นิปาห์: นักวิจัยไทยและทีมงานร่วมไขปริศนาไวรัสอีกชนิดที่กำลังสร้างความกังวลในทวีปเอเชีย

ที่มาของภาพ, Getty Images
- Author, แฮร์เรียต คอนสเตเบิล
- Role, 12 ม.ค. 2021
อัตราการเสียชีวิตของการติดเชื้อไวรัสนิปาห์สูงถึง 75% และขณะนี้ยังไม่มีวัคซีนป้องกัน ขณะที่ทั้งโลกกำลังให้ความสนใจกับโควิด-19 นักวิทยาศาสตร์หลายคนกำลังทำงานอย่างหนักเพื่อให้มั่นใจว่าไวรัสนี้จะไม่ทำให้เกิดการระบาดใหญ่ไปทั่วโลก
3 ม.ค. 2563 ขณะที่สุภาภรณ์ วัชรพฤษาดี กำลังรอรับพัสดุ มีการลือกันว่าโรคระบบทางเดินหายใจบางชนิดกำลังทำให้คนในเมืองอู่ฮั่นของจีนป่วยและเสียชีวิตจำนวนมาก ช่วงนั้นกำลังเข้าใกล้เทศกาลตรุษจีน ซึ่งนักท่องเที่ยวชาวจีนจำนวนมากกำลังจะมุ่งหน้ามาฉลองในประเทศไทย เพื่อความรอบคอบ รัฐบาลไทยได้เริ่มคัดกรองผู้โดยสารที่สนามบินที่เดินทางมาจากเมืองอู่ฮั่น และได้เลือกห้องปฏิบัติการ 2-3 แห่ง ในการตรวจสอบตัวอย่างที่เก็บมาเพื่อดูว่ามีปัญหาหรือไม่ รวมถึงห้องปฏิบัติการของสุภาภรณ์ด้วย
สุภาภรณ์ เป็นนักล่าไวรัสมือฉมัง เธอดูแลศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ สภากาชาดไทย เธอเป็นส่วนหนึ่งของโครงการพรีดิกต์ (Predict) ตลอดช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นความพยายามร่วมมือกันของทั่วโลกในการตรวจหาและหยุดยั้งโรคต่าง ๆ ที่สัตว์สามารถแพร่ให้สู่คน
เธอและทีมงานได้เก็บตัวอย่างสิ่งมีชีวิตหลายสายพันธุ์ แต่ได้มุ่งเน้นไปที่ค้างคาวเป็นหลัก ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่า ค้างคาวเป็นพาหะของไวรัสโคโรนาหลายชนิด
ชั่วเวลาเพียงไม่กี่วัน เธอและทีมงานก็รู้จักกับโรคโควิด-19 โดยตรวจพบผู้ติดโรคโควิด-19 นอกประเทศจีนคนแรก พวกเขาพบว่า มันเป็นไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ที่ไม่ได้มีต้นกำเนิดมาจากมนุษย์ มันมีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับไวรัสโคโรนาหลายชนิดที่เคยพบในค้างคาวมาก่อน การได้ทราบข้อมูลนี้แต่เนิ่น ๆ ทำให้รัฐบาลไทยสามารถกักกันตัวผู้ป่วยและให้คำแนะนำพลเมืองได้อย่างรวดเร็ว ถึงแม้จะมีประชากรเกือบ 70 ล้านคน แต่ข้อมูล ณ วันที่ 13 ม.ค. 2564 ประเทศไทย มีผู้ติดเชื้อรวม 10,991 คน และมีผู้เสียชีวิต 67 คน
ภัยคุกคามถัดไป
แม้ว่าขณะนี้โลกของเรากำลังต่อสู้กับโควิด-19 อยู่ แต่สุภาภรณ์ก็เริ่มตรวจสอบดูแล้วว่า จะมีโรคระบาดใหญ่ชนิดใหม่เกิดขึ้นหรือไม่


ที่มาของภาพ, Getty Images
ประวัติ สุภาภรณ์ วัชรพฤษาดี
ข้อมูลจากเว็บไซต์สภาเทคนิคการแพทย์ระบุว่า ดร.เทคนิคการแพทย์หญิงสุภาภรณ์ วัชรพฤษาดี รองหัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทย์ศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย จบการศึกษาระดับปริญญาตรี วิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อปี 2534 จากนั้นได้ศึกษาต่อระดับปริญญาโท วิทยาศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาวิชาชีวเคมี มหาวิทยาลัยมหิดล และปริญญาเอก วิทยาศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาชีวเวชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
หลังจบการศึกษาได้เข้าทำงานที่สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์การแพทย์ทหาร ฝ่ายอเมริกัน (AFRIM) เป็นที่แรก ต่อมาในปี 2543 ดำรงตำแหน่งรองหัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคติดต่ออุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย

เอเชียมีโรคอุบัติใหม่เกิดขึ้นจำนวนมาก ภูมิภาคร้อนชื้นมีความหลากหลายทางชีวภาพอย่างมาก ภูมิภาคนี้จึงเป็นแหล่งของเชื้อโรคจำนวนมากเช่นกัน เป็นการเพิ่มโอกาสในการเกิดขึ้นของไวรัสชนิดใหม่ ประชากรมนุษย์ที่เพิ่มจำนวนมากขึ้น และการสัมผัสกันระหว่างมนุษย์และสัตว์ป่าเพิ่มมากขึ้นในภูมิภาคเหล่านี้ ต่างก็เป็นปัจจัยเสี่ยง
ตลอดช่วงเวลาที่ต้องทำงานเก็บตัวอย่างค้างคาวหลายพันตัว สุภาภรณ์และเพื่อนร่วมงานได้ค้นพบไวรัสชนิดใหม่มากมาย ส่วนใหญ่เป็นไวรัสโคโรนา แต่ก็พบโรคอันตรายถึงชีวิตอื่น ๆ ที่แพร่เข้ามาสู่คนด้วยเช่นกัน
เชื้อโรคเหล่านี้รวมถึงไวรัสนิปาห์ซึ่งมีค้างคาวผลไม้เป็นพาหะตามธรรมชาติ
"มันเป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างมาก เพราะไม่มีวิธีรักษา...และอัตราการเสียชีวิตจากไวรัสนี้สูง" สุภาภรณ์กล่าว อัตราการเสียชีวิตจากการติดเชื้อไวรัสนิปาห์อยู่ระหว่าง 40-75% ขึ้นอยู่กับว่าการระบาดเกิดขึ้นที่ไหน
เธอไม่ได้กังวลเรื่องนี้เพียงลำพัง ในแต่ละปี องค์การอนามัยโลก (World Health Organization--WHO) จะทบทวนบัญชีเชื้อโรคที่อาจทำให้เกิดเหตุฉุกเฉินทางสาธารณสุขได้ เพื่อตัดสินใจว่าจะสนับสนุนเงินทุนให้กับการพัฒนาและการวิจัยด้านใดเป็นลำดับแรก โดยจะมุ่งเน้นไปที่เชื้อโรคที่เสี่ยงต่อสุขภาพของมนุษย์มากที่สุด มีโอกาสทำให้เกิดการระบาดใหญ่ไปทั่วโลก และขณะนี้ยังไม่มีวัคซีนป้องกัน
ไวรัสนิปาห์อยู่ใน 10 อันดับแรก โดยมีการระบาดเกิดขึ้นแล้วหลายแห่งในเอเชีย และยังไม่เห็นทีท่าว่ามันจะยุติลง

ที่มาของภาพ, Getty Images
มีหลายเหตุผลที่ไวรัสนิปาห์น่ากลัวเป็นอย่างยิ่ง ระยะฟักตัวที่ยาวนานของโรค (มีรายงานว่านานถึง 45 วัน ในกรณีหนึ่ง) เท่ากับเป็นการเพิ่มโอกาสที่ผู้ติดเชื้อซึ่งไม่รู้ตัวว่ามีเชื้ออยู่ จะแพร่กระจายเชื้อออกไป สัตว์หลายชนิดติดเชื้อไวรัสนิปาห์ได้ ทำให้โอกาสในการแพร่กระจายเชื้อเพิ่มมากขึ้นไปอีก และการติดเชื้ออาจเกิดได้ทั้งจากการสัมผัสโดยตรงหรือการบริโภคอาหารที่ปนเปื้อนไวรัสนี้
