โควิด-19: การต่อสู้กับการระบาดของไวรัสโคโรนาส่งผลกระทบต่อเสรีภาพผู้คนในเอเชียอย่างไร

Safoora Zargar
คำบรรยายภาพ, ซาฟูรา ซาร์การ์ ถูกจับเมื่อเดือน เม.ย. ปี 2020 ขณะตั้งท้องได้ 3 เดือน

ซาฟูรา ซาร์การ์ ตั้งท้องได้กว่า 3 เดือนตอนที่เธอถูกจับกุมในกรุงนิวเดลี ของอินเดีย ฐานเข้าร่วมการประท้วงต่อต้านกฎหมายสัญชาติฉบับใหม่ที่กีดกันชาวมุสลิม และนำไปสู่การประท้วงทั่วประเทศ

ตอนนั้นคือวันที่ 10 เม.ย. ปี 2020 ซึ่งเชื้อโรคโควิด-19 เพิ่งจะเริ่มระบาดเข้าไปในอินเดีย

แม้คำแนะนำของรัฐบาลจะระบุว่า สตรีมีครรภ์เป็นกลุ่มเสี่ยงพิเศษที่จะติดเชื้อ แต่ซาฟูรากลับถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำติฮาร์ที่มีนักโทษอยู่รวมกันอย่างแออัด

เธอเล่าให้ กีตา ปันเดย์ ผู้สื่อข่าวบีบีซีฟังว่า "พวกเขาบอกนักโทษคนอื่น ๆ ไม่ให้คุยกับฉัน โดยบอกพวกเขาว่าฉันเป็นผู้ก่อการร้ายที่สังหารชาวฮินดู ตอนนั้นไม่มีนักโทษคนไหนรู้เรื่องการประท้วง พวกเขาไม่รู้ว่าฉันถูกจับเข้าคุกเพราะร่วมการชุมนุมประท้วง"

อาชญากรรมที่ซาฟูราก่อคือการลงถนนประท้วงกฎหมายที่นักวิจารณ์หลายคนชี้ว่าเป็นการเลือกปฏิบัติ เพราะจะให้สัญชาติอินเดียเฉพาะผู้อพยพจากบังกลาเทศ ปากีสถาน และอัฟกานิสถานที่ไม่ได้นับถือศาสนาอิสลาม ข่าวการประท้วงที่เกิดขึ้นได้รับความสนใจอย่างมากจากประชาคมโลก

Political party activists, different University students shout slogans and the university students tried to break the police barricades during the protest against India's new citizenship law

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, กฎหมายสัญชาติฉบับใหม่ที่กีดกันชาวมุสลิม ได้นำไปสู่การประท้วงใหญ่ทั่วอินเดีย

แต่ในกรณีของซาฟูรา กลับไม่มีการชุมนุมประท้วงเรียกร้องให้มีการปล่อยตัวเธอ เพราะขณะนั้นทางการอินเดียได้บังคับใช้มาตรการล็อกดาวน์ที่เข้มงวดที่สุดแห่งหนึ่งในโลก โดยให้ประชาชนราว 1.3 พันล้านคนเก็บตัวอยู่ในบ้าน เพื่อสกัดกั้นการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่

การจับกุมซาฟูราคือหนึ่งในหลายกรณีที่เกิดขึ้นในช่วงดังกล่าว และกรณีเช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในอินเดีย เพราะกลุ่มนักเคลื่อนไหวระบุว่า รัฐบาลหลายประเทศทั่วโลกใช้ปัญหาการระบาดของโรคโควิด-19 เป็นเครื่องบังหน้าการบังคับใช้กฎหมาย จับกุมผู้เห็นต่าง หรือผลักดันโครงการอื้อฉาวต่าง ๆ ที่หากเกิดขึ้นในห้วงเวลาปกติจะต้องเผชิญการประท้วงต่อต้านทั้งจากประชาชนในประเทศและจากนานาชาติ

แต่แทนที่จะเผชิญกระแสต่อต้าน รัฐบาลหลายประเทศกลับมีคะแนนนิยมเพิ่มขึ้นในช่วงนี้ เพราะประชาชนส่วนใหญ่หันมาฟังรัฐบาลเพื่อหาแนวทางการปฏิบัติตนในช่วงวิกฤการณ์เช่นนี้

นายโจเซฟ เบเนดิกต์ จาก ซีวิคัส (Civicus) องค์กรแนวร่วมภาคประชาสังคม บอกกับบีบีซีว่า "เชื้อไวรัสก่อโรคโควิด-19 คือศัตรูและประชาชนก็พร้อมจะต่อสู้กับมัน นี่จึงเอื้อให้รัฐบาลประเทศต่าง ๆ ฉวยโอกาสผ่านกฎหมายที่กดขี่โดยอ้าง "การต่อสู้กับโรคระบาด"

"นี่จึงทำให้สิทธิมนุษยชนและสิทธิพลเมืองต้องถอยหลังให้" เขากล่าว

ในรายงานล่าสุดของ ซีวิคัส ที่มีชื่อว่า "การโจมตีพลังของประชาชน" (Attack on people power) ระบุว่า มีรัฐบาลหลายประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก "พยายามปิดปากกลุ่มผู้เห็นต่างด้วยการเซ็นเซอร์รายงานว่าด้วยการละเมิดของรัฐ ซึ่งรวมถึง กรณีที่เกี่ยวกับการจัดการโรคระบาด"

รายงานชี้ว่า รัฐบาลเหล่านี้ใช้มาตรการค้นหาติดตามผู้ติดโรคโควิด-19 เป็นเครื่องมือเพิ่มการสอดแนม ติดตาม และปิดปากกลุ่มผู้วิจารณ์รัฐบาล โดยซีวิคัส พบการออกกฎหมายที่เข้มงวดในรัฐบาลอย่างน้อย 26 ประเทศ และในอีก 16 ประเทศพบกรณีการดำเนินคดีต่อกลุ่มผู้ต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน

บทลงโทษที่ไม่สมเหตุสมผล

ในอินเดีย นอกจากกรณีของซาฟูรา ก็ยังมีนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนและนักเคลื่อนไหวหลายคนถูกจับกุม ซึ่งรวมถึงนักบวชคณะเยซูอิต วัย 83 ปีคนหนึ่งที่ป่วยเป็นโรคพาร์กินสัน เขาถูกจับกุมในข้อหาการปลุกระดมมวลชน ข้อหาหมิ่นประมาททางอาญา และข้อหาตามกฎหมายต่อต้านการก่อการร้าย ซึ่งทำให้แทบจะเป็นไปไม่ได้ที่จะได้รับอนุญาตให้ประกันตัว

กรณีดังกล่าวทำให้องค์กรต่าง ๆ รวมถึงองค์การสหประชาชาติแสดงความกังวลกับการจับกุมนักบวชผู้นี้ ขณะที่คณะกรรมการนักนิติศาสตร์สากล (International Commission of Jurists หรือ ICJ) เรียกร้องให้รัฐบาลอินเดียปล่อยตัวนักโทษการเมือง

แม้จะมีเสียงเรียกร้องและแรงกดดันจากประชาคมโลก แต่อินเดียยังเดินหน้าจับกุมฝ่ายเห็นต่างต่อไป โดยรัฐบาลยืนกรานว่า ผู้ที่ถูกจับกุมได้กระทำการที่ขัดต่อผลประโยชน์ของชาติ พร้อมปฏิเสธว่าการตั้งข้อหาต่อฝ่ายเห็นต่างเป็นการล่าแม่มด

