ทรัมป์ข่มกลับเกาหลีเหนือ “ปุ่มยิงนิวเคลียร์ของผมใหญ่กว่า”

ที่มาของภาพ, REUTERS
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กล่าวตอบโต้กรณีที่นายคิม จอง อึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือแถลงในวันขึ้นปีใหม่ว่าตนมีปุ่มยิงอาวุธนิวเคลียร์ติดตั้งไว้บนโต๊ะทำงานตลอดเวลา โดยนายทรัมป์ทวีตข้อความตอบกลับว่าที่จริงตนก็มีปุ่มดังกล่าวเช่นกัน แต่เป็นปุ่มที่ใหญ่กว่าและทรงพลังกว่า ทั้งยังทำงานได้จริงอีกด้วย
"ใครซักคนในรัฐบาลเกาหลีเหนือที่อดอยากขาดแคลนเต็มแก่ ช่วยไปบอกนายคิมให้ทีว่าผมก็มีปุ่มยิงนิวเคลียร์เหมือนกัน แต่มันใหญ่กว่าเยอะและทรงพลังกว่าของเขาด้วย ปุ่มกดของผมทำงานได้จริงนะ !" นายทรัมป์กล่าว
ก่อนหน้านี้เกาหลีเหนืออ้างว่ามีขีปนาวุธพิสัยไกลข้ามทวีปติดหัวรบนิวเคลียร์ ที่สามารถโจมตีได้ครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วสหรัฐฯ แต่คำกล่าวของประธานาธิบดีทรัมป์ในครั้งนี้ตอกย้ำข้อเท็จจริงที่ว่า สหรัฐฯครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุด และผู้นำสหรัฐฯสามารถสั่งการยิงอาวุธดังกล่าวได้ในทันทีทุกเวลา

ที่มาของภาพ, Twitter/@realDonaldTrump
ทรัมป์ขู่ตัดความช่วยเหลือทางการเงินแก่ปาเลสไตน์
นอกจากนี้ ผู้นำสหรัฐฯ ยังลงข้อความทางทวิตเตอร์ที่สื่อเป็นนัยว่า อาจพิจารณาระงับให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ปาเลสไตน์ หลังแสดงท่าทีว่าไม่ต้องการจะเข้าร่วมเจรจาสันติภาพอีกต่อไป
"เราจ่ายให้ชาวปาเลสไตน์ปีละหลายร้อยล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แต่กลับไม่ได้รับคำขอบคุณหรือความเคารพนับถือใด ๆ ตอบแทน พวกเขาไม่ต้องการแม้แต่จะเจรจาเรื่องสนธิสัญญาสันติภาพกับอิสราเอลที่ติดค้างกันไว้มานาน ทั้งที่เราได้ขจัดปัญหาเรื่องนครเยรูซาเลมซึ่งเป็นเรื่องยากที่สุดในการเจรจาให้แล้วด้วยซ้ำ ในเมื่อชาวปาเลสไตน์ไม่ต้องการพูดคุยเรื่องสันติภาพอีกต่อไป แล้วเราจะไปเตรียมจ่ายเงินก้อนโตให้พวกเขาอีกทำไมกัน ?" นายทรัมป์กล่าว
คำพูดของผู้นำสหรัฐฯ สอดคล้องกับที่นางนิกกี เฮลีย์ ทูตสหรัฐฯ ประจำสหประชาชาติกล่าวก่อนหน้านี้ว่า สหรัฐฯ อาจยุติให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่องค์กรบรรเทาทุกข์ผู้ลี้ภัยชาวปาเลสไตน์ของสหประชาชาติ ซึ่งสหรัฐฯ เป็นผู้บริจาครายใหญ่ที่สุดในบรรดารัฐบาลชาติต่าง ๆ โดยมอบเงินให้ถึง 370 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯในปี 2016 คิดเป็น 30% ของเงินช่วยเหลือที่องค์กรนี้ได้รับทั้งหมด

ที่มาของภาพ, GETTY IMAGES
นางเฮลีย์ย้ำว่า ผู้นำสหรัฐฯ ต้องการจะระงับการส่งมอบเงินช่วยเหลือเอาไว้ก่อน จนกว่าปาเลสไตน์จะยินยอมกลับคืนสู่โต๊ะการเจรจาสันติภาพกับอิสราเอลเช่นเดิม
ก่อนหน้านี้ผู้นำปาเลสไตน์แถลงว่า สหรัฐฯ ไม่สามารถจะเป็นคนกลางที่มีความยุติธรรมและซื่อตรงในกระบวนการเจรจาสันติภาพได้อีกต่อไป หลังได้ประกาศรับรองให้นครเยรูซาเลมเป็นเมืองหลวงของอิสราเอล และยังยืนยันจะย้ายสถานทูตของตนจากกรุงเทลอาวีฟไปยังนครเยรูซาเลมอีกด้วย แม้สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติจะมีมติให้การรับรองของสหรัฐฯ เป็นโมฆะก็ตาม
ด้านรัฐสภาของอิสราเอลได้ผ่านกฎหมายที่จะทำให้การส่งมอบกรรมสิทธิ์เหนือดินแดนบางส่วนของนครเยรูซาเลมแก่ต่างชาติเป็นไปได้ยากมากขึ้น โดยได้เพิ่มจำนวนคะแนนเสียงเห็นชอบที่ต้องได้จากสมาชิกรัฐสภาในการนี้ จากอย่างน้อย 61 คะแนนเสียง เพิ่มเป็นอย่างน้อย 80 คะแนนเสียง จากจำนวนสมาชิกรัฐสภาที่มีอยู่ทั้งหมด 120 คน
โฆษกของประธานาธิบดีปาเลสไตน์แถลงว่า การที่อิสราเอลออกกฎหมายดังกล่าวเท่ากับประกาศสงครามกับชาวปาเลสไตน์ และได้ยุติกระบวนการเจรจาสันติภาพลงแล้วอย่างเป็นทางการ










