ระบอบแบบทรัมป์ ๆ: ปธน.ผู้นี้ทำให้โลกอันตรายขึ้นหรือเปล่า?

Trump and Kim on a television in Seoul

ที่มาของภาพ, Getty Images

    • Author, บาร์บารา เพล็ทท์ อัชเชอร์
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซี

การเมืองโลกกลายเป็นเรื่องที่คาดเดาไม่ได้มากขึ้นตั้งแต่นายโดนัลด์ ทรัมป์ เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาและประกาศแนวทาง "อเมริกาต้องมาก่อน" ที่สร้างความตระหนกตกใจให้ชาติพันธมิตร และทำให้ประเทศคู่อริต้องแปลกใจ แต่เขาทำให้โลกทุกวันนี้มีอันตรายมากกว่าเดิมหรือเปล่า?

นับว่าไม่ หากเราพิจารณาถึงสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา

ทรัมป์อาจสร้างความวุ่นวายและหวาดกลัวจากการทวีตข้อความที่หุนหันและเอาแน่เอานอนไม่ได้ แต่เขายังไม่เคยลงมือโจมตีชาติพันธมิตรที่เขาวิพากษ์วิจารณ์ เขายังไม่ทำให้เกิดสงครามครั้งใหม่ และถ้าจะดูกันโดยรวมแล้ว ทรัมป์ก็ยังขับเคลื่อนประเทศไปในทางเดียวกันกับนายบารัค โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนก่อน

แต่ผู้นำคนนี้ทำให้โลกเราใกล้จุดวิกฤตเข้าไปทุกทีหรือเปล่า?

นี่คือ 7 ประเด็นน่าขบคิดตลอดช่วงการบริหารประเทศของทรัมป์ที่ผ่านมา

ชัยชนะในตะวันออกกลาง

ตั้งแต่ทรัมป์เริ่มเข้ารับตำแหน่ง กลุ่มที่เรียกตัวเองว่ารัฐอิสลาม หรือไอเอส พบแต่กับความพ่ายแพ้ ไม่ว่าจะเป็นที่อิรัก หรือซีเรีย

"รัฐกาหลิบ" (Caliphate) ของกลุ่มถูกทำลาย และสมาชิกที่เหลืออยู่ก็ต้องรอนแรมหลบหนี

แม้ว่ากลุ่มไอเอสจะขยายเครือข่ายไปที่อื่น ๆ ในโลก และยังสร้างอิทธิพลให้เกิดความรุนแรงอย่างสุดโต่ง แต่ "เส้นเลือดใหญ่" ของกลุ่มได้ถูกตัดขาดแล้ว

Soldiers in Palmyra

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, "รัฐกาหลิบ" (Caliphate) ของกลุ่มไอเอสถูกทำลาย และสมาชิกที่เหลืออยู่ก็ต้องรอนแรมหลบหนี

เราอาจจะมองว่าความสำเร็จนี้เป็นความดีความชอบของทรัมป์ หรือเขาอาจจะแค่สานต่อนโยบายที่โอบามาเป็นคนริเริ่มไว้ ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนกองกำลังในพื้นที่ การโจมตีด้วยระเบิดทางอากาศ และการส่งกองกำลังปฏิบัติการพิเศษไปในพื้นที่

แต่สิ่งที่แตกต่างคือทรัมป์ให้อำนาจสั่งการเหล่านี้กับผู้บังคับบัญชากองทัพสหรัฐฯ มากขึ้น ซึ่งนายเบร็ตต์ แมคเกิร์ค ผู้แทนพิเศษของสหรัฐฯ ด้านความร่วมมือโลกเพื่อต่อต้านกลุ่มไอเอส ซึ่งได้ทำงานกับประธานาธิบดีทั้งสองคน บอกว่านั่นเป็นสิ่งที่สร้างความแตกต่างอย่างมาก

ไม่ว่าเราจะถือว่านี่เป็นผลงานของใครมากกว่ากัน แต่มันก็เกิดขึ้นในสมัยของทรัมป์ และอาจกล่าวได้ว่าเป็นความสำเร็จด้านนโยบายต่างประเทศที่ใหญ่ที่สุดของทรัมป์

