รู้จักมูลนิธิด้านมนุษยธรรมกาซา (GHF) อันอื้อฉาว เรารู้อะไรแล้วบ้างหลังพบผู้เสียชีวิตใกล้จุดแจกอาหารกว่า 500 ราย ?

Palestinians gather at an aid distribution point set up by the privately-run Gaza Humanitarian Foundation (GHF), near the Nuseirat refugee camp in the central Gaza Strip on June 25, 2025.

ที่มาของภาพ, AFP

โรงพยาบาลและเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นเล่าว่ามีชาวกาซาหลายร้อยคนถูกคร่าชีวิตในช่วงเดือนที่ผ่านมา บริเวณใกล้เคียงกับพื้นที่ที่มีการแจกจ่ายอาหารด้วยระบบแจกจ่ายความช่วยเหลืออันอื้อฉาวที่มีอิสราเอลและสหรัฐอเมริกาหนุนหลัง

กระทรวงสาธารณสุขที่ดำเนินการโดยกลุ่มฮามาสในพื้นที่ดังกล่าว บอกว่านับตั้งแต่เดือน พ.ค. ที่ผ่านมา มีผู้คนมากกว่า 500 คนถูกสังหาร และบาดเจ็บราว 4,000 คน ใกล้ศูนย์ช่วยเหลือที่ดำเนินการโดยมูลนิธิด้านมนุษยธรรมกาซา หรือ จีเอชเอฟ (Gaza Humanitarian Foundation – GHF) ซึ่งส่วนใหญ่มาจากการยิงโดยอิสราเอล จากรายงานของเจ้าหน้าที่ในกาซาและหน่วยแพทย์ฉุกเฉิน ตลอดจนพยานต่าง ๆ ที่เห็นเหตุการณ์

ทว่า มีข้อกล่าวหาที่ระบุว่าทางมูลนิธิฯ เองก็ทำให้มีผู้เสียชีวิตด้วย

อดีตผู้รับจ้างซึ่งทำหน้าที่ดูแลด้านความปลอดภัยให้กับมูลนิธิฯ บอกกับบีบีซีว่าเขาเห็นเพื่อนร่วมงานเปิดฉากยิงใส่ชาวปาเลสไตน์ผู้หิวโหยซึ่งไม่ได้เป็นภัยคุกคามใด ๆ หลายครั้งด้วยกัน รวมถึงเห็นการใช้ปืนกลด้วย

เขาเล่าว่า ครั้งหนึ่งกลุ่มเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยยิงปืนกลลงมาจากหอสังเกตการณ์ หลังเห็นว่ากลุ่มผู้หญิง เด็ก ๆ และคนชรา เคลื่อนออกจากบริเวณดังกล่าวอย่างเชื่องช้าเกินไป

เมื่อบีบีซีขอความเห็นจากจีเอชเอฟต่อข้อกล่าวหาดังกล่าว มูลนิธิฯ กล่าวว่าเป็นความเท็จโดยสิ้นเชิง และอ้างถึงแถลงการณ์ที่ระบุว่าไม่มีพลเรือนคนใดถูกยิงในสถานที่แจกจ่ายขององค์กร

ต่อไปนี้คือสิ่งที่เรารู้เกี่ยวกับมูลนิธิฯ ที่ตกเป็นประเด็นโต้เถียงกันในขณะนี้

จีเอชเอฟเข้ามาเกี่ยวข้องในพื้นที่ฉนวนกาซาได้อย่างไร ?

Palestinians walk back through the Netzarim corridor in central Gaza carrying aid parcels received from a US-based aid distribution point set up by the privately-run Gaza Humanitarian Foundation (GHF) on June 26, 2025, amid the humanitarian crisis after 20 months of conflict with Israel.

ที่มาของภาพ, AFP

คำบรรยายภาพ, หลังการปิดกั้นพื้นที่ได้ 3 เดือน อิสราเอลอนุญาตให้เสบียงอาหารถูกส่งเข้าไปในกาซาได้เมื่อปลายเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา โดยการดำเนินงานของมูลนิธิด้านมนุษยธรรมกาซาเท่านั้น

เมื่อเข้าสู่เดือน มี.ค. อิสราเอลปิดกั้นการส่งอาหาร รวมถึงเสบียงสำคัญอื่น ๆ ที่เข้าสู่ฉนวนกาซา เป็นระยะเวลา 11 สัปดาห์ ซึ่งนำไปสู่คำเตือนว่าประชากรทั้งหมดในดินแดนชาวปาเลสไตน์ที่ถูกยึดครองอยู่ กำลังตกอยู่ในความเสี่ยงต่อภาวะอดอยาก

หลังจากนั้น อิสราเอลอนุญาตให้ส่งเสบียงอาหารได้เมื่อช่วงปลายเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา ด้วยการดำเนินการของมูลนิธิด้านมนุษยธรรมกาซาเท่านั้น โดยมีกองทัพอิสราเอลประจำอยู่ในบริเวณสถานที่แจกจ่ายเสบียง

วันที่ 26 ก.ค. ที่ผ่านมา กระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ ประกาศให้เงินทุนสนับสนุนการดำเนินการของมูลนิธิฯ เป็นจำนวนเงิน 30 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 990 ล้านบาท) ถือเป็นเงินสนับสนุนก้อนแรกที่รู้ว่าถูกส่งไปยังองค์กรนี้โดยตรง

ด้านองค์การสหประชาชาติ รวมถึงกลุ่มองค์กรความช่วยเหลือสำคัญรายอื่น ๆ ต่างพากันปฏิเสธร่วมงานกับมูลนิธิด้านมนุษยธรรมกาซา โดยอ้างข้อกังวลว่า งานของมูลนิธิฯ ตอบสนองต่อเป้าหมายทางทหารของอิสราเอลมากกว่า และละเมิดหลักการด้านสิทธิมนุษยชนในแง่ที่ว่าไม่ควรร่วมมือกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความขัดแย้ง

.
คำบรรยายภาพ, แผนที่แสดงจุดแจกจ่ายเสบียงอาหารของมูลนิธิมนุษยธรรมกาซา

กองทัพอิสราเอลสร้างสถานที่แจกจ่ายจำนวน 4 แห่งด้วยกัน โดยแบ่งเป็น 3 แห่งทางตะวันตกเฉียงใต้ของพื้นที่ฉนวนกาซา และอีกหนึ่งแห่งทางตอนกลางของพื้นที่ซึ่งดำเนินการโดยหน่วยงานความมั่นคงของอิสราเอล และรู้จักกันในชื่อว่าแนวระเบียงเนทซาริม (Netzarim corridor) โดยหน่วยงานดังกล่าวเริ่มปฏิบัติการในพื้นที่นี้เมื่อ 26 พ.ค. ที่ผ่านมา

พื้นที่ดังกล่าวอยู่ในภายใต้การควบคุมของอิสราเอล และรู้จักกันในชื่อว่า เอสดีเอส (SDS) 1, 2, 3 และ 4

ภายใต้กลไกของมูลนิธิด้านมนุษยธรรมกาซา ชาวปาเลสไตน์ต้องเข้ามารับกล่องที่บรรจุอาหารและสิ่งของด้านสุขอนามัยขั้นพื้นฐานต่าง ๆ ที่จำเป็นสำหรับครอบครัวของเขาในจุดแจกจ่ายเหล่านี้

การเข้ามายังสถานที่นี้ ชาวปาเลสไตน์ต้องถูกตรวจสอบอัตลักษณ์ด้วยระบบคัดกรองแบบไบโอเมตริกซ์และระบบเทคโนโลยีสแกนใบหน้า เพื่อตรวจสอบว่ามีความข้องเกี่ยวกับกลุ่มฮามาสหรือไม่

ภายในไม่กี่วันที่โครงการเริ่มดำเนินการ พบว่ามีชาวปาเลสไตน์หลายสิบคนถูกสังหารในเหตุที่เกิดขึ้นหลายครั้งในวันที่ 1 และ 3 มิ.ย. ส่งผลให้นานาชาติออกมาประณามเหตุการณ์ดังกล่าว และนับตั้งแต่นั้นมาก็มีรายงานแทบทุกวันว่ามีการสังหารผู้คนที่เดินทางไปรับสิ่งของช่วยเหลือที่จุดแจกจ่ายของมูลนิธิฯ

A man attaches a sticker wih the GHF logo to aid on a truck waiting to enter Gaza

ที่มาของภาพ, Reuters

คำบรรยายภาพ, รถบรรทุกสิ่งของความช่วยเหลือติดตรามูลนิธิด้านมนุษยธรรมกาซาถูกพบเห็นในฝั่งอิสราเอลของทางข้ามเคเรม ชาลอม ซึ่งเป็นจุดผ่านแดนระหว่างอิสราเอลและกาซา

ฮาเรตซ์ (Haaretz) หนังสือพิมพ์ฝ่ายซ้ายของอิสราเอล กล่าวอ้างถ้อยคำของนายทหารอิสราเอลที่ไม่ได้เปิดเผยนามซึ่งบอกว่า พวกเขาถูกสั่งให้ยิงฝูงชน เพื่อทำให้คนเหล่านั้นถอยร่นกลับไป และพวกเขายังใช้กำลังร้ายแรงโดยไม่จำเป็นต่อผู้คนที่ดูไม่มีพิษภัยใด ๆ

ทางกองทัพอิสราเอลส่งแถลงการณ์ถึงบีบีซี เพื่อตอบโต้ต่อคำกล่าวอ้างที่ปรากฏในบทความดังกล่าวของหนังสือพิมพ์ฮาเรตซ์

"เราขอปฏิเสธอย่างเด็ดขาดต่อข้อกล่าวหาที่ทางบทความหยิบยกขึ้นมา ทางกองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) ไม่ได้สั่งให้กองกำลังจงใจยิงใส่พลเรือน รวมถึงผู้ที่เข้าใกล้ศูนย์กระจายเสบียง" แถลงการณ์ระบุ

นอกจากนี้ องค์กรทหารของอิสราเอลยังได้สั่งให้มีการสืบสวนเรื่องนี้ หลังทางฮาเรตซ์กล่าวหาว่านี่อาจเข้าข่ายเป็นอาชญากรรมสงคราม

เหตุใดสหประชาชาติ หน่วยงานช่วยเหลือต่าง ๆ และฮามาส ต่อต้านแผนงานของมูลนิธินี้

A young boy covers his face and holds a bowl whilst trying to collect food aid in Gaza in early May

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ผู้เชี่ยวชาญออกคำเตือนว่า ผู้คนกำลังตกอยู่ในภาวะอดอยาก หลังการปิดกั้นเป็นระยะเวลา 11 สัปดาห์ของอิสราเอล ซึ่งเพิ่งผ่อนคลายมาตรการนี้เมื่อปลายเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา

เมื่อวันที่ 4 ก.ค. ทางองค์การอนามัยโลก (World Health Organisation - WHO) ออกมาวิพากษ์วิจารณ์มูลนิธิด้านมนุษยธรรมกาซา พร้อมเรียกร้องว่า "การเข่นฆ่าที่ไร้เหตุผล" ควรยุติลงได้แล้ว

ริก พีเปอร์คอน ผู้แทนขององค์การอนามัยโลกในฉนวนกาซา กล่าวว่า หอผู้ป่วยขนาดใหญ่ของโรงพยาบาลนาสเซอร์เต็มไปด้วยคนไข้ที่ได้รับบาดเจ็บซึ่งหลั่งไหลมาจากสถานแจกจ่ายที่ดำเนินการโดยมูลนิธิฯ และผู้ได้รับบาดเจ็บส่วนใหญ่เป็นเด็กผู้ชายรวมถึงเด็กหนุ่มซึ่งเข้าไปยังสถานที่แจกจ่ายเสบียงเพียงเพื่อรับอาหาร โดยพบว่าส่วนใหญ่ถูกยิงบริเวณศีรษะ คอ และอก ซึ่งอาจทำให้แขนขาหรือครึ่งล่างของร่างกายกลายเป็นอัมพาตได้

ก่อนหน้านั้น ในวันที่ 27 มิ.ย. ที่ผ่านมา อันโตนิโอ กูเตร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ ได้ออกมาแทรกแซงอย่างตรงไปตรงมาโดยเรียกปฏิบัติการที่ได้รับการสนับสนุนโดยสหรัฐฯ และอิสราเอลว่าไม่มีความปลอดภัยอย่างแน่แท้