คนที่ติดเชื้อไวรัสนิปาห์อาจมีอาการระบบทางเดินหายใจ รวมถึง ไอ เจ็บคอ ปวดเมื่อยและอ่อนเพลีย และสมองอักเสบ ซึ่งเป็นการบวมของสมองที่อาจทำให้เกิดอาการชักและเสียชีวิตได้ เรียกได้ว่า มันเป็นโรคที่องค์การอนามัยโลกต้องการป้องกันไม่ให้เกิดการแพร่ระบาด
สัมผัสเชื้อได้ทุกหนแห่ง
ช่วงเช้าตรู่แสงแรกแห่งวันในเมืองพระตะบอง เมืองที่มีแม่น้ำสังแกไหลผ่านทางตะวันตกเฉียงเหนือของกัมพูชา ตลาดเช้าที่นี่เริ่มเปิดตั้งแต่เวลา 05.00 น. จักรยานยนต์หลายคันวิ่งสวนกันผ่านหน้าพ่อค้าแม่ขายจนฝุ่นตลบ รถเข็นที่มีสินค้าวางเรียงกันเป็นกองสูง และมีผ้าหลากสีสันคลุมเป็นหลังคา จอดอยู่ข้าง ๆ แผงขายผลไม้รูปทรงแปลกประหลาด ชาวบ้านเดินเข้าออก หิ้วถุงพลาสติกที่เต็มไปด้วยของที่จับจ่ายซื้อหา หญิงชราหลายคนสวมหมวกปีกกว้าง ย่อตัวลงไปยังผ้าปูที่มีผักหลายชนิดวางขายอยู่
นี่คือภาพที่เห็นกันชินตาของตลาดเช้า แต่เมื่อคุณแหงนหน้ามองไปบนท้องฟ้า

ที่มาของภาพ, Piseth Mora
ค้างคาวผลไม้หลายพันตัวเกาะอยู่อย่างเงียบ ๆ ตามต้นไม้ ขับถ่ายมูลและฉี่ลงมาเปรอะเปื้อนสิ่งที่อยู่ด้านล่าง เมื่อเข้าไปดูหลังคาแผงขายของในตลาดใกล้ ๆ จะเห็นมูลค้างคาวติดอยู่เต็มไปหมด เวียสนา ดวง หัวหน้าหน่วยไวรัสวิทยา ห้องปฏิบัติการวิจัยทางวิทยาศาสตร์สถาบันพาสเจอร์ (Institut Pasteur) ในกรุงพนมเปญ ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมงานและผู้ประสานงานของสุภาภรณ์ กล่าวว่า "ผู้คนและสุนัขจรจัดเดินผ่านไปมาบริเวณที่ค้างคาวเหล่านี้เกาะอยู่บนต้นไม้และสัมผัสกับฉี่ค้างคาวทุกวัน"
ตลาดพระตะบองเป็นหนึ่งในหลายจุดที่ดวงระบุว่า ค้างคาวผลไม้และสัตว์ชนิดอื่น ๆ สัมผัสกับมนุษย์เป็นประจำทุกวันในกัมพูชา การที่มนุษย์และค้างคาวผลไม้เข้าใกล้กันในโอกาสใด ๆ ก็ตาม ถือว่าเป็น "การสัมผัสที่มีความเสี่ยงสูง" (high risk interface) ตามคำที่ทีมงานเรียก ซึ่งหมายความว่า อาจจะมีการแพร่กระจายเชื้อจากค้างคาวมาสู่คนได้สูงมาก "การสัมผัสประเภทนี้อาจทำให้ไวรัสกลายพันธุ์ ซึ่งอาจทำให้เกิดการระบาดใหญ่ไปทั่วโลกได้" ดวงกล่าว
แม้ว่าจะมีอันตราย แต่ก็มีการเข้าใกล้ค้างคาวอยู่ไม่จบสิ้น "เราเฝ้าสังเกตการณ์ [ค้างคาวผลไม้] ที่นี่และในประเทศไทย ตามตลาดต่าง ๆ สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ โรงเรียน และแหล่งท่องเที่ยวอย่างนครวัด มีค้างคาวจำนวนมากอยู่ที่นั่น" เขากล่าว ในช่วงเวลาปกติ มีคนเดินทางเยือนนครวัดปีละ 2.6 ล้านคน นั่นหมายถึงโอกาส 2.6 ล้านครั้งที่ไวรัสนิปาห์จะแพร่จากค้างคาวไปสู่คนในแต่ละปีจากสถานที่เพียงแค่แห่งเดียว

ที่มาของภาพ, Piseth Mora
