ชีวิตรันทดของหญิงอินเดียที่ต้องขายเส้นผมเลี้ยงลูกน้อย

- Author, สวามินาธาน นาทาราจัน
- Role, บีบีซี เวิลด์ เซอร์วิส
วันที่ เปรมา เซลวัม ต้องขายเส้นผมตัวเองในราคา 150 รูปี (ราว 60 บาท) เพื่อหาเงินเลี้ยงลูกน้อยคือวันที่เลวร้ายที่สุดในชีวิตของเธอ
คุณแม่ลูกสามผู้นี้ได้สูญเสียสามีไปแล้วก่อนหน้านี้ หลังจากเขาตัดสินใจปลิดชีวิตตัวเองจากปัญหาหนี้สินที่รุงรังและความฝันในการทำธุรกิจที่พังทลาย
แต่ในตอนนั้นเธอยังคงมีความหวัง
ทว่าหลังจากเธอได้ขายเส้นผมตัวเองไปแล้ว เปรมา วัย 31 ปี ต้องเผชิญกับอนาคตที่มืดมน ความคิดที่ตัวเองไม่หลงเหลือสิ่งมีค่าใด ๆ ไม่มีทางชำระหนี้คืนให้บรรดาเจ้าหนี้ และไม่มีแม้กระทั่งอาหารประทังชีวิตตัวเองและลูก ๆ
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นได้สร้างแรงบันดาลใจให้คนอินเดียทั้งประเทศ
ปัญหาหนี้สินที่ถาโถม

ก่อนที่สามีจะเสียชีวิต เปรมากับเขาทำงานที่เตาเผาอิฐแห่งหนึ่งในรัฐทมิฬนาฑู ทางภาคใต้ของอินเดีย เงินที่ได้มาแค่พอที่จะเลี้ยงปากท้องครอบครัวของพวกเขาไปวัน ๆ
แต่ทั้งคู่มีความหวังที่ใหญ่กว่านั้น สามีของเปรมาไปกู้เงินนอกระบบเพื่อทำธุรกิจเตาเผาอิฐของตัวเอง ทว่าแผนการของเขากลับต้องล้มเหลวไม่เป็นไปตามฝัน และในห้วงเวลาแห่งความสิ้นหวัง เขาตัดสินใจฆ่าตัวตาย
การกระทำดังกล่าวได้ทิ้งภาระและแรงกดดันทั้งหมดไว้ให้แก่เปรมา ซึ่งไม่เพียงจะต้องหาเงินให้พอสำหรับซื้ออาหาร เครื่องนุ่งห่ม และที่พักอาศัยสำหรับตัวเองและลูกน้อย 3 คน แต่เธอยังต้องรับภาระหนี้สินที่สามีก่อไว้ในการทำธุรกิจที่ล้มเหลวด้วย
เปรมาสามารถจัดการกับภาระเหล่านี้ได้ช่วงหนึ่ง โดยการเอาลูกคนกลางและคนเล็กติดสอยห้อยตามไปทำงานด้วย
"เวลาไปทำงานฉันจะมีรายได้วันละ 200 รูปี (ราว 86 บาท) ซึ่งเพียงพอที่จะจุนเจือครอบครัวไปได้ เปรมาเล่าให้บีบีซีฟัง
แต่ในเวลาต่อมาเธอก็ล้มป่วย ซึ่งหมายความว่าเธอจะไม่สามารถทำงานหาเงินได้เท่าเก่า
"ฉันไม่สามารถแบกอิฐหนัก ๆ ได้ ฉันนอนซมอยู่ที่บ้านเป็นส่วนใหญ่ จากพิษไข้"

