โจ ไบเดน : นโยบายการต่างประเทศของอเมริกาจะเปลี่ยนไปอย่างไรภายใต้ผู้นำจากพรรคเดโมแครต

Joe Biden

ที่มาของภาพ, Getty Images

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยังคงเป็นหนึ่งในบุคคลผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก และวิธีการใช้อำนาจของผู้ดำรงตำแหน่งนี้ได้ส่งผลอย่างยิ่งยวดต่อเวทีการเมืองและการทูตของโลก

ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ดำเนินนโยบาย "อเมริกาต้องมาก่อน" (America First) โดยมีการทบทวนการเจรจา หรือนำประเทศถอนตัวจากข้อตกลงการค้า ตลอดจนข้อตกลงความเป็นพันธมิตร และสนธิสัญญาระหว่างประเทศต่าง ๆ โดยอ้างว่าข้อตกลงเหล่านี้ไม่มีความเป็นธรรมต่อสหรัฐฯ

แต่นายโจ ไบเดน ได้ให้คำมั่นสัญญาถึงการเปลี่ยนแปลง ว่าหากเขาชนะการเลือกตั้ง ก็จะนำประเทศกลับเข้าร่วมความตกลงปารีสเพื่อแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก ในวันแรกที่เข้าดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของสหรัฐฯ

โดยรวมแล้ว นายไบเดนมีแนวทางการดำเนินบทบาทของสหรัฐฯ บนเวทีโลกในรูปแบบดั้งเดิมเช่นที่บรรดาผู้นำสหรัฐฯ ในอดีตได้เคยทำมามากกว่าเมื่อเทียบกับนายทรัมป์ นั่นคือการยึดมั่นในสถาบันระหว่างประเทศที่ก่อตั้งขึ้นหลังจากสงครามโลกครั้งที่สอง และตั้งอยู่บนค่านิยมประชาธิปไตยที่ชาติตะวันตกมีร่วมกัน

ในบทความนี้ บาร์บารา เพล็ตต์ อัชเชอร์ ผู้สื่อข่าวบีบีซีประจำกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ จะพาไปดูถึงความเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้น เมื่อนายไบเดนได้เป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ

การทำงานร่วมกับพันธมิตร

General View of the United Nations Building on September 22, 2019 in New York City.

ที่มาของภาพ, VIEW press

ในขณะที่ประธานาธิบดีทรัมป์ยกย่องบรรดาผู้นำเผด็จการ และดูหมิ่นชาติพันธมิตร แต่ภารกิจสำคัญอันดับต้น ๆ ที่นายไบเดนจะทำ ก็คือการฟื้นฟูความสัมพันธ์อันตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับฝ่ายต่าง ๆ โดยเฉพาะองค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (นาโต) และกลับเข้าร่วมความเป็นพันธมิตรกับนานาชาติ นายไบเดนจะพาสหรัฐฯ กลับไปร่วมมือกับองค์การอนามัยโลก และพยายามสวมบทบาทผู้นำโลกในการต่อสู้กับการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่

นายไบเดนชูนโยบายนี้ให้เป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เพื่อกอบกู้ภาพลักษณ์ที่เสียหายของอเมริกา และผนึกกำลังกับชาติประชาธิปไตยเพื่อต่อสู้กับคลื่นของลัทธิอำนาจนิยมที่กำลังเพิ่มขึ้น

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

คำบรรยายวิดีโอ, การเลือกตั้ง ปธน.สหรัฐฯ สำคัญต่อการแก้ปัญหาสภาพภูมิอากาศโลกอย่างไร

ในขณะที่ประธานาธิบดีทรัมป์นำสหรัฐฯ ถอนตัวจากความตกลงปารีสซึ่งเป็นกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศเมื่อปี 2017 และเพิ่งจะมีผลอย่างเป็นทางการไปเมื่อเร็ว ๆ นี้ แต่นายไบเดนได้ประกาศให้การต่อสู้กับปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมนี้เป็นภารกิจสำคัญของชาติ และจะนำสหรัฐฯ กลับเข้าร่วมในความตกลงปารีสอีกครั้ง

ชายทั้งสองมีความเห็นคนละขั้วในประเด็นนี้ โดยนายทรัมป์มองการแก้ปัญหาโลกร้อนว่าเป็นภัยคุกคามต่อเศรษฐกิจ ที่ผ่านมาเขาได้สนับสนุนการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลและยกเลิกระเบียบข้อบังคับด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมหลายประการ

ขณะที่นายไบเดน ได้ประชาสัมพันธ์แผนการมูลค่า 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อใช้ในการบรรลุเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ตามความตกลงปารีส โดยระบุว่าจะดำเนินแผนการนี้โดยการสร้างเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานสะอาด และสร้างงานหลายล้านตำแหน่งในกระบวนการที่ว่านี้

อิหร่าน

นายไบเดน ระบุว่าเขาเตรียมจะนำสหรัฐฯ กลับเข้าร่วมในข้อตกลงระหว่างประเทศอีกรายการที่นายทรัมป์ถอนตัวออกมา นั่นคือข้อตกลงที่ผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรต่ออิหร่านเพื่อแลกเปลี่ยนกับการที่อิหร่านจะจำกัดโครงการพัฒนานิวเคลียร์ให้มีขนาดเล็กลง

รัฐบาลของนายทรัมป์ประกาศถอนตัวจากข้อตกลงดังกล่าวเมื่อปี 2018 โดยชี้ว่าข้อตกลงนี้มีกรอบเงื่อนไขที่แคบเกินกว่าที่จะช่วยจัดการกับภัยคุกคามของอิหร่านได้ อีกทั้งยังไม่มีสามารถจำกัดกิจกรรมนิวเคลียร์ของอิหร่านได้อย่างประสิทธิภาพ

โดยหลังจากถอนตัวจากข้อตกลงดังกล่าว รัฐบาลของนายทรัมป์ได้กลับมาดำเนินมาตรการคว่ำบาตรและเพิ่มแรงกดดันทางเศรษฐกิจต่ออิหร่าน โดยเมื่อไม่นานมานี้ได้ขึ้นบัญชีดำภาคการเงินแทบทั้งหมดของอิหร่าน ทำให้อิหร่านตอบโต้ด้วยการหยุดทำตามเงื่อนไขการจำกัดกิจกรรมทางนิวเคลียร์

นายไบเดนชี้ว่า นโยบาย "แรงกดดันขั้นสูงสุด" ใช้การไม่ได้ผล อีกทั้งยังทำให้เกิดความตึงเครียดมากขึ้น และทำให้อิหร่านเข้าใกล้กับโครงการอาวุธนิวเคลียร์มากยิ่งขึ้นอีก

เยเมน

Saudi Arabia's Crown Prince Mohammed bin Salman shakes hands with US President Donald Trump, at the G20 leaders summit in Osaka, Japan

ที่มาของภาพ, Reuters handout

นายไบเดนประกาศจะยุติการที่สหรัฐฯ ให้การสนับสนุนสงครามในเยเมนที่ซาอุดีอาระเบียเป็นแกนนำในการสู้รบ ซึ่งยอดพลเรือนที่เสียชีวิตเป็นจำนวนมากในสงครามครั้งนี้ ทำให้เกิดเสียงคัดค้านอย่างหนักในการที่สหรัฐฯ เข้าไปมีส่วนร่วม ทั้งจากสมาชิกฝ่ายซ้ายในพรรครีพับลิกันและจากสมาชิกคนอื่น ๆ ในสภาคองเกรส

ซาอุดีอาระเบียถือเป็นพันธมิตรชาติอาหรับที่ใกล้ชิดกับนายทรัมป์มากที่สุด อีกทั้งยังเป็นแกนนำในกลุ่มพันธมิตรต่อต้านอิหร่าน บรรดานักวิเคราะห์มองว่านายไบเดนจะถอยห่างออกจากนโยบายอ้าแขนรับสมาชิกราชวงศ์ซาอุดีอาระเบียของนายทรัมป์

ความขัดแย้งอาหรับ-อิสราเอล

Israeli West Bank barrier in Bethlehem. Tuesday, 13 March 2018, in Bethlehem, Palestine

ที่มาของภาพ, NurPhoto via Getty Images

นายไบเดนเห็นด้วยกับการที่นายทรัมป์เป็นตัวกลางให้เกิดข้อตกลงสันติภาพระหว่างอิสราเอลกับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพราะนายไบเดนเป็นผู้ให้การสนับสนุนอิสราเอลมายาวนาน

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์เชื่อว่านายไบเดนไม่น่าจะหยิบแนวนโยบายของรัฐบาลนายทรัมป์มาใช้ โดยเฉพาะในเรื่องที่อิสราเอลเข้ายึดครองเขตเวสต์แบงก์ ซึ่งรวมถึงการประกาศว่าการเข้าไปตั้งอาณานิคมของชาวยิวในเขตเวสต์แบงก์ไม่ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ หรือนิ่งเฉยต่อแผนการที่อิสราเอลจะเข้าไปผนวกพื้นที่บางส่วนในเขตเวสต์แบงก์ เข้าเป็นของตนเองตามอำเภอใจเพียงฝ่ายเดียว

