อะไรที่ทำให้คนแปลกหน้า 2 คน ปั้น ดรอปบ๊อกซ์ (Dropbox) เป็นธุรกิจสตาร์ทอัพแสนล้าน

ที่มาของภาพ, Dropbox
การค้นหาผู้ร่วมสร้างธุรกิจจำเป็นอย่างมากต้องใช้เวลาในการเลือก แต่ไม่ใช่สำหรับ ดรอปบ๊อกซ์ (Dropbox) ที่ผู้ที่เริ่มแนวคิดธุรกิจนี้ใช้เวลาหาผู้ร่วมก่อตั้งเพียง 2 ชั่วโมงเท่านั้น จากนั้นพวกเขาก็เริ่มบริษัทสตาร์ทอัพ ที่ตอนนี้มีมูลค่าหุ้นหลายแสนล้านบาท
ดรูว์ ฮูสตัน หนึ่งในผู้ก่อตั้ง ดรอปบ๊อกซ์ ผู้ให้บริการจัดเก็บข้อมูลออนไลน์ เล่าให้บีบีซีฟังว่า มันเป็นความรู้สึกราวกับว่าเขามีเวลาเพียง 2 สัปดาห์ที่จะหาคนแปลกหน้ามาแต่งงานด้วย
ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น... เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อปี 2007 ขณะนั้นเขามีอายุ 24 ปี และกำลังขวนขวายหาผู้ที่จะมาลงทุนเพื่อทำให้แนวคิดธุรกิจการจัดเก็บข้อมูลในระบบออนไลน์ที่เขาคิดขึ้นให้เป็นจริงได้
ในขณะที่ บริษัท วาย คอมบิเนเตอร์ (Y Combinator) ซึ่งเป็นสตาร์ท-อัพที่มีชื่อเสียงรายหนึ่งในซิลิกอน วัลเลย์ บอกว่าพร้อมที่จะสนับสนุนเขาและโครงการดรอปบ๊อกซ์ของเขา แต่ยื่นคำขาดว่าธุรกิจนี้ต้องการผู้ร่วมก่อตั้งอีกคน เพราะวาย คอมบิเนเตอร์เห็นว่าธุรกิจที่เริ่มต้นใหม่ ๆ จะประสบความสำเร็จมากกว่าถ้ามีผู้ก่อตั้งมากกว่าหนึ่งคน เพื่อช่วยกันตัดสินใจและรับมือกับงานหนักในอนาคตได้

ที่มาของภาพ, Getty Images
ใครว่าเริ่มธุรกิจสตาร์อัพคนเดียวไม่มีปัญหา
ปัญหาอย่างหนึ่งของ ฮูสตัน คือ เขาเริ่มธุรกิจด้วยความคิดของเขาคนเดียว หรือ อาจจะกล่าวได้ว่า "ฉายเดี่ยว" ก็ได้ เพราะไม่มีเพื่อน ๆ คนไหนที่เขารู้จักสามารถร่วมทำงานนี้ด้วย สิ่งเดียวที่เขาสามารถทำได้คือ หาผู้ร่วมก่อตั้งคนใหม่ที่สมบูรณ์แบบให้ทัน ในเวลาสั้น ๆ เพียง 2 สัปดาห์
"ชีวิตช่วงนั้นของผมคล้าย ๆ กับการได้รับหนังสือตอบรับจากคณบดีของคณะวิชาที่ชื่นชอบ แต่มีการกำหนดเส้นตายเพียงไม่กี่สัปดาห์เท่านั้น ในขณะเดียวกันก็ต้องหาคนที่จะมาแต่งงานด้วย" เขาอธิบายถึงช่วงเวลาที่บีบคั้นหัวใจของเขามากที่สุดครั้งหนึ่ง
อย่างไรก็ตามจังหวะชีวิตที่ดี บางครั้งก็มาในช่วงที่ยากลำบากที่สุด ฮูสตันใช้เวลาเพียงแค่ 2 ชั่วโมงในการโน้มน้าว อราช เฟอร์โดว์ซี นักศึกษาในวัย 22 ปีให้ลาออกจากมหาวิทยาลัยเพื่อเป็นผู้ร่วมก่อตั้งธุรกิจที่เขาฝัน ทั้ง ๆ ที่ 2 คนนี้ไม่เคยพบกันมาก่อน และเฟอร์โดว์ซีก็เป็นแค่เพื่อนของเพื่อนอีกที
"มันเป็นเรื่องที่บ้ามาก ๆ เพราะผมมั่นใจว่าพ่อแม่ของเฟอร์โดวซีต้องเห็นต่างกับแผนของผมอย่างแน่นอน พวกเขาคงต้องการเขาเรียนให้จบก่อน อย่างไรก็ตาม เขากลับรู้สึกตื่นเต้นที่จะได้ร่วมงานกับผม" ฮูสตันเล่า