อิหร่าน

สหรัฐฯ และประเทศมหาอำนาจอีก 5 ประเทศสามารถลดความเสี่ยงภัยจากระเบิดปรมาณูของอิหร่านได้ด้วยการบรรลุข้อตกลงให้อิหร่านจำกัดโครงการการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์

มองโดยรวมแล้ว ข้อตกลงนี้กำลังไปได้ดี แต่ทรัมป์มองว่ายังมีข้อบกพร่องที่ต้องได้รับการแก้ไขอยู่มาก โดยเขาขู่ว่าจะถอนตัวจากข้อตกลงนี้หากชาติมหาอำนาจในยุโรปไม่ใช้มาตรการบีบบังคับที่แข็งกร้าวกว่าเก่า

ทรัมป์อยากให้จำกัดโครงการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของอิหร่านอย่างถาวร ให้ควบคุมโครงการพัฒนาขีปนาวุธมากขึ้น และจัดการกับอิทธิพลที่ "เลวร้าย" ของอิหร่านในภูมิภาคตะวันออกกลาง เช่น การสนับสนุนการทำสงครามตัวแทนในภูมิภาคซึ่งเป็นภัยต่อชาติตะวันตกที่เป็นพันธมิตรกับสหรัฐฯ

ชาติยุโรปเห็นด้วยว่าต้องแก้ไขเรื่องเหล่านี้ แต่ต้องทำโดยไม่ให้ส่งผลเสียต่อข้อตกลงที่มีอยู่แล้ว เพราะนั่นจะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงในยุโรป

คำบรรยายวิดีโอ, ช่วงเดือน ก.ย. 2560 อิหร่านได้ประกาศทดสอบขีปนาวุธ "โครัมชาร์" ได้สำเร็จ ท้าทายแรงกดดันจากสหรัฐฯ

หากข้อตกลงนิวเคลียร์นี้พังลง ก็มีความเป็นไปได้ว่าจะเกิดอันตราย 3 ประการ

หนึ่ง ตะวันออกกลางจะระส่ำระสายมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาจากการที่ทรัมป์สนับสนุนชาติคู่แข่งของอิหร่านอย่างซาอุดีอาระเบีย สอง ความสัมพันธ์ของชาติสองฟากฝั่งแอตแลนติก ซึ่งเป็นเสาหลักของความมั่นคงโลกตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 จะอ่อนแอลง และสาม อาจทำลายสนธิสัญญาไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งเป็นพื้นฐานของข้อตกลงจำกัดการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของอิหร่าน

สงครามนิวเคลียร์กับเกาหลีเหนือ

นายคิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ ทำให้โลกอันตรายมากขึ้นด้วยการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์และขู่โจมตีสหรัฐฯ แต่ทรัมป์เองก็ทำให้สถานการณ์แย่กว่าเดิมด้วยการตอบโต้ด้วยวาจาอันร้อนแรงและยั่วยุ

ท่าทีของทรัมป์เปลี่ยนไปมาระหว่างการขู่โจมตี และแสดงความตั้งใจที่จะพูดคุยเจรจา เช่น ณ ขณะนี้ สหรัฐฯ ยอมปล่อย "ตามน้ำ" ให้เกาหลีเหนือและเกาหลีใต้พัฒนาความสัมพันธ์ผ่านการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาว

คำบรรยายวิดีโอ, ย้อนเส้นทางการทดสอบอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือทั้ง 6 ครั้ง

รัฐบาลของทรัมป์ได้สร้างความร่วมมือในระดับนานาชาติที่แข็งแกร่งในการใช้นโยบายกดดันเกาหลีเหนือให้เลิกล้มโครงการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์

จอห์น เนโกรปอนเต รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ สมัย ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช บอกว่า การร่วมมือกับนานาชาติดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า ทรัมป์พยายามทำให้โลกปลอดภัยขึ้น

ในขณะที่แพทริค โครนิน ผู้เชี่ยวชาญด้านเอเชีย ประจำศูนย์เพื่อความมั่นคงอเมริกันใหม่ บอกว่า