"ผู้คนถูกสังหารเพียงเพราะพยายามต้องการอาหารเพื่อยังชีพพวกเขาและครอบครัวเท่านั้น การหาอาหารไม่ควรถูกลงทัณฑ์ถึงแก่ชีวิต" กูเตร์เรส กล่าวกับสื่อโดยไม่เอ่ยชื่อมูลนิธิด้านมนุษยธรรมกาซาออกมาอย่างชัดเจน

นับแต่เปิดตัวโครงการของมูลนิธิฯ สหประชาชาติยังออกมาเตือนว่าแผนงานนี้อาจกีดกันผู้มีปัญหาด้านการเคลื่อนไหว อันได้แก่ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ พิการ และคนชรา รวมถึงอาจทำให้เกิดการพลัดถิ่นมากยิ่งขึ้น เนื่องจากการช่วยเหลือมีเงื่อนไขตามเป้าหมายทางทหารและการเมือง ซึ่งเป็นแบบอย่างที่ไม่อาจยอมรับได้สำหรับการส่งมอบความช่วยเหลือทั่วโลก

ด้านกลุ่มฮามาสออกมาเตือนชาวปาเลสไตน์ว่าไม่ควรให้ความร่วมมือกับระบบของมูลนิธิฯ โดยบอกว่ามันจะ "แทนที่ความสงบเรียบร้อยด้วยความโกลาหล มันเป็นการบังคับใช้นโยบายเพื่อให้ชาวปาเลสไตน์อดอยาก โดยใช้อาหารเป็นอาวุธในช่วงสงคราม"

ด้านอิสราเอลบอกว่า การมีทางเลือกอื่นนอกเหนือจากระบบช่วยเหลือที่มีอยู่ในปัจจุบันนั้นเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อหยุดยั้งการขโมยเสบียงอาหารของฮามาส ซึ่งทางกลุ่มฮามาสปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวมาโดยตลอด

ย้อนกลับไปวันที่ 26 พ.ค. เพียงไม่กี่วันหลังมูลนิธิฯ เริ่มดำเนินแผนงานในพื้นที่กาซา ทาง เจค วูด ผู้อำนวยการของจีเอชเอฟก็ขอลาออก อันเนื่องมาจากวิธีการที่องค์กรนี้ใช้

ใครคือผู้นำและเหล่าพันธมิตรของมูลนิธิฯ ?

หลังการลาออกของ เจค วูด มูลนิธิดังกล่าวก็อยู่ภายใต้การนำของ จอห์น อาครี อดีตเจ้าหน้าที่อาวุโสขององค์การเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐฯ (The United States Agency for International Development - USAID) รวมถึง จอห์นนี มัวร์ ผู้นำกลุ่มคริสเตียนผู้มีชื่อเสียงและอดีตที่ปรึกษาของโดนัลด์ ทรัมป์

ก่อนหน้านี้ มัวร์เคยดำรงตำแหน่งประธานร่วมของคณะกรรมการที่ปรึกษาการหาเสียงประธานาธิบดีทรัมป์ในปี 2016 และเป็นบุคคลสำคัญในช่วงวาระแรกที่ทรัมป์เป็นประธานาธิบดี

ในปี 2017 เขาบอกกับหนังสือพิมพ์นิวยอร์ก ไทมส์ สื่อของสหรัฐฯ ว่า ตนเองและผู้เผยแพร่ศาสนาคนอื่น ๆ ได้กดดันให้ทรัมป์ยอมรับอำนาจอธิปไตยของอิสราเอลเหนือนครเยรูซาเลม รวมถึงการสั่งย้ายสถานทูตสหรัฐฯ ไปตั้งที่นั่นด้วย

มัวร์ยังพยายามปกป้องปฏิบัติการส่งมอบความช่วยเหลือของมูลนิธิด้านมนุษยธรรมกาซาด้วย เมื่อองค์กรต้องเผชิญความโกรธเคืองจากนานาชาติเพิ่มขึ้น

เขาอ้างว่าสหประชาชาติและองค์กรระหว่างประเทศอื่น ๆ กำลังเผยแพร่ข้อมูลที่พวกเขาไม่สามารถตรวจสอบความถูกต้องได้

เขายอมรับว่าตนเองทราบว่ามีการบาดเจ็บล้มตายเกิดขึ้น และบอกว่าเจ้าหน้าที่ของเขากำลังทำงานอย่างดีที่สุดเพื่อส่งเสบียงอาหารไปให้ถึงใจกลางของเขตสงคราม

ส่วนหน่วยงานรักษาความปลอดภัยจากภาคเอกชนที่เป็นพันธมิตรกับมูลนิธิฯ คือ เซฟ รีช โซลูชัน หรือ เอสอาร์เอส (Safe Reach Solutions – SRS) ซึ่งทำงานในฉนวนกาซา และผู้รับจ้างดูแลการขนส่งต่าง ๆ สำหรับจีเอชเอฟ

เอสอาร์เอสดำเนินการโดย ฟิลลิป ฟรานซิส ไรลีย์ อดีตเจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองแห่งชาติของสหรัฐฯ หรือ ซีเอไอ โดยบริษัทดังกล่าวก่อตั้งขึ้นในรัฐไวโอมิงของสหรัฐฯ เมื่อเดือน พ.ย. ที่ผ่านมา

โฆษกของเอสอาร์เอสกล่าวในแถลงการณ์ต่อสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า ภายใต้การนำของไรลีย์นั้น "เอสอาร์เอสรวบรวมทีมผู้เชี่ยวชาญสหวิชาชีพด้านความมั่นคง การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน และกิจการด้านมนุษยธรรม"

ผู้รับเหมาช่วงจากเอสอาร์เอส คือ ยูจี โซลูชัน (UG Solution) ซึ่งเป็นบริษัทจัดหาทหารผ่านศึกของสหรัฐฯ เพื่อทำงานติดอาวุธประจำการตามสถานที่แจกจ่ายของมูลนิธิด้านมนุษยธรรมกาซา รวมถึงคอยรักษาความปลอดภัยขบวนรถขนส่งความช่วยเหลือ จากข้อมูลที่สำนักข่าวรอยเตอร์รายงาน

People walking along a dusty road carrying boxes of aid from a GHF centre in late May as smoke rises in the background

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ชาวปาเลสไตน์รับสิ่งของช่วยเหลือจากมูลนิธิด้านมนุษยธรรมกาซาเมื่อช่วงปลายเดือน พ.ค. และนับตั้งแต่นั้นมาก็มีรายงานการสังหารผู้คนที่เดินทางไปรับสิ่งของช่วยเหลือที่ศูนย์เกือบทุกวัน

มูลนิธิฯ จัดหาเสบียงอาหารได้มากแค่ไหน ?

ปลายเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา โฆษกของมูลนิธิฯ ออกมากล่าวว่าองค์กร "รู้สึกพึงพอใจ" ในภาพรวม โดยช่วงแรกของเดือนสามารถแจกจ่ายอาหารไปได้ 46 ล้านมื้อ ให้กับชาวกาซาราว 2 ล้านคน แต่ตั้งเป้าไว้ว่าจะพยายามแจกจ่ายให้ได้มากกว่าเดิม

อย่างไรก็ตาม ประชากรครึ่งล้านในฉนวนกาซายังต้องเผชิญกับภาวะอดอยากในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า จากการประเมินโดยโครงการการจัดลำดับระยะความอดอยาก (Integrated Food Security Phase Classification - IPC) ซึ่งการดำเนินงานได้รับความสนับสนุนจากสหประชาชาติ

อิสราเอลเริ่มปฏิบัติการทางทหารในกาซาเพื่อตอบโต้การโจมตีของกลุ่มฮามาสเมื่อวันที่ 7 ต.ค. ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 1,200 คน และอีก 251 คนถูกจับเป็นตัวประกัน

นับจากนั้นมาส่งผลให้ผู้คนในฉนวนกาซาถูกสังหารไปแล้ว 57,000 คน จากข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุขที่ดำเนินการโดยกลุ่มฮามาส