตอบหลายอย่าง ก็มีคำถามผุดขึ้นมากมายตลอดเวลา คำถามหนึ่งคือ ทำไมกัมพูชาไม่เคยพบการระบาดของไวรัสนิปาห์ ทั้งที่มีปัจจัยเสี่ยงหลายข้อ เป็นเพราะเรื่องของเวลา หรือค้างคาวผลไม้กัมพูชาต่างไปจากค้างคาวผลไม้มาเลเซีย หรือไวรัสในกัมพูชาต่างไปจากไวรัสในมาเลเซีย หรือวิธีการที่มนุษย์มีปฏิสัมพันธ์กับค้างคาวแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ

ทีมงานของดวงกำลังค้นหาคำตอบ

เวียสนา ดวง และทีมงานของเขา ยังคงมีคำถามเกี่ยวกับค้างคาวและไวรัสนิปาห์อีกหลายคำถาม ที่ต้องการคำตอบ

ที่มาของภาพ, Sa Sola

คำบรรยายภาพ, เวียสนา ดวง และทีมงานของเขา ยังคงมีคำถามเกี่ยวกับค้างคาวและไวรัสนิปาห์อีกหลายคำถาม ที่ต้องการคำตอบ

แน่นอน ทีมงานของดวงไม่ได้หาคำตอบเหลานี้เพียงลำพัง การตามล่าไวรัสเป็นความพยายามร่วมกันขนานใหญ่จากทั่วโลก โดยนักวิทยาศาสตร์ สัตวแพทย์ นักอนุรักษ์ และแม้แต่นักวิทยาศาสตร์พลเมือง ได้เข้ามาร่วมมือกันในการทำความเข้าใจว่าเรากำลังเผชิญกับเชื้อโรคอะไรและจะหลีกเลี่ยงการระบาดอย่างไร

เมื่อดวงเก็บตัวอย่างค้างคาวและพบเชื้อไวรัสนิปาห์ เขาได้ส่งมันไปให้กับ เดวิด วิลเลียมส์ หัวหน้ากลุ่มวินิจฉัยห้องปฏิบัติการโรคฉุกเฉิน (Emergency Disease Laboratory Diagnosis Group) ศูนย์เตรียมความพร้อมรับมือกับโรคภัย (Centre for Disease Preparedness) ของออสเตรเลีย

เนื่องจากไวรัสนิปาห์มีความร้ายแรงมาก รัฐบาลทั่วโลกจึงถือว่ามันมีโอกาสที่จะทำให้เกิดสงครามชีวภาพได้ มีห้องปฏิบัติการเพียงไม่กี่แห่งทั่วโลกที่ได้รับอนุญาตให้เพาะเชื้อ ขยายเชื้อและเก็บรักษาเชื้อไวรัสนิปาห์

ห้องปฏิบัติการของวิลเลียมเป็นหนึ่งในนั้น ทีมงานของเขาอยู่ในกลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านไวรัสนิปาห์ชั้นนำของโลก มีเครื่องไม้เครื่องมือในการวินิจฉัยหลายชนิดที่ห้องปฏิบัติการส่วนใหญ่ไม่มี พวกเขาต้องสวมชุดควบคุมสุญญากาศ เพื่อที่จะสามารถขยายเชื้อไวรัสที่อันตรายอย่างยิ่งจากกลุ่มตัวอย่างขนาดจิ๋ว และต้องสัมผัสกับเชื้อที่มีปริมาณมากขึ้นเพื่อใช้ในการทดสอบต่าง ๆ ในการทำความเข้าใจว่า มันแบ่งตัวและแพร่เชื้อได้อย่างไร และทำให้เกิดโรคขึ้นได้อย่างไร

