ข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่าน: คาดสหรัฐฯ ฟื้นมาตรการคว่ำบาตร

ที่มาของภาพ, AFP
นายสตีฟ มนูชิน รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ คาดว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะกลับมาใช้มาตรการคว่ำบาตรกับอิหร่าน หลังจากที่ระงับไปภายใต้ข้อตกลงนิวเคลียร์ปี 2015 โดยวันนี้คือกำหนดเส้นตายที่สหรัฐฯ จะต้องตัดสินใจ
ก่อนหน้านี้ ผู้นำกลุ่มประเทศมหาอำนาจในยุโรปเรียกร้องให้ประธานาธิบดีทรัมป์ รักษาข้อตกลงนิวเคลียร์ดังกล่าวเอาไว้ โดยระบุว่าเป็นสิ่งสำคัญต่อความมั่นคงของโลก แต่ผู้นำสหรัฐฯ วิจารณ์ข้อตกลงดังกล่าว ซึ่งกำหนดให้ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร แลกกับการที่อิหร่านจำกัดปริมาณการผลิตเชื้อเพลิงนิวเคลียร์
นายมนูชินกล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า รัฐบาลจะประกาศมาตรการคว่ำบาตรใหม่ต่ออิหร่านตามรายงานก่อนหน้านี้ ที่ระบุว่าน่าจะเน้นไปที่ตัวบุคคลและธุรกิจของอิหร่าน "เรายังคงพิจารณาอย่างต่อเนื่อง และผมคิดว่าคุณสามารถคาดหวังได้ว่าจะมีมาตรการคว่ำบาตรเพิ่มเติมออกมา"
ผู้นำสหรัฐฯ เคยกล่าวว่าต้องการปรับเปลี่ยนข้อตกลง หรือถอนตัวอย่างสิ้นเชิง โดยเมื่อเดือน ต.ค.ปีที่แล้ว ประธานาธิบดีทรัมป์ไม่ได้รับรองข้อตกลงต่อรัฐสภาตามกำหนดทุก ๆ 90 วัน โดยอ้างว่าอิหร่าน "ไม่ปฏิบัติตามเจตนารมณ์" ของข้อตกลง
นายแกรี โอโดโนฮิว ผู้สื่อข่าวบีบีซี รายงานจากกรุงวอชิงตันว่า ในขณะที่อนาคตของมาตรการคว่ำบาตรหลักต่าง ๆ ยังไม่เป็นที่แน่ชัด แต่การฟื้นมาตรการคว่ำบาตรอื่น ๆ ขึ้นมาใหม่ อาจช่วยให้ประธานาธิบดีทรัมป์ขจัดคำวิจารณ์ที่ว่าเขาไม่ได้ทำตามคำสัญญาในการฉีกข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่านทิ้งตามที่ได้หาเสียงเอาไว้
กลุ่มประเทศยุโรปสนับสนุนข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่าน
รัฐมนตรีต่างประเทศสหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส เยอรมนี และสหภาพยุโรป ได้พบกับนายโมฮัมหมัด จาวัด ซารีฟ รัฐมนตรีต่างประเทศของอิหร่าน ที่กรุงบรัสเซลส์ วานนี้ (11 ม.ค.) เพื่อยืนยันว่าจะยึดมั่นในข้อตกลงดังกล่าว ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากจีนและรัสเซียด้วย โดยในการแถลงข่าวหลังการประชุม นางเฟเดอริกา โมเกอรีนี ผู้แทนด้านนโยบายต่างประเทศอียู กล่าวว่า "ข้อตกลงยังใช้ได้ผลตามจุดประสงค์หลัก นั่นคือการตรวจสอบและเฝ้าสังเกตการณ์โครงการนิวเคลียร์อิหร่านอย่างใกล้ชิด"
นางโมเกอรีนี ระบุด้วยว่า "ประชาคมนานาชาติจำเป็นต้องมีความเป็นหนึ่งเดียวกัน เพื่อรักษาข้อตกลงที่ใช้ได้ผล ซึ่งทำให้โลกปลอดภัยขึ้น และป้องกันการแข่งขันด้านอาวุธนิวเคลียร์ในภูมิภาค เราคาดหวังว่าทุกฝ่ายจะปฏิบัติตามข้อตกลงต่อไป"

ที่มาของภาพ, AFP
ด้านนายซารีฟกล่าวเตือนว่า การปฏิบัติตามข้อตกลงของอิหร่าน ขึ้นอยู่กับการที่รัฐบาลสหรัฐฯ จะต้องปฏิบัติตามข้อตกลงด้วย และระบุว่าการประชุมที่กรุงบรัสเซลส์แสดงให้เห็นแล้วว่ามีความเห็นที่ตรงกันอย่างชัดเจนว่าอิหร่านได้ทำตามข้อตกลง จึงมีสิทธิจะได้รับประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ซึ่งความเคลื่อนไหวที่จะบ่อนทำลาย "เป็นสิ่งที่ไม่สามารถยอมรับได้"
สิ่งที่ปธน.สหรัฐฯ ต้องการเปลี่ยนแปลง
ประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศเมื่อเดือน ต.ค.ปีที่แล้วว่า ข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่าน "เป็นหนึ่งในข้อตกลงที่แย่ที่สุด และเอื้อประโยชน์แก่ฝ่ายเดียวมากที่สุดเท่าที่สหรัฐฯ เคยลงนามมา" และเตือนว่า ภายในไม่กี่ปี อิหร่านจะสามารถผลิตอาวุธนิวเคลียร์ได้อย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังกล่าวอิหร่านว่าละเมิดข้อตกลงหลายครั้ง และสัญญาว่าจะร่วมมือกับรัฐสภาเพื่อแก้ไขข้อบกพร่องหลายจุดในข้อตกลง ซึ่งรวมถึงข้อที่เปิดทางให้ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรต่อโครงการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมหลังปี 2025

ที่มาของภาพ, AFP/Getty Images
นอกจากนี้ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยังต้องการให้ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ หรือไอเออีเอ เข้าถึงที่ตั้งทางทหารของอิหร่าน และให้ข้อตกลงครอบคลุมถึงโครงการขีปนาวุธด้วย
ส่วนผู้ที่วิจารณ์ข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่าน ยังเสนอให้รัฐสภาสหรัฐฯ แก้กฎหมาย ให้มาตรการคว่ำบาตรกลับมามีผลบังคับใช้ได้โดยอัตโนมัติ เพื่อตอบโต้การกระทำของอิหร่านในบางกรณี
เจ้าหน้าที่ทางการสหรัฐฯ กล่าวกับสำนักข่าวแอสโซซิเอเตทเพรสเมื่อวันพุธที่ผ่านมา โดยคาดว่าประธานาธิบดีทรัมป์ จะผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตรข้างต้นไปอีก 120 วัน แต่อาจหันมาใช้มาตรการใหม่อื่น ๆ ที่มุ่งเน้นธุรกิจและบุคคล ซึ่งเกี่ยวข้องกับการทดสอบขีปนาวุธ ให้การสนับสนุนการก่อการร้าย และละเมิดสิทธิมนุษยชน