การดำเนินนโยบายที่เสี่ยงต่อสงครามของทรัมป์ตอบโจทย์ เนื่องจากผู้นำเกาหลีเหนือคิดว่าสหรัฐฯ จะไม่ใช้กำลัง และสิ่งที่ทรัมป์ทำเป็นการกดดันในแบบที่ "ถูกต้อง"

อย่างไรก็ตาม นี่เป็นครั้งแรกที่สหรัฐฯ ขู่โจมตีประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์นับตั้งแต่วิกฤติการณ์ขีปนาวุธคิวบาเมื่อปี 1962

คำบรรยายวิดีโอ, ทรัมป์บริภาษกลางยูเอ็น เตือนอาจต้องทำลายเกาหลีเหนือราบคาบ

คืนกลับสู่สงครามเย็น

นายวิลเลียม เพอร์รี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมในสมัยประธานาธิบดีบิล คลินตัน บอกว่า มีความเสี่ยงที่สถานการณ์จะย้อนกลับไปเป็นแบบสมัยสงครามเย็นอีก และความเป็นปรปักษ์ระหว่างสองประเทศทำให้เกิดความตึงเครียดในเชิงภูมิศาสตร์การเมืองขึ้นมาใหม่ ทั้งสองฝ่ายต่างก็พัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งทำให้เกิดความเสี่ยงทางการทหารแบบยุคนั้นอีก

แต่นี่ก็ไม่ใช่ความผิดของทรัมป์เสียทีเดียว

ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย เพิ่มความตึงเครียดด้วยการเข้าไปแทรกแซงในยูเครน และในสมัยของโอบามา ประธานาธิบดีทั้งสองก็ไม่ได้มีการพูดคุยเจรจาที่สร้างความเปลี่ยนแปลงสำคัญอะไร

Trump and Putin in Vietnam

ที่มาของภาพ, Getty Images

ทรัมป์อยากจะเจรจากับปูติน และอาจจะอยากมากเกินไปด้วยซ้ำ แต่เขาไม่สามารถคุยได้เนื่องจากมีประเด็นที่เป็นข้อถกเถียงกันอยู่ในเรื่องที่ว่ารัสเซียได้เข้าแทรกแซงและช่วยให้เขาชนะการเลือกตั้ง

ความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศจึงกลายเป็นแย่กว่าสมัยประธานาธิบดีโอบามา เสียอีก

การทูตถดถอย

ท่าทีของทรัมป์ทำให้เห็นชัดเจนว่าเขาชอบพวกนายพลมากกว่านักการทูต

เขาเป็นผู้เสนอให้ตัดงบประมาณกระทรวงการต่างประเทศ และทำให้ฝ่ายการทูตมีอิทธิพลน้อยลงเมื่อต้องตัดสินใจในประเด็นความมั่นคงของชาติ การเกิดวินาศกรรม 11 กันยายน เป็นจุดเริ่มต้นของการทำให้ทหารเข้ามามีบทบาทในนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ มากขึ้น แต่เป็นทรัมป์ที่ผู้ขับเคลื่อนกระบวนการนี้

ดูเหมือนเขาไม่เข้าใจและไม่สนใจเรื่องของการทูตมากนัก

มีครั้งหนึ่งที่นักข่าวถามเขาว่าจะทำเช่นไรกับตำแหน่งในกระทรวงต่างประเทศที่ยังว่างอยู่ ทรัมป์ตอบว่า เขาเป็นเพียงคนเดียวที่มีความสำคัญ และนั่นก็คือนโยบาย

การทูตนั้นก็เหมือนกับการดูแลรักษาร่างกาย มันคือการแก้ไขปัญหาก่อนที่ปัญหานั้นจะกลายเป็นสงคราม

หากทรัมป์อยากจะ "ทำให้อเมริกายิ่งใหญ่อีกครั้ง" เขาต้องไม่ลืมว่าความสำเร็จด้านนโยบายต่างประเทศหลายครั้งในอดีตเป็นกระบวนการทางการทูต ไม่ว่าจะเป็น แผนการมาร์แชล (Marshall Plan) ซึ่งเป็นโครงการฟื้นฟูเศรษฐกิจยุโรป ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ของสหรัฐฯ และความตกลงสันติภาพระหว่างอิสราเอลกับอียิปต์ เมื่อปี 1979