ที่มาของภาพ, MARTIN KLIMEK
จากวันนั้นถึงวันนี้ก็เป็นเวลาแล้ว 11 ปี บริษัทดรอปบ๊อกซ์ที่ทั้งสองคนปั้นมาด้วยกัน ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ซานฟรานซิสโก ตอนนี้มีมูลค่ามากกว่า 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 3.98 แสนล้านบาท ขณะที่ฮูสตันมีมูลค่าสินทรัพย์ราว 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ส่วนที่เฟอร์โดว์ซีถือครองมีมูลค่ากว่า 1.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฯ
แรงบันดาลใจสามารถเกิดขึ้นได้ทุกที่
หากคุณเป็นคนที่แสวงหาโอกาสทางธุรกิจ ไอเดีย หรือ แรงบันดาลใจในการเป็นเจ้าของธุรกิจ สิ่งเหล่านี้สามารถเกิดขึ้นได้ในทุกที่ เช่นเดียวกันกับฮูสตัน ซึ่งบอกว่า เขาได้แนวความคิดและแรงบันดาลใจระหว่างที่เดินทางบนรถโดยสารจากเมืองบอสตัน ไปยังนครนิวยอร์ก เมื่อปลายปี 2006
ในขณะนั้นเขาเพิ่งจบการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์จากสถาบันเทคโนโลยีแห่งแมสซาชูเซตส์ (เอ็มไอที) เขาตั้งใจว่าจะใช้ช่วงเวลา 6 ชั่วโมงระหว่างการเดินทางระหว่างสองเมือง คิดว่าเขาจะทำธุรกิจอะไรดี แต่เมื่อเขานั่งลงบนเกาอี้บนรถบัสคันนั้น เขาก็นึกได้ทันทีว่า ลืมเมมโมรีสติ๊ก หรือ อุปกรณ์บันทึกข้อมูลทั้งหมดของเขาไว้ที่บ้าน
"ผมรู้สึกแย่มากเพราะรู้สึกว่าปัญหานี้เกิดขึ้นตลอดเวลา ผมเองไม่ต้องการจะเจอกับปัญหาแบบนี้อีกแล้ว ณ ตอนนั้นผมก็ไม่รู้ว่าจะทำอะไร ผมเลยตั้งหน้าการเขียนโค้ดบางอย่างหนึ่ง (เพื่อหาทางแก้ไขปัญหา) และก็ไม่คิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนั้นจะกลายเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ในเวลาต่อมา" เขาอธิบาย

ที่มาของภาพ, Getty Images
หลังจากนั้นเพียง 2 สัปดาห์เขาได้พัฒนาแนวคิดดังกล่าวขึ้นเป็นต้นแบบของการจัดเก็บข้อมูลสำหรับผู้ใช้สามารถเรียกใช้ข้อมูลผ่านระบบออนไลน์ ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็ได้ ปิดท้ายด้วยการตั้งชื่อว่า "ดรอปบ๊อกซ์" (Dropbox)
ไม่กี่เดือนให้หลัง บริษัท วาย คอมบิเนเตอร์ ก็แสดงความสนใจที่จะร่วมลงทุน ซึ่งทำให้เขาต้องเดินทางกลับไปยังสถาบัน เอ็มไอที เพื่อพบกับ เฟอร์โดว์ซี ที่กำลังศึกษาสาขาวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์และวิศวะไฟฟ้าที่นั้น หนึ่งสัปดาห์ต่อมา เฟอร์โดว์ซีก็ลาออกจากมหาวิทยาลัย เพื่อเริ่มการสร้างอาณาจักรธุรกิจแห่งใหม่ด้วยกัน โดย ดรอปบ๊อกซ์ ได้เริ่มเปิดตัวในปี 2008