กว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ต้องมีการทำงานหลายขั้นตอน เริ่มจากดวงเก็บฉี่ค้างคาวด้วยการนำแผ่นพลาสติกไปปูไว้ใต้บริเวณที่ค้างคาวเกาะอยู่ในกัมพูชา วิธีการนี้เป็นการเลี่ยงการจับค้างคาว ซึ่งอาจจะน่ากลัวสำหรับพวกเขา เขานำตัวอย่างที่เก็บได้ไปที่ห้องปฏิบัติการ รินมันใส่ไว้ในหลอดทดลอง ติดป้าย และบรรจุไว้อย่างปลอดภัยภายในกล่องเก็บความเย็น บริการขนส่งพิเศษซึ่งได้รับการรับรองให้ขนส่งสินค้าอันตรายจะเก็บกล่องนี้ไปและนำส่งไปยังออสเตรเลียทางเครื่องบิน ซึ่งตัวอย่างเชื้อไวรัสจะต้องผ่านกระบวนการศุลกากรเพื่อให้ได้ใบอนุญาตต่าง ๆ มาประกอบ

หนึ่งในทีมงานของดวง กำลังจัดการกับตัวอย่างฉี่ค้างคาว

ที่มาของภาพ, Sa Sola

คำบรรยายภาพ, หนึ่งในทีมงานของดวง กำลังจัดการกับตัวอย่างฉี่ค้างคาว

สุดท้าย มันจะถูกส่งมาถึงห้องปฏิบัติการของวิลเลียมส์ หลังจากทดสอบแล้ว เขาจะส่งผลให้ดวงที่อยู่ในกัมพูชาได้รับทราบ

เมื่อถามว่าการสร้างห้องปฏิบัติการความปลอดภัยสูงเช่นเดียวกับของเขาเพิ่มขึ้นทั่วโลก อาจจะทำให้การตรวจพบโรคอันตรายเร็วขึ้นไหม วิลเลียมตอบว่า "เป็นไปได้ครับ ด้วยการตั้งห้องปฏิบัติการ [ความปลอดภัยทางชีวภาพ] ในที่ต่าง ๆ อย่างกัมพูชา อาจช่วยเร่งการหาคุณลักษณะเฉพาะและการวินิจฉัยไวรัสเหล่านี้ได้" เขากล่าว "อย่างไรก็ตาม การก่อสร้างและการบำรุงรักษามีราคาแพงมาก นั่นมักเป็นข้อจำกัด"

การให้เงินสนับสนุนการทำงานที่ดวงและสุภาภรณ์กำลังทำขาดความต่อเนื่องในอดีต รัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ปล่อยให้โครงการพรีดิกต์ที่มีอายุ 10 ปี สิ้นสุดลง แม้ว่าว่าที่ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของสหรัฐฯ รับปากว่าจะรื้อฟื้นโครงการนี้ ขณะที่สุภาภรณ์ได้รับเงินสนับสนุนในโครงการใหม่ที่มีชื่อว่า Thai Virome Project ซึ่งเป็นความร่วมมือกันระหว่างทีมงานของเธอและกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชของไทย โครงการนี้จะทำให้เธอเก็บตัวอย่างค้างคาวและสัตว์ป่าหลากหลายชนิดได้เพิ่มมากขึ้น เพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรคต่าง ๆ ที่สัตว์เหล่านี้เป็นพาหะและภัยคุกคามที่มีต่อสุขภาพของมนุษย์

ดวงและทีมงานของเขากำลังหาเงินทุนสนับสนุนการเดินทางตรวจหาเชื้อโรคครั้งใหม่ ซึ่งจะเป็นการสนับสนุนการเฝ้าระวังค้างคาวในกัมพูชาอย่างต่อเนื่อง และเป็นการทำความเข้าใจว่า มีการติดเชื้อในมนุษย์ที่ยังไม่มีการรายงานหรือยัง

ขณะนี้ทีมงานของดวงกำลังหาเงินทุนสนับสนุนการเดินทางตรวจหาเชื้อโรคครั้งใหม่

ที่มาของภาพ, Sa Sola

คำบรรยายภาพ, ขณะนี้ทีมงานของดวงกำลังหาเงินทุนสนับสนุนการเดินทางตรวจหาเชื้อโรคครั้งใหม่