ตั้งแต่ปี 2556-2559 ดวงและทีมงานของเขาได้ใช้โครงการแกะรอยจีพีเอส เพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับไวรัสนิปาห์และค้างคาวผลไม้ให้มากขึ้น และยังใช้ในการเปรียบเทียบกิจกรรมของค้างคาวในกัมพูชากับค้างคาวในภูมิภาคอื่น ๆ ที่มีค้างคาวชนิดนี้อยู่ชุกชุม
ในจำนวนนั้นมีอยู่ 2 แห่งคือ บังกลาเทศและอินเดีย ทั้งสองประเทศนี้เคยเกิดการระบาดของไวรัสนิปาห์มาแล้วในอดีต และต่างก็น่าจะเกี่ยวข้องกับการดื่มน้ำอินทผลัม
ตอนกลางคืน ค้างคาวที่มีเชื้อจะบินไปยังสวนอินทผลัม และดูดกินน้ำอินทผลัมขณะที่มันไหลออกมาจากต้น ตอนที่มันกิน มันอาจฉี่ลงในถ้วยรองน้ำอินทผลัมด้วย ชาวบ้านที่ไม่รู้ก็จะซื้อน้ำอินทผลัมในวันต่อมาจากคนที่เอามาขายตามท้องถนน ดื่มน้ำนี้เข้าไปและทำให้ติดโรค
การระบาดของไวรัสนิปาห์ 11 ครั้งในบังกลาเทศตั้งแต่ปี 2544-2554 มีการตรวจพบเชื้อไวรัสนิปาห์ในคน 196 คน ในจำนวนนี้ 150 คน เสียชีวิต
น้ำอินทผลัมได้รับความนิยมในกัมพูชาเช่นกัน ซึ่งดวงและทีมงานของเขาพบว่า ค้างคาวผลไม้ในกัมพูชาบินออกไปไกลถึง 100 กิโลเมตรในแต่ละคืน เพื่อหาผลไม้กิน นั่นหมายความว่า มนุษย์ในภูมิภาคเหล่านี้จำเป็นต้องระมัดระวังทั้งเรื่องการเข้าใกล้ค้างคาวและการบริโภคผลิตภัณฑ์ที่อาจปนเปื้อนเชื้อโรคจากค้างคาวด้วย
ดวงและทีมงานของเขาพบสถานการณ์ที่มีความเสี่ยงสูงอีกหลายอย่าง มูลค้างคาว (มีอีกชื่อว่า ปุ๋ยขี้นก) เป็นปุ๋ยที่ได้รับความนิยมมากในกัมพูชาและไทย โดยในพื้นที่ทุรกันดารหลายแห่ง การขายมูลค้างคาวอาจเป็นหนทางที่ช่วยหาเลี้ยงชีพได้ ดวงระบุสถานที่หลายแห่งซึ่งชาวบ้านล่อให้ค้างคาวผลไม้ หรือที่รู้จักกันในชื่อ จิ้งจอกบิน ไปเกาะอยู่ใกล้กับบ้านของพวกเขา เพื่อที่จะได้เก็บปุ๋ยมูลค้างคาวมาขาย

ที่มาของภาพ, Sa Sola
แต่คนเก็บมูลค้างคาวหลายคนไม่รู้ว่าพวกเขากำลังเผชิญกับความเสี่ยงอะไรจากการทำเช่นนั้น
"60% ของคนที่เราสัมภาษณ์ไม่รู้ว่า ค้างคาวแพร่เชื้อโรค และยังขาดความรู้ด้วย" ดวงกล่าว
ย้อนกลับไปที่ตลาดในพระตะบอง โสพร เดือน กำลังขายไข่เป็ด เมื่อถูกถามว่า เธอเคยได้ยินชื่อไวรัสนิปาห์ หนึ่งในเชื้อโรคที่มีอันตรายหลายโรคที่ค้างคาวเป็นพาหะหรือไม่ เธอตอบว่า "ไม่เคยเลย ชาวบ้านไม่ได้รู้สึกรำคาญจิ้งจอกบิน ฉันไม่เคยล้มป่วยเพราะมัน"
ดวงเชื่อว่าการให้ความรู้ชาวบ้านเกี่ยวกับความเสี่ยงในการสัมผัสกับค้างคาวเป็นเรื่องสำคัญที่ควรเริ่มทำ
เปลี่ยนแปลงโลก
