เกาหลีใต้ชี้ขีปนาวุธเกาหลีเหนือยังไม่สมบูรณ์

ที่มาของภาพ, KCNA/REUTERS
นายซอ จู ซอก รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมเกาหลีใต้เผยว่า จากการประเมินร่วมกันของสหรัฐฯ และเกาหลีใต้ ทางการของทั้งสองประเทศเห็นพ้องต้องกันว่า เทคโนโลยีของเกาหลีเหนือในการนำหัวรบขีปนาวุธพิสัยไกลข้ามทวีปกลับเข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลกนั้น ยังคงไม่สมบูรณ์พอที่จะใช้งานได้ แต่จะต้องใช้เวลาพัฒนาต่อไปอีกราว 1-2 ปีนับจากนี้
"ทั้งสหรัฐฯ และเกาหลีใต้ไม่เชื่อว่าเกาหลีเหนือจะมีเทคโนโลยีนำกลับหัวรบขีปนาวุธที่สมบูรณ์ในเชิงวิศวกรรมแล้วในขณะนี้ แต่ก็เป็นความจริงว่าพวกเขากำลังเข้าใกล้จุดนั้นเข้าไปทุกที ทั้งการพัฒนาหัวรบขนาดเล็กที่ติดตั้งบนขีปนาวุธได้ก็กำลังก้าวหน้าไปเร็วมาก" นายซอกล่าว
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมเกาหลีใต้เผยเรื่องข้างต้นในรายการสัมภาษณ์ทางโทรทัศน์เมื่อคืนนี้ (13 ส.ค.) โดยแสดงความเห็นด้วยว่า เกาหลีเหนือมีแนวโน้มจะกระทำการยั่วยุด้วยการทดสอบขีปนาวุธและอาวุธนิวเคลียร์ต่อไป แต่ไม่มีความเสี่ยงในระดับร้ายแรงที่จะทำให้เกาหลีเหนือตัดสินใจใช้กำลังทหารและอาวุธออกสู้รบจริง
ความเห็นของนายซอสอดคล้องกับนายไมค์ ปอมเปโอ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองกลางสหรัฐฯ (ซีไอเอ) ซึ่งกล่าวทางสถานีโทรทัศน์ฟ็อกซ์นิวส์ว่า การทดสอบขีปนาวุธครั้งต่อไปของเกาหลีเหนือนั้นจะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ซึ่งจะไม่ทำให้เขาประหลาดใจอีกต่อไป แต่จนถึงขณะนี้เขายังไม่พบหลักฐานข่าวกรองที่ชี้ว่ากำลังจะเกิดสงครามนิวเคลียร์ขึ้นอย่างที่ผู้คนหวาดกลัวกัน
จีนชี้สหรัฐฯกดดันตรวจสอบการค้าจะทำสัมพันธ์เป็นพิษ
หนังสือพิมพ์ไชน่าเดลีของทางการจีน เผยแพร่บทความท้วงติงแผนการของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่กำลังพิจารณาว่าอาจออกคำสั่งให้ตรวจสอบพฤติกรรมทางการค้าของจีน ซึ่งหลายฝ่ายเชื่อว่าคำสั่งนี้เป็นการกดดันเพื่อให้จีนช่วยแก้ปัญหาเรื่องเกาหลีเหนืออย่างแข็งขันขึ้น
มีรายงานว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อาจพิจารณาออกคำสั่งดังกล่าวในวันนี้ (14 ส.ค.) เพื่อให้มีการตรวจสอบข้อร้องเรียนที่ว่า ทางการจีนบีบบังคับให้กิจการของสหรัฐฯ ที่เข้าไปดำเนินธุรกิจในประเทศต้องสละสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาให้กับจีนจริงหรือไม่
บทความของไชน่าเดลีระบุว่า การตรวจสอบดังกล่าวจะทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างจีนและสหรัฐฯ เป็นพิษ "การพยายามทำให้จีนเป็นผู้ผิด และเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดกับเกาหลีเหนือในโครงการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ รวมทั้งกล่าวโทษจีนในความล้มเหลวซึ่งล้วนเป็นผลมาจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องนั้น ทรัมป์กำลังเสี่ยงกระทำความผิดพลาดใหญ่หลวงด้วยการทำลายความเป็นพันธมิตรระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นหนทางสู่การแก้ปัญหาอย่างสันติ"