ในฟิลิปปินส์ การจับกุม เตเรสิตา นาอูล ซึ่งถูกมองเป็น "ผู้นำคอมมิวนิสต์" ในข้อหาลักพาตัว กักขังหน่วงเหนี่ยว และวางเพลิง ทำให้เกิดกระแสต่อต้านจากสังคม โดยเธอเป็นหนึ่งในคนฟิลิปปินส์ราว 400 รายที่ถูกตั้งข้อหาเช่นนี้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักเคลื่อนไหวและผู้สื่อข่าว ขณะที่ฝ่ายวิจารณ์รัฐบาลคนอื่น ๆ ถูกทำร้ายหรือไม่ก็ถูกลอบสังหาร

นอกจากนี้ การที่รัฐบาลฟิลิปปินส์สั่งปิดทำการ ABS-CBN เครือข่ายสื่อรายใหญ่ของประเทศในเดือน พ.ค. ปี 2020 ก็ทำให้ประชาชนจำนวนมากไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลที่สำคัญเกี่ยวกับโรคระบาดที่เกิดขึ้นได้

ส่วนในบังกลาเทศก็มีการปิดหลายเว็บไซต์ที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลด้วยข้อหาเผยแพร่ "ข้อมูลเท็จ" เรื่องโรคโควิด-19

Pro-democracy demonstrators hold posters of protest leaders who have been arrested during an anti-government protest, in Bangkok, Thailand October 18, 2020

ที่มาของภาพ, Reuters

รายงานของ ซีวิคัส ยังยกให้ กัมพูชา ไทย ศรีลังกา และเวียดนาม เป็นประเทศที่น่ากังวล เพราะปรากฏการใช้บทลงโทษที่รุนแรงไม่สมเหตุสมผลต่อบุคคลที่วิพากษ์วิจารณ์และมีความคิดเห็นต่างทางการเมือง ในจำนวนนี้หลายคนถูกตั้งข้อหาเผยแพร่ข้อมูลเท็จเกี่ยวกับโรคระบาด

ขณะที่เมียนมาถูกวิจารณ์เรื่องการใช้ข้อหา "ก่อการร้าย" เป็นข้ออ้างในการควบคุมเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชน

ก่อนหน้านี้ สำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UN High Commissioner for Human Rights) ออกแถลงการณ์เรียกร้องหลายครั้งให้รัฐบาลไทยยุติการใช้ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และข้อกล่าวหาอาญาร้ายแรงอื่น ๆ ต่อผู้ประท้วงอย่างสันติ ซึ่งรวมถึงเยาวชน พร้อมเรียกร้องให้แก้ไขมาตรา 112 ให้สอดคล้องกับกติการะหว่างประเทศ

ในฮ่องกง การผ่านกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติเมื่อเดือน มิ.ย. 2020 ก็ทำให้แทบจะไม่มีการประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยรายวันเกิดขึ้นเลย

A man wearing a Voting Is A Right costome stand off with riot police during an anti-government protest on September 6, 2020 in Hong Kong

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, การประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยแบบรายวันในฮ่องกงแทบจะไม่มีให้เห็นนับแต่มีการบังคับใช้กฎหมายความมั่นคงที่รัฐบาลจีนแผ่นดินใหญผลักดัน

ICJ ชี้ว่าการใช้เทคโนโลยีสอดส่องประชาชนแบบในเกาหลีใต้ ไต้หวัน และฮ่องกง แม้จะมีประสิทธิภาพในการควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส แต่ก็น่ากังวลว่า รัฐบาลหลายประเทศอาจจะยังใช้เทคโนโลยีเหล่านี้ต่อไปหลังจากปัญหาโรคระบาดยุติลงแล้ว

ขณะที่ซีวิคัส ชี้ว่า ผลกระทบจากการออกกฎหมายและการจับกุมต่าง ๆ โดยอ้างการต่อสู้กับโรคโควิด-19 ที่เกิดขึ้นในปี 2020 จะคงอยู่ต่อไปอีกนานแม้ว่าวิกฤตโรคระบาดนี้จะสิ้นสุดไปแล้วก็ตาม