การหลีกหนีจากค้างคาวอาจจะเป็นเรื่องง่ายในอดีต แต่เมื่อประชากรมนุษย์เพิ่มขึ้น มนุษย์กำลังเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้และทำลายที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติของสัตว์เพื่อตอบสนองต่อความต้องการใช้ทรัพยากรที่เพิ่มมากขึ้น การทำเช่นนั้นยิ่งทำให้โรคแพร่กระจายมากขึ้น รีเบกกาห์ เจ ไวต์ และออร์ลี รัซเกอร์ ผู้เขียนบทความของมหาวิทยาลัยเอ็กซิเตอร์ (University of Exeter) เกี่ยวกับโรคอุบัติใหม่ที่มาจากสัตว์ ในปี 2563 ระบุว่า "การแพร่กระจายของเชื้อโรค [ที่มาจากสัตว์] เหล่านี้และความเสี่ยงในการแพร่เชื้อเพิ่มสูงขึ้นไปพร้อมกับ...การเปลี่ยนแปลงด้านการใช้ที่ดิน การตัดไม้ทำลายป่า การขยายตัวของเมือง การทำการเกษตรที่เพิ่มขึ้น"
60% ของประชากรโลกอาศัยอยู่ในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก การขยายตัวของเมืองอย่างรวดเร็วยังคงเกิดขึ้น ธนาคารโลกระบุว่าผู้คนเกือบ 200 ล้านคนย้ายเข้ามาอยู่ในเขตเมืองในเอเชียตะวันออกระหว่างปี 2000-2010 (พ.ศ.2543-2553)
การทำลายที่อยู่อาศัยของค้างคาวทำให้เกิดการติดเชื้อไวรัสนิปาห์ขึ้นในอดีต ในปี 2541 การระบาดของไวรัสนิปาห์ในมาเลเซีย ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 100 คน นักวิจัยสรุปว่า ไฟป่าและภัยแล้งในพื้นที่ขับไล่ให้ค้างคาวต้องออกจากที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติและต้องเข้ามาเกาะอยู่ตามต้นไม้ที่มีผล ซึ่งต้นไม้เหล่านี้อยู่ในฟาร์มเลี้ยงสัตว์เช่น หมู เคยมีการศึกษาพบว่าในช่วงที่เกิดความเครียด ค้างคาวจะขับไวรัสออกมามากขึ้น การถูกบังคับให้ย้ายที่ประกอบกับการสัมผัสใกล้ชิดกับสิ่งมีชีวิตที่พวกมันไม่ได้มีปฏิสัมพันธ์ในช่วงเวลาปกติ ทำให้ไวรัสแพร่จากค้างคาวมาสู่หมู และแพร่เชื้อต่อไปยังเกษตรกร
แม้ว่าป่าเขตร้อนในเอเชียคิดเป็นพื้นที่เกือบ 15% ของป่าเขตร้อนทั้งโลก แต่ภูมิภาคนี้ก็ยังเป็นแหล่งที่มีการตัดไม้ทำลายป่าสูงมากเช่นกัน โดยเอเชียอยู่ในอันดับต้น ๆ ของทวีปที่สูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพในโลกมากที่สุด ส่วนใหญ่เนื่องจากการทำลายป่าเพื่อนำพื้นที่มาใช้ปลูกพืชอย่างปาล์มน้ำมัน แต่ส่วนหนึ่งก็นำพื้นที่มาใช้สร้างที่อยู่อาศัยและใช้เลี้ยงปศุสัตว์ด้วย

ที่มาของภาพ, Getty Images
ค้างคาวผลไม้มักจะอาศัยอยู่ในภูมิภาคที่เป็นป่าทึบเต็มไปด้วยต้นไม้ที่มีผลให้มันกินเป็นอาหาร เมื่อที่อยู่อาศัยของมันถูกทำลายหรือได้รับความเสียหาย พวกมันก็จะหาที่อยู่ใหม่อย่างการไปเกาะอยู่ตามบ้านเรือน หรือตามซอกหลืบของป้อมต่าง ๆ ของนครวัด ดวงบอกว่า "การทำลายที่อยู่อาศัยของค้างคาวและการที่มนุษย์เข้าไปล่าสัตว์ ทำให้จิ้งจอกบินต้องหาที่พักพิงทางเลือก"
ทีมงานของดวงพบว่าค้างคาวเดินทางไกลถึง 100 กิโลเมตรต่อคืนเพื่อหาผลไม้ น่าจะกำลังหาที่อยู่ใหม่ด้วย เพราะว่าที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติของพวกมันไม่มีเหลืออยู่แล้ว