"ลูกชายวัย 7 ขวบของฉัน กลับจากโรงเรียนและร้องขออาหาร" เปรมาเล่าย้อนความทรงจำ "แล้วเขาก็เริ่มร้องไห้เพราะความหิว"
เปรมาไม่มีสมบัติเป็นที่ดิน เพชรนิลจินดา สิ่งของมีค่า หรือแม้แต่เครื่องครัวที่สามารถจะเอาไปขายแลกเงินได้
"ฉันไม่มีแม้แต่แบงค์ 10 รูปี (5บาท) ติดตัว ฉันมีเพียงกะละมังพลาสติกเพียงไม่กี่ใบ"
จากนั้นเธอก็คิดได้ว่าตัวเองมีบางอย่างที่อาจขายได้
"ฉันจำได้ว่ามีร้านรับซื้อเส้นผมแห่งหนึ่ง" เปรมาเล่า ตอนนั้นเธอนึกถึงเส้นผมของตัวเองขึ้นมาทันที อินเดียคือหนึ่งในประเทศผู้ส่งออกเส้นผมมนุษย์รายใหญ่ที่สุดของโลก ซึ่งผมเหล่านี้จะถูกส่งขายไปทั่วโลกเพื่อใช้ในการต่อผม
ขณะที่ชาวฮินดูบางคนจะบริจาคเส้นผมให้แก่วัดเพื่อแก้บนเมื่อคำอ้อนวอนต่อพระผู้เป็นเจ้าของพวกเขากลายเป็นความจริง
"ฉันไปที่นั่นและขายเส้นผมทั้งหัวในราคา 150 รูปี"

ที่มาของภาพ, Getty Images
มันอาจฟังดูไม่มาก โดยอาจพอจ่ายค่าอาหารเที่ยงที่ร้านอาหารในเมืองใหญ่ได้เพียงหนึ่งมื้อ แต่ที่หมู่บ้านของเปรมา เธอสามารถซื้ออะไรได้มากกว่านั้น
"ฉันได้ข้าวสุก 3 ถุง ราคาถุงละ 20 รูปี สำหรับลูกทั้งสามของฉัน" เปรมากล่าว
แต่สิ่งนี้ก็เกิดขึ้นเพียงชั่วคราวเท่านั้น เปรมารู้ว่าเธอกำลังอับจนหนทาง และความคิดสุดโต่งก็ผุดขึ้นมาในหัวของเธอ
ความสิ้นหวัง
เปรมาไปร้านค้าแห่งหนึ่งด้วยความหวังว่าจะหาซื้ออะไรมาจบชีวิตตัวเอง แต่คนขายที่สังเกตเห็นสีหน้าท่าทางอันทุกข์ใจของเธอได้ปฏิเสธจะขายของให้
เปรมาจึงกลับบ้านและตัดสินใจคิดหาหนทางอื่นในการปลิดชีพตัวเอง แต่พี่สาวของเธอที่อาศัยอยู่ในละแวกเดียวกันได้เข้ามาช่วยหยุดเธอไว้ได้ทัน
ไม่กี่วันหลังจากนั้น ความช่วยเหลือที่เธอต้องการอย่างมาก ก็มาถึงโดยไม่คาดฝัน

พละ มุรุกัน ได้ยินเรื่องราวของเปรมาจากเพื่อนคนหนึ่งที่เป็นเจ้าของเตาเผาอิฐในย่านนั้น มันกระทบจิตใจเขาอย่างจัง เพราะความยากลำบากที่เธอกำลังประสบทำให้เขาหวนนึกถึงช่วงเวลาอันยากลำบากที่สุดของครอบครัวเขา
พละรู้ดีว่าความยากจนข้นแค้นสามารถทำให้คนรู้สึกสิ้นหวังในชีวิตได้ ตอนเขาอายุ 10 ขวบ ครอบครัวของเขาแทบจะไม่มีอาหารประทังชีวิต แม่จึงต้องเอาหนังสือและหนังสือพิมพ์เก่าไปชั่งกิโลขายเพื่อนำเงินที่ได้มาซื้อข้าว
แต่ด้วยความสิ้นหวังในชีวิต ในที่สุดแม่ของพละก็ตัดสินใจจะฆ่าลูก ๆ แล้วฆ่าตัวตายตาม แต่เธอเกิดเปลี่ยนใจในนาทีสุดท้าย ครอบครัวพาเธอไปหาหมอได้ทันท่วงที ทำให้เธอรอดชีวิตมาได้
ตอนนี้พละมีชีวิตความเป็นอยู่ที่แตกต่างจากสภาพที่เขาเคยเป็นในวัยเด็กมาก หลังจากความพยายามดิ้นรนมาหลายปี ในที่สุดเขาก็ทำงานจนพาตัวเองหลุดพ้นจากความยากจนได้สำเร็จ และปัจจุบันได้เป็นเจ้าของศูนย์คอมพิวเตอร์กราฟิกแห่งหนึ่ง

ที่มาของภาพ, BBC
ตอนนี้เขามีโอกาสที่จะส่งคืนความโชคดีที่เคยได้รับต่อให้คนอื่น พละเล่าให้เปรมาฟังเกี่ยวกับเส้นทางการต่อสู้ของเขา และให้กำลังใจเธอให้มีความหวังต่อไป
พละและเพื่อนอีกคนได้ให้เงินจำนวนหนึ่งแก่เปรมาสำหรับใช้ซื้ออาหาร จากนั้นเขาก็โพสต์บอกเล่าเรื่องราวของครอบครัวเปรมาผ่านทางโซเชียลมีเดีย
พละเล่าให้บีบีซีฟังว่า "ภายในเวลาเพียง 1 วัน ผมได้รับเงินบริจาค 120,000 รูปี (ราว 51,700 บาท) ตอนที่บอกเปรมาเรื่องนี้ เธอดีใจมาก และบอกว่าเงินจำนวนนี้มากพอที่จะจ่ายคืนเงินกู้ส่วนใหญ่ที่เธอเป็นหนี้อยู่"
เมื่อได้เงินจำนวนหนึ่งการรับบริจาคจึงได้ยุติลง ตามคำขอของเปรมาเอง
"เธอบอกว่าจะกลับไปทำงานหาเงินจ่ายหนี้ส่วนที่เหลือเอง" พละบอก
ตอนนี้เธอต้องชำระหนี้เดือนละประมาณ 700 รูปี (310 บาท) ให้เจ้าหนี้รายต่าง ๆ ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่เขตได้ยื่นมือเข้ามาช่วยและรับปากจะช่วยเธอเปิดธุรกิจขายน้ำนม
เปรมาค่อย ๆ กลับมายืนด้วยลำแข้งของตัวเองได้อีกครั้ง แต่น่าเศร้าที่ปัญหาด้านการเงินของเธอไม่ใช่เรื่องแปลก แม้อินเดียจะมีเศรษฐกิจที่เติบโต แต่คนอินเดียอย่างเปรมานับล้านกลับต้องดิ้นรนอย่างหนักเพื่อหาเลี้ยงปากท้องของตนเองและครอบครัว
ธนาคารโลกระบุว่า อินเดียมีจำนวนประชากรที่มีชีวิตอยู่ใต้เส้นแบ่งความยากจน (Poverty line) คือ มีรายได้วันละ 1.90 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 57 บาท) หรือต่ำกว่านั้น มากเป็นอันดับ 2 ของโลก

นอกจากนี้ เปรมายังมีอุปสรรคอื่น ๆ ในชีวิตด้วย เธออ่านหรือเขียนหนังสือไม่เป็น เฉกเช่นชาวอินเดียอื่น ๆ อีกหลายล้านคน
ด้วยเหตุนี้เธอจึงไม่ทราบถึงโครงการของรัฐบาลที่ให้ความช่วยเหลือผู้ที่อยู่ในสถานะแบบเธอ ขณะเดียวกันระบบการธนาคารของอินเดียก็มีระเบียบข้อบังคับที่ซับซ้อน ซึ่งทำให้คนจนเข้าถึงสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำได้ยาก ปัญหาดังกล่าวจึงทำให้เปรมาและสามีต้องกู้เงินนอกระบบ ซึ่งมีอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่า และทำให้หนี้สินของเธอพอกพูนขึ้น
แต่ความโอบอ้อมอารีของคนในชุมชน ก็ช่วยให้เปรมาได้มองเห็นทางออกจากวงจรความยากจนที่เธอติดอยู่ ขณะที่ พละ มุรุกัน ก็รับปากจะคอยหยิบยื่นความช่วยเหลือให้แก่เปรมาและครอบครัวของเธอต่อไป
"ตอนนี้ฉันรู้แล้วว่าการคิดสั้นฆ่าตัวตายเป็นการตัดสินใจที่ผิด" เปรมากล่าว "ฉันมั่นใจว่าจะสามารถจ่ายหนี้ที่เหลืออยู่ได้จนหมด"