ที่มาของภาพ, Getty Images
แจ้งเกิดด้วยกลยุทธ์พูดปากต่อปาก
ดรอปบ๊อกซ์ เปิดตัวด้วยการเอาวิดีโอโปรโมตบริการไปโพสต์บนเว็บไซต์กระทู้อย่าง เรดดิต (Reddit) และสแลชด๊อต (Slashdot) โดยหวังว่าจะทำให้เป็นที่สนใจของกลุ่มผู้มีอิทธิพลทางความคิด (influencers) และทำให้พวกเขาได้ลองใช้บริการ และช่วยพูดโฆษณาให้และทำให้จำนวนผู้ใช้เติบโตขึ้นจากการบอกแบบปากต่อปาก
ผลที่ตามมาไม่เหนือความคาดหมาย เพราะเป็นกลยุทธ์แห่งความสำเร็จ จากยอดผู้ใช้ 5,000 คนในบัญชีที่รอการยืนยันสถานภาพสมาชิก ไม่กี่วันถัดมายอดสมาชิกที่ลงทะเบียนเพิ่มขึ้นเป็น 75,000 บัญชี และก็กระโดดมาเป็น 100,000 และ 200,000 ภายในเวลาราว 10 วัน
นอกจากนี้ ยังมีกลยุทธ์แบบสมาชิกเก่าแนะนำสมาชิกใหม่จะได้พื้นที่จัดเก็บข้อมูลฟรีเพิ่มเติมอีกด้วย ยิ่งทำให้ยอดผู้ใช้งานเติบโตแบบก้าวกระโดด และโดดเด่นจนเตะตา สตีฟ จอบส์ ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทแอปเปิ้ล จนเสนอซื้อกิจการดรอปบ๊อกซ์ ในปลายปี 2011
แม้ว่าฮูสตันจะปฏิเสธที่จะพูดถึงเรื่องนี้ แต่เขาได้ให้สัมภาษณ์หลายครั้งว่า จอบส์มีท่าทีไม่ค่อยดีต่อบริษัทเขาหลังจากที่เขาไม่ตอบรับข้อเสนอจากแอปเปิ้ล หนึ่งในนั้นคือการให้สัมภาษณ์กับเว็บไซต์ บิสสิเนส อินไซเดอร์ เขาบอกว่า จอบส์เคยขู่ว่าจะกำจัด ดรอปบ๊อกซ์ หลังจากที่เขาปฏิเสธข้อเสนอ
สิ่งที่เกิดขึ้นจากนั้นคือ การที่แอปเปิ้ลเปิดตัว ไอคลาวด์ (iCloud) ในปี 2011 แต่นั่นก็ไม่สามารถยับยั้งการเติบโตของดรอปบ๊อกซ์ได้

ที่มาของภาพ, Getty Images
คุณเป็นคนหนึ่งใน 500 ล้านคน?
ปัจจุบัน ดรอปบ๊อกซ์มีผู้ใช้ที่ลงทะเบียนมากกว่า 500 ล้านคน ในจำนวนนั้นแบ่งเป็น 11.5 ล้านคนที่ยอมจ่ายค่าสมาชิกรายเดือนเพื่อแลกกับพื้นที่จัดเก็บข้อมูลมากขึ้น นอกจากบริการพื้นฐานที่สมาชิกทุกคนจะได้รับพื้นที่จัดเก็บข้อมูลฟรี นอกจากนี้ยังมีสมาชิกที่เป็นกลุ่มองค์กรธุรกิจอีกราว 300,000 ราย
ความรุ่งเรืองของสตาร์ทอัพนี้ยังคงมีอย่างต่อเนื่อง ต้นปีที่ผ่านมา ดรอปบ๊อกซ์ ได้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ Nasdaq ที่นครนิวยอร์ก โดยมีราคาหุ้นมากกว่า 1.2 หมื่นดอลลาร์สหรัฐฯ มีรายได้ต่อปีมากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ มีพนักงานทั่วโลกมากกว่า 2,000 คน
ด้านนักวิเคราะห์ด้านเทคโนโลยีจากกลุ่มสถาบันวิจัย ซีซีเอส อินไซต์ ระบุว่ามีปัจจัยหลายประการที่ทำให้ดรอปบ๊อกซ์ประสบความสำเร็จ แต่โดยรวมคือ การออกแบบที่เป็นมิตรต่อผู้ใช้งาน คือง่ายในการบันทึกข้อมูล แบ่งบัน รูปภาพ วิดีโอ และไฟล์ขนาดใหญ่ได้อย่างง่ายดาย โดยทะลายขีดจำกัดเดิม ๆ ในการส่งผ่านอีเมล
หมายเหตุ: นี่เป็นส่วนหนึ่งของรายงานประจำสัปดาห์ของบีบีซี ในชื่อชุด The Boss ซึ่งจะนำอัตชีวประวัติและเรื่องราวที่น่าสนใจของเหล่าผู้บริหารชั้นนำของโลก จากหลากหลายธุรกิจ