นอกจากนิปาห์และโควิด-19 แล้วค้างคาวที่เรารู้จักในตอนนี้ยังเป็นแหล่งเชื้อโรคจำนวนมากรวมทั้งเชื้ออีโบลาและซาร์สด้วย เมื่อเป็นเช่นนี้ เราควรกำจัดค้างคาวทิ้งหรือไม่
เทรซีย์ โกลด์สตีน ผู้อำนวยการสถาบัน วัน เฮลธ์ อินสติติวต์ แลบอราทอรี (One Health Institute Laboratory) และผู้อำนวยการห้องปฏิบัติการของโครงการพรีดิกต์ เห็นว่าการกำจัดค้างคาวเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำถ้าไม่อยากจะทำให้เรื่องต่าง ๆ แย่ลงไปกว่าเดิม
"ค้างคาวมีบทบาทที่สำคัญอย่างยิ่งในระบบนิเวศ" โกลด์สตีนกล่าว พวกมันช่วยนำละอองเกสรตัวผู้ไปผสมกับเกสรตัวเมียในพืชมากกว่า 500 สายพันธุ์และยังช่วยควบคุมจำนวนแมลงต่าง ๆ ด้วย โดยมีบทบาทสำคัญอย่างมากในการควบคุมโรคในมนุษย์ ยกตัวอย่าง การกินยุงช่วยทำให้มาลาเรียลดลง
"พวกมันมีบทบาทที่สำคัญอย่างยิ่งต่อสุขภาพของมนุษย์"

ที่มาของภาพ, Getty Images
เธอยังชี้ด้วยว่า การฆ่าค้างคาวได้ทำให้เห็นแล้วว่าเป็นอันตรายหากมองในแง่ของโรค "สิ่งที่ประชากรกลุ่มหนึ่งทำเมื่อเกิดการลดจำนวนลง คือการมีลูกเพิ่มขึ้น นั่นจะทำให้ [มนุษย์] มีความเสี่ยงมากขึ้น การฆ่าสัตว์เป็นการเพิ่มความเสี่ยง เพราะคุณได้เพิ่มจำนวนสัตว์ที่กระจายไวรัสมากขึ้น" เธอกล่าว
พบคำตอบและเกิดคำถามใหม่
ขณะที่ดวงและทีมงานของเขาค้นพบคำตอบหลายอย่าง ก็มีคำถามผุดขึ้นมากมายตลอดเวลา คำถามหนึ่งคือ ทำไมกัมพูชาไม่เคยพบการระบาดของไวรัสนิปาห์ ทั้งที่มีปัจจัยเสี่ยงหลายข้อ เป็นเพราะเรื่องของเวลา หรือค้างคาวผลไม้กัมพูชาต่างไปจากค้างคาวผลไม้มาเลเซีย หรือไวรัสในกัมพูชาต่างไปจากไวรัสในมาเลเซีย หรือวิธีการที่มนุษย์มีปฏิสัมพันธ์กับค้างคาวแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ
ทีมงานของดวงกำลังค้นหาคำตอบ

ที่มาของภาพ, Sa Sola
แน่นอน ทีมงานของดวงไม่ได้หาคำตอบเหลานี้เพียงลำพัง การตามล่าไวรัสเป็นความพยายามร่วมกันขนานใหญ่จากทั่วโลก โดยนักวิทยาศาสตร์ สัตวแพทย์ นักอนุรักษ์ และแม้แต่นักวิทยาศาสตร์พลเมือง ได้เข้ามาร่วมมือกันในการทำความเข้าใจว่าเรากำลังเผชิญกับเชื้อโรคอะไรและจะหลีกเลี่ยงการระบาดอย่างไร
เมื่อดวงเก็บตัวอย่างค้างคาวและพบเชื้อไวรัสนิปาห์ เขาได้ส่งมันไปให้กับ เดวิด วิลเลียมส์ หัวหน้ากลุ่มวินิจฉัยห้องปฏิบัติการโรคฉุกเฉิน (Emergency Disease Laboratory Diagnosis Group) ศูนย์เตรียมความพร้อมรับมือกับโรคภัย (Centre for Disease Preparedness) ของออสเตรเลีย
เนื่องจากไวรัสนิปาห์มีความร้ายแรงมาก รัฐบาลทั่วโลกจึงถือว่ามันมีโอกาสที่จะทำให้เกิดสงครามชีวภาพได้ มีห้องปฏิบัติการเพียงไม่กี่แห่งทั่วโลกที่ได้รับอนุญาตให้เพาะเชื้อ ขยายเชื้อและเก็บรักษาเชื้อไวรัสนิปาห์
ห้องปฏิบัติการของวิลเลียมเป็นหนึ่งในนั้น ทีมงานของเขาอยู่ในกลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านไวรัสนิปาห์ชั้นนำของโลก มีเครื่องไม้เครื่องมือในการวินิจฉัยหลายชนิดที่ห้องปฏิบัติการส่วนใหญ่ไม่มี พวกเขาต้องสวมชุดควบคุมสุญญากาศ เพื่อที่จะสามารถขยายเชื้อไวรัสที่อันตรายอย่างยิ่งจากกลุ่มตัวอย่างขนาดจิ๋ว และต้องสัมผัสกับเชื้อที่มีปริมาณมากขึ้นเพื่อใช้ในการทดสอบต่าง ๆ ในการทำความเข้าใจว่า มันแบ่งตัวและแพร่เชื้อได้อย่างไร และทำให้เกิดโรคขึ้นได้อย่างไร
กว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ต้องมีการทำงานหลายขั้นตอน เริ่มจากดวงเก็บฉี่ค้างคาวด้วยการนำแผ่นพลาสติกไปปูไว้ใต้บริเวณที่ค้างคาวเกาะอยู่ในกัมพูชา วิธีการนี้เป็นการเลี่ยงการจับค้างคาว ซึ่งอาจจะน่ากลัวสำหรับพวกเขา เขานำตัวอย่างที่เก็บได้ไปที่ห้องปฏิบัติการ รินมันใส่ไว้ในหลอดทดลอง ติดป้าย และบรรจุไว้อย่างปลอดภัยภายในกล่องเก็บความเย็น บริการขนส่งพิเศษซึ่งได้รับการรับรองให้ขนส่งสินค้าอันตรายจะเก็บกล่องนี้ไปและนำส่งไปยังออสเตรเลียทางเครื่องบิน ซึ่งตัวอย่างเชื้อไวรัสจะต้องผ่านกระบวนการศุลกากรเพื่อให้ได้ใบอนุญาตต่าง ๆ มาประกอบ

ที่มาของภาพ, Sa Sola
สุดท้าย มันจะถูกส่งมาถึงห้องปฏิบัติการของวิลเลียมส์ หลังจากทดสอบแล้ว เขาจะส่งผลให้ดวงที่อยู่ในกัมพูชาได้รับทราบ
เมื่อถามว่าการสร้างห้องปฏิบัติการความปลอดภัยสูงเช่นเดียวกับของเขาเพิ่มขึ้นทั่วโลก อาจจะทำให้การตรวจพบโรคอันตรายเร็วขึ้นไหม วิลเลียมตอบว่า "เป็นไปได้ครับ ด้วยการตั้งห้องปฏิบัติการ [ความปลอดภัยทางชีวภาพ] ในที่ต่าง ๆ อย่างกัมพูชา อาจช่วยเร่งการหาคุณลักษณะเฉพาะและการวินิจฉัยไวรัสเหล่านี้ได้" เขากล่าว "อย่างไรก็ตาม การก่อสร้างและการบำรุงรักษามีราคาแพงมาก นั่นมักเป็นข้อจำกัด"
การให้เงินสนับสนุนการทำงานที่ดวงและสุภาภรณ์กำลังทำขาดความต่อเนื่องในอดีต รัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ปล่อยให้โครงการพรีดิกต์ที่มีอายุ 10 ปี สิ้นสุดลง แม้ว่าว่าที่ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของสหรัฐฯ รับปากว่าจะรื้อฟื้นโครงการนี้ ขณะที่สุภาภรณ์ได้รับเงินสนับสนุนในโครงการใหม่ที่มีชื่อว่า Thai Virome Project ซึ่งเป็นความร่วมมือกันระหว่างทีมงานของเธอและกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชของไทย โครงการนี้จะทำให้เธอเก็บตัวอย่างค้างคาวและสัตว์ป่าหลากหลายชนิดได้เพิ่มมากขึ้น เพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรคต่าง ๆ ที่สัตว์เหล่านี้เป็นพาหะและภัยคุกคามที่มีต่อสุขภาพของมนุษย์
ดวงและทีมงานของเขากำลังหาเงินทุนสนับสนุนการเดินทางตรวจหาเชื้อโรคครั้งใหม่ ซึ่งจะเป็นการสนับสนุนการเฝ้าระวังค้างคาวในกัมพูชาอย่างต่อเนื่อง และเป็นการทำความเข้าใจว่า มีการติดเชื้อในมนุษย์ที่ยังไม่มีการรายงานหรือยัง

