รมว.กลาโหมสหรัฐฯ ยังหวังแก้ปัญหาเกาหลีเหนือด้วยการเจรจา
พล.อ.เจมส์ แมททิส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ระบุสหรัฐฯ ยังคงใช้ความพยายามทางการทูตแก้วิกฤตโครงการนิวเคลียร์เกาหลีเหนือ
พล.อ.แมททิส กล่าวกับนักข่าวว่าการทำสงครามรังแต่จะก่อให้เกิดหายนะ อย่างไรก็ดี ท่าทีของนายแมททิสในเรื่องนี้สวนทางกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่กล่าวก่อนหน้านี้ว่าเกาหลีเหนือจะต้องเผชิญกับไฟและความพิโรธโกรธเกรี้ยวหากยังข่มขู่สหรัฐฯ
ด้านจีนได้ออกมาเรียกร้องให้ทุกฝ่ายหันหน้ามาเจรจากันและกระทำการใด ๆ ด้วยความระมัดระวัง โดยกระทรวงการต่างประเทศจีนขอให้วางใจซึ่งกันและกันแทนที่จะตอบโต้แสดงอำนาจกันไปมา

ที่มาของภาพ, Reuters
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวเตือนเกาหลีเหนือให้ "กังวลใจให้มาก" หากกระทำการใดๆ กับสหรัฐฯ และชี้ด้วยว่าระบอบการปกครองเกาหลีเหนือจะเผชิญปัญหา "อย่างที่สองสามประเทศเคยเจอมาแล้ว" หากยังไม่ "ปรับปรุงตัว"
"ผมจะบอกให้ว่า หากเกาหลีเหนือทำอะไรก็ตาม ในแง่ที่แม้กระทั่งคิดจะโจมตีใครที่เรารัก หรือที่เราเป็นตัวแทน หรือพันธมิตร หรือเราเอง พวกเขาควรจะกังวลใจให้มาก และผมจะบอกให้ว่าทำไม...ก็เพราะจะเกิดอะไรบางอย่างกับพวกเขาในแบบที่พวกเขาไม่เคยคิดว่าจะเป็นไปได้"
ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ระบุดังกล่าวหลังจากรัฐบาลเกาหลีเหนือประกาศแผนจะยิงขีปนาวุธ 4 ลูกเข้าใกล้ดินแดนเกาะกวมของสหรัฐฯ อย่างไรก็ดี นายทรัมป์ กล่าวด้วยว่า รัฐบาลสหรัฐฯ จะยังคงพิจารณาแก้ปัญหาผ่านช่องทางการเจรจา
ขณะที่นายมัลคอม เทิร์นบูล นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย ออกมาประกาศว่าออสเตรเลียพร้อมเต็มที่ที่จะเข้าร่วมทำสงครามกับเกาหลีเหนือ หากลงมือโจมตีสหรัฐฯ
"หากมีการโจมตีสหรัฐฯ เราก็จะปฏิบัติตามสนธิสัญญาแอนซัส (สนธิสัญญาป้องกันร่วมกันระหว่างออสเตรเลีย นิวซีแลนด์และสหรัฐฯ) ซึ่งออสเตรเลียช่วยสหรัฐฯ... เช่นเดียวกับที่อเมริกาจะเข้ามาช่วยเราในกรณีที่เราถูกโจมตี" นายมัลคอมกล่าว ระหว่างการให้สัมภาษณ์รายการวิทยุ
การทดสอบขีปนาวุธนำร่องพิสัยไกล 2 ลูก ของเกาหลีเหนือเมื่อเดือนก.ค. ที่ผ่านมาก่อให้เกิดความตึงเครียดมากขึ้นในช่วงสองสามสัปดาห์นี้ และองค์การสหประชาชาติได้มีมติคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจเกาหลีเหนือเพิ่มเติมด้วย
เมื่อวานนี้ (10 ส.ค.) ประธานาธิบดีทรัมป์ กล่าวว่าที่ผ่านมาถ้อยแถลงของตนเกี่ยวกับเกาหลีเหนือนั้นยังไม่แข็งกร้าวพอ ทั้งที่ในสัปดาห์นี้นายทรัมป์เพิ่งใช้คำพูดว่า "ไฟและความพิโรธโกรธเกรี้ยว" ซึ่งเกาหลีเหนือเมินคำพูดในเชิงปรามนี้โดยเห็นว่า "เป็นเรื่องไร้สาระ"

ที่มาของภาพ, Reuters
นอกจากจะกล่าวว่ารัฐบาลสหรัฐฯ ชุดที่แล้วว่าอ่อนข้อให้เกาหลีเหนือมากเกินไปแล้ว ประธานาธิบดีทรัมป์ ยังต่อว่าจีน ซึ่งเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดที่สุดของเกาหลีเหนือว่า "น่าจะทำอะไรได้มากกว่านี้"
เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (9 ส.ค.) เกาหลีเหนือออกแถลงการณ์ว่า มีแผนจะยิงขีปนาวุธพิสัยกลางถึงไกล ไปยังเกาะกวม ซึ่งเป็นที่ตั้งของฐานทัพสหรัฐฯ ในมหาสมุทรแปซิฟิกและมีเครื่องบินทิ้งระเบิดทางยุทธศาสตร์ประจำการอยู่หลายลำ แต่ยังไม่มีสัญญาณบ่งชี้ว่า จะเกิดการโจมตีในระยะเวลาอันใกล้นี้
นอกจากนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์ ปฏิเสธว่ารัฐบาลไม่ได้กำลังส่งสาสน์ที่สับสน แม้ว่าเมื่อช่วงต้นสัปดาห์ นายเร็กซ์ ทิลเลอร์สัน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ จะพยายามลดความสำคัญของถ้อยคำรุนแรงจากทั้งสองฝ่าย ซึ่งนายเซบาสเตียน กอร์คา รองผู้ช่วยประจำทำเนียบขาว กล่าวระหว่างการให้สัมภาษณ์กับบีบีซี เมื่อวันพฤหัสบดี (10 ส.ค.) ว่า "คุณควรจะฟังคำพูดของประธานาธิบดี" และ "ความคิดที่ว่ารัฐมนตรีต่างประเทศทิลเลอร์สัน จะไปหารือในประเด็นด้านกลาโหมเป็นเรื่องไร้สาระ"