ในขณะที่นโยบายต่างประเทศที่ใช้วิธีการทางทหารของสหรัฐฯ ทำให้นึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งในเวียดนามและอิรัก

ลดบทบาทเวทีโลก

สหรัฐฯ ภายใต้การบริหารของทรัมป์ถอนตัวจากข้อตกลงต่าง ๆ ที่เป็นการร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อแก้ไขปัญหาในระดับโลก

และการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดคือการถอนตัวออกจากข้อตกลงปารีสว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ

จริงอยู่ที่กระบวนการถอนตัวจากข้อตกลงนี้ต้องใช้เวลา 4 ปี และปัจจัยอื่น ๆ จะลดผลกระทบนี้ เช่น รัฐต่าง ๆ ของอเมริกาและบริษัทต่าง ๆ ที่จะดำเนินนโยบายเพื่อลดมลภาวะทางอากาศต่อไป แต่สหรัฐฯ ก็จะมีบทบาทในการแก้ไขปัญหานี้น้อยลงจากเดิมมาก

ทรัมป์

ที่มาของภาพ, AFP/Getty Images

คำบรรยายภาพ, ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศว่าเขาได้ตัดสินใจนำสหรัฐฯ ถอนตัวจากความตกลงปารีสซึ่งเป็นกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ เมื่อเดือน มิ.ย. ปีที่แล้ว

มองโดยภาพรวมแล้ว แนวทาง "อเมริกาต้องมาก่อน" ของทรัมป์ดูเหมือนจะมุ่งทำให้กลุ่มพันธมิตรและองค์กรต่าง ๆ ที่ช่วยรักษาความมั่นคงในโลกตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 ต้องเสียกระบวน

หรืออย่างน้อย ก็แค่ลดบทบาทในการเป็นผู้นำของกลุ่มต่าง ๆ เหล่านี้ที่สหรัฐฯ เคยเป็นมาตลอด

ในขณะที่ เดวิด อิกเนเชียส จาก นสพ.วอชิงตันโพสต์ บอกว่า อิทธิพลของสหรัฐฯ จะยืนยาวกว่าสมัยการบริหารประเทศของทรัมป์

ริชาร์ด ฮาสส์ จากสภาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศสหรัฐฯ มองว่า ไม่มีประเทศมหาอำนาจอื่นที่จะสามารถแทนที่สหรัฐฯ ได้ และความมั่นคงนานาชาติก็จะลดน้อยลงหากไม่มีสหรัฐฯ เป็นผู้นำ

พึ่งไม่ได้ คาดเดาไม่ได้

เราอาจจะพูดได้ว่าสิ่งที่ขับเคลื่อนทรัมป์คือ ลักษณะนิสัยที่หุนหันพลันแล่นของเขาเอง มากกว่าการสร้างแนวทางให้ "อเมริกาต้องมาก่อน"

นี่ทำให้นโยบายต่างประเทศสหรัฐฯ ดำเนินไปอย่างติด ๆ ขัด ๆ แทบจะตลอด เห็นได้จากทวิตเตอร์ของทรัมป์ และการไปขัดเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเขาเอง

ผู้สนับสนุนของทรัมป์อาจจะเถียงว่าทวิตเตอร์ของเขาเป็นเครื่องมือในการต่อรองในเวทีนานาชาติ หรือบอกว่าไม่ต้องไปใส่ใจกับข้อความของเขาเพราะเขาแทบจะไม่ทำตามสิ่งที่เขาขู่ไว้

แต่นี่ทำให้ทั้งประเทศมิตรและศัตรูของสหรัฐฯ สับสนว่านโยบายของประเทศคืออะไรกันแน่ และมีความเชื่อมั่นในความเป็นประเทศผู้นำของสหรัฐฯ น้อยลง

นี่ไม่ใช่สถานการณ์ที่ดีนัก ที่มีรัฐบาลสหรัฐฯ ที่คาดเดาไม่ได้ ในโลกที่คาดเดายากอยู่แล้ว