ที่มาของภาพ, Sa Sola
พวกเขายังไม่สามารถหาเงินมาใช้ในการทำงานเกี่ยวกับไวรัสนิปาห์ได้ต่อ หากไม่ได้เงินมา พวกเขาบอกว่า การระบาดที่สร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงก็มีโอกาสจะเกิดขึ้นได้มากขึ้น
"การเฝ้าระวังในระยะยาวช่วยเราได้... แจ้งเจ้าหน้าที่ [เพื่อบังคับใช้] มาตรการป้องกันและเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อโรคที่ไม่มีการตรวจพบ ซึ่งอาจเป็นสาเหตุของการระบาดที่ใหญ่ขึ้น" ดวงกล่าว หากไม่มีการฝึกอบรมอย่างต่อเนื่อง นักวิทยาศาสตร์อาจไม่สามารถระบุและค้นหาคุณลักษณะเฉพาะของไวรัสชนิดใหม่ ๆ ได้อย่างรวดเร็ว อย่างที่สุภาภรณ์ตรวจพบโควิด-19 ในประเทศไทย ข้อมูลเช่นนี้มีความจำเป็นสำหรับการคิดค้นวัคซีน
ระหว่างการสนทนาผ่านวิดีโอคอลช่วงเดือน มิ.ย. 2563 เราถามเธอว่าภูมิใจในความสำเร็จอันน่าทึ่งของทีมงานหรือไม่ สุภาภรณ์ทวนคำถาม "ภูมิใจเหรอคะ" ก่อนจะตอบว่า "ค่ะ ฉันภูมิใจ"
"แต่โครงการพรีดิกต์เป็นการฝึกซ้อมในการวินิจฉัยตรวจสอบไวรัสชนิดใหม่ที่มาจากสัตว์ตามธรรมชาติ ดังนั้นตอนที่ฉันและทีมงานพบจีโนม [ของเชื้อไวรัสโคโรนา] มันจึงไม่ใช่เรื่องที่น่าประหลาดใจมากนัก เพราะโครงการวิจัยนี้ ทำให้เราผ่านประสบการณ์มามาก และทำให้เรามีความสามารถเพิ่มขึ้น" เธอกล่าว
ดวงและสุภาภรณ์ หวังว่าจะได้ร่วมมือกันต่อไปในการต่อสู้กับไวรัสนิปาห์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และทั้งคู่ได้ร่างข้อเสนอในการเฝ้าระวังไวรัสนิปาห์ในภูมิภาคนี้ร่วมกันแล้ว ทันทีที่วิกฤตโควิด-19 ทุเลาลง พวกเขามีแผนที่จะยื่นข้อเสนอนี้ต่อสำนักงานลดความเสี่ยงภัยคุกคามด้านกลาโหม (Defense Threat Reduction Agency) ซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ให้เงินทุนสนับสนุนการทำงานที่มีเป้าหมายในการลดภัยคุกคามที่เกิดเชื้อโรคติดต่อ
ในเดือน ก.ย. 2563 เราถามสุภาภรณ์ว่าเธอคิดว่าจะสามารถหยุดยั้งโรคระบาดใหญ่ครั้งต่อไปได้หรือไม่ เธอกำลังนั่งอยู่ที่สำนักงานในชุดเสื้อคลุมปฏิบัติการสีขาว กำลังประมวลผลตัวอย่างการตรวจหาโควิด-19 หลายแสนตัวอย่างในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการทำงานที่เกินขีดความสามารถที่ห้องปฏิบัติการของเธอสามารถรองรับได้ในช่วงเวลาปกติ
ถึงกระนั้น เธอก็ยิ้ม และตอบว่า "ฉันจะพยายามค่ะ!"
รายงานเพิ่มเติมโดย โมรา พิเศษ จากกัมพูชา
รายงานเรื่องนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายงานชุดเรื่อง หยุดยั้งการระบาดใหญ่ครั้งต่อไป ซึ่งได้รับการสนับสนุนด้านเงินทุนจากศูนย์พูลิตเซอร์ (Pulitzer Center)