พวกเขายังไม่สามารถหาเงินมาใช้ในการทำงานเกี่ยวกับไวรัสนิปาห์ได้ต่อ หากไม่ได้เงินมา พวกเขาบอกว่า การระบาดที่สร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงก็มีโอกาสจะเกิดขึ้นได้มากขึ้น

"การเฝ้าระวังในระยะยาวช่วยเราได้... แจ้งเจ้าหน้าที่ [เพื่อบังคับใช้] มาตรการป้องกันและเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อโรคที่ไม่มีการตรวจพบ ซึ่งอาจเป็นสาเหตุของการระบาดที่ใหญ่ขึ้น" ดวงกล่าว หากไม่มีการฝึกอบรมอย่างต่อเนื่อง นักวิทยาศาสตร์อาจไม่สามารถระบุและค้นหาคุณลักษณะเฉพาะของไวรัสชนิดใหม่ ๆ ได้อย่างรวดเร็ว อย่างที่สุภาภรณ์ตรวจพบโควิด-19 ในประเทศไทย ข้อมูลเช่นนี้มีความจำเป็นสำหรับการคิดค้นวัคซีน

ระหว่างการสนทนาผ่านวิดีโอคอลช่วงเดือน มิ.ย. 2563 เราถามเธอว่าภูมิใจในความสำเร็จอันน่าทึ่งของทีมงานหรือไม่ สุภาภรณ์ทวนคำถาม "ภูมิใจเหรอคะ" ก่อนจะตอบว่า "ค่ะ ฉันภูมิใจ"

"แต่โครงการพรีดิกต์เป็นการฝึกซ้อมในการวินิจฉัยตรวจสอบไวรัสชนิดใหม่ที่มาจากสัตว์ตามธรรมชาติ ดังนั้นตอนที่ฉันและทีมงานพบจีโนม [ของเชื้อไวรัสโคโรนา] มันจึงไม่ใช่เรื่องที่น่าประหลาดใจมากนัก เพราะโครงการวิจัยนี้ ทำให้เราผ่านประสบการณ์มามาก และทำให้เรามีความสามารถเพิ่มขึ้น" เธอกล่าว

ดวงและสุภาภรณ์ หวังว่าจะได้ร่วมมือกันต่อไปในการต่อสู้กับไวรัสนิปาห์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และทั้งคู่ได้ร่างข้อเสนอในการเฝ้าระวังไวรัสนิปาห์ในภูมิภาคนี้ร่วมกันแล้ว ทันทีที่วิกฤตโควิด-19 ทุเลาลง พวกเขามีแผนที่จะยื่นข้อเสนอนี้ต่อสำนักงานลดความเสี่ยงภัยคุกคามด้านกลาโหม (Defense Threat Reduction Agency) ซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ให้เงินทุนสนับสนุนการทำงานที่มีเป้าหมายในการลดภัยคุกคามที่เกิดเชื้อโรคติดต่อ

ในเดือน ก.ย. 2563 เราถามสุภาภรณ์ว่าเธอคิดว่าจะสามารถหยุดยั้งโรคระบาดใหญ่ครั้งต่อไปได้หรือไม่ เธอกำลังนั่งอยู่ที่สำนักงานในชุดเสื้อคลุมปฏิบัติการสีขาว กำลังประมวลผลตัวอย่างการตรวจหาโควิด-19 หลายแสนตัวอย่างในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการทำงานที่เกินขีดความสามารถที่ห้องปฏิบัติการของเธอสามารถรองรับได้ในช่วงเวลาปกติ

ถึงกระนั้น เธอก็ยิ้ม และตอบว่า "ฉันจะพยายามค่ะ!"

รายงานเพิ่มเติมโดย โมรา พิเศษ จากกัมพูชา

รายงานเรื่องนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายงานชุดเรื่อง หยุดยั้งการระบาดใหญ่ครั้งต่อไป ซึ่งได้รับการสนับสนุนด้านเงินทุนจากศูนย์พูลิตเซอร์ (Pulitzer Center)