ขณะที่สมาชิกฝ่ายซ้ายของพรรคเดโมแครตในปัจจุบันกำลังผลักดันนโยบายด้านการต่างประเทศที่จะสนับสนุนสิทธิของชาวปาเลสไตน์มากขึ้น

นโยบายการต่างประเทศอะไรที่น่าจะคงเดิม

เช่นเดียวกับประธานาธิบดีทรัมป์ นายไบเดนต้องการยุติสงครามที่ยืดเยื้อในอัฟกานิสถานและอิรัก แม้เขาจะต้องการให้คงทหารอเมริกันกลุ่มเล็ก ๆ ไว้ในทั้งสองประเทศเพื่อสู้กับภัยก่อการร้ายก็ตาม

นอกจากนี้ก็เชื่อว่านายไบเดนจะไม่ตัดลดงบประมาณด้านกลาโหม หรือระงับการโจมตีด้วยโดรน แม้จะมีแรงกดดันจากฝ่ายซ้ายก็ตาม

รัสเซีย

Russia's President Vladimir Putin during a video conference meeting with participants in the We Are Together nationwide volunteer campaign

ที่มาของภาพ, TASS via Getty Images

คาดว่าความสัมพันธ์ในระดับผู้นำระหว่างสหรัฐฯ กับรัสเซียจะเปลี่ยนแปลงไปในสมัยของนายไบเดน จากที่ก่อนหน้านี้นายทรัมป์มักดูเหมือนพร้อมจะให้อภัยต่อพฤติกรรมที่ละเมิดมาตรฐานนานาชาติของประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน อยู่บ่อยครั้ง

แต่ในระดับรัฐบาลนั้น สหรัฐฯ ยังคงท่าทีค่อนข้างแข็งกร้าวต่อรัสเซีย รวมทั้งใช้มาตรการคว่ำบาตรเพื่อลงโทษ ซึ่งนี่น่าจะเป็นสิ่งที่น่าจะคงเดิมในสมัยของนายไบเดน

ขณะเดียวกันนายไบเดนประกาศจะตอบโต้อย่างเด็ดขาดต่อกรณีที่รัสเซียเข้าไปแทรกแซงการเลือกตั้งของสหรัฐฯ และข้อกล่าวหาเรื่องการทุ่มเงินก้อนโตให้กลุ่มตาลีบันมุ่งโจมตีทหารสหรัฐฯ ในอัฟกานิสถาน ซึ่งล้วนเป็นเรื่องที่นายทรัมป์ไม่เคยกล่าวถึง

จีน

ในปี 2017 นายทรัมป์เล่าเรื่องที่เขาผูกมิตรกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ด้วยเค้กช็อกโกแลต แต่นับตั้งแต่นั้นนายทรัมป์ก็เปลี่ยนท่าทีความเป็นมิตรไปเป็นการกล่าวหาผู้นำจีนเรื่องการแพร่เชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่รวมทั้งการดำเนินสงครามการค้ากับจีน

Democratic presidential nominee Joe Biden delivers remarks in the parking lot of the United Food and Commercial Workers International Union Local 951

ที่มาของภาพ, Getty Images

คาดว่านายไบเดนจะคงนโยบายของรัฐบาลนายทรัมป์เกี่ยวกับการต่อสู้กับ "การกระทำที่ก้าวร้าวทางเศรษฐกิจ" ของจีนไว้ อย่างไรก็ตาม คาดว่าเขาจะพยายามแสวงหาความร่วมมือกับจีนมากขึ้น หลังจากรัฐบาลของนายทรัมป์ได้ดำเนินนโยบายอย่างแข็งกร้าวในการคว่ำบาตรบริษัทหัวเว่ยซึ่งทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศตกต่ำที่สุดในรอบหลายสิบปี

นายไบเดนบอกว่า เขาต้องการกอบกู้ความเป็นผู้นำของสหรัฐฯ ในเวทีโลกขึ้นมาอีกครั้ง แต่โลกได้เปลี่ยนไปแล้วในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา และผลสำรวจคความเห็นชี้ว่าชื่อเสียงของสหรัฐฯ ในหมู่ชาติพันธมิตรได้ตกต่ำลง ซึ่งประเด็นเหล่านี้คือสิ่งที่นายไบเดนต้องการเป็นผู้นำในการฟื้นฟูขึ้นมาอีกครั้ง