เหตุใดทรัมป์สั่งโจมตีเวเนซุเอลาและจับตัวประธานาธิบดีมาดูโร ?

Picture of fire at Fuerte Tiuna, Venezuela's largest military complex, after a series of explosions in Caracas on January 3, 2026

ที่มาของภาพ, Luis JAIMES / AFP via Getty Image

คำบรรยายภาพ, ฟูเอร์เต ติอูนา ฐานทัพหลักในกรุงการากัส คือหนึ่งในเป้าหมายที่ถูกโจมตี
    • Author, วาเนสซ่า บุชชลูเตอร์
    • Role, บรรณาธิการข่าวละตินอเมริกา บีบีซี นิวส์ ออนไลน์

การเปิดฉากโจมตีเวเนซุเอลาครั้งใหญ่ของสหรัฐฯ เกิดขึ้นหลังจากสหรัฐฯ ดำเนินการมาตรการหลายอย่างเพื่อกดดันรัฐบาลของนายนิโกลัส มาดูโร โดยฝ่ายบริหารของทรัมป์กล่าวหาว่ารัฐบาลนี้ส่งยาเสพติดและสมาชิกแก๊งเข้าไปในสหรัฐฯ เป็นจำนวนมาก

มาดูโรถูกปลดออกจากประธานาธิบดีแล้วหรือยัง ?

มีข้อมูลเพียงเล็กน้อยจนถึงตอนนี้ สิ่งที่โดนัลด์ ทรัมป์ เปิดเผยในโพสต์บนสื่อสังคมออนไลน์คือสหรัฐฯ "ดำเนินการโจมตีครั้งใหญ่ต่อเวเนซุเอลาและผู้นำของประเทศ และมาดูโรพร้อมด้วยภรรยาถูกจับกุมและนำตัวออกนอกประเทศ

เมื่อรวมกับข้อเท็จจริงที่เดลซี โรดริเกซ รองประธานาธิบดีเวเนซุเอลา บอกก่อนหน้านี้ว่าเธอไม่ทราบว่ามาดูโรอยู่ที่ไหนหรือยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ แสดงให้เห็นว่ามาดูโรถูกปลดจากตำแหน่งแล้วจริง

อย่างไรก็ตาม วลาดิมีร์ ปาดริโน รัฐมนตรีกลาโหมเวเนซุเอลา รวมถึงโรดริเกซยังคงอยู่ในประเทศและปรากฏตัวทางโทรทัศน์ของรัฐ นั่นเป็นการบ่งชี้ว่าสมาชิกสำคัญของรัฐบาลมาดูโรยังคงมีอำนาจอยู่

ปฏิบัติการดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างไร ?

จนถึงตอนนี้ยังมีรายละเอียดเพียงเล็กน้อยเกี่ยวกับวิธีการปฏิบัติการของสหรัฐฯ เปิดเผยออกมา

ภาพวิดีโอจากภายในพื้นที่ของเวเนซุเอลา แสดงให้เห็นการระเบิดครั้งใหญ่ และประชาชนในกรุงการากัสรายงานว่ามีเสียงเครื่องบิน รวมถึงเสียงระเบิดดังกึกก้อง

นอกจากนี้ พวกเขายังเห็นควันลอยขึ้นจากหลายพื้นที่ของเมืองหลวง และมีเฮลิคอปเตอร์บินเป็นขบวน ขณะเดียวกันฐานทัพหลายแห่งได้ถูกโจมตี

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ บอกกับซีบีเอส นิวส์ (CBS News) ซึ่งเป็นพันธมิตรของบีบีซีในสหรัฐฯ ว่า ฝ่ายบริหารของทรัมป์เป็นผู้ออกคำสั่งการโจมตี

พวกเขายังบอกกับซีบีเอสนิวส์ด้วยว่านิโกลัส มาดูโร ถูกจับโดยหน่วยต่อต้านการก่อการร้ายระดับสูงของกองทัพสหรัฐฯ นั่นคือหน่วยเดลตาฟอร์ซ (Delta force)

รัฐบาลเวเนซุเอลายืนยันว่ากรุงการากัสถูกโจมตี และระบุว่ามีการโจมตีในรัฐมิรันดา ลา กัวรา และอารากัวด้วย

มาดูโรขึ้นสู่ตำแหน่งได้อย่างไร ?

Venezuela's President Nicolas Maduro holds Simon Bolivar's sword as he addresses members of the armed forces

ที่มาของภาพ, Reuters

นิโกลัส มาดูโร ก้าวขึ้นมามีบทบาทสำคัญภายใต้การนำของนายฮูโก ชาเวซ ประธานาธิบดีซึ่งมีแนวคิดทางการเมืองแบบฝ่ายซ้าย จากพรรคเอกภาพสังคมนิยมแห่งเวเนซุเอลา หรือ พีเอสยูวี (United Socialist Party of Venezuela -PSUV)

มาดูโรเคยทำงานเป็นพนักงานขับรถประจำทางและเป็นผู้นำสหภาพแรงงาน จากนั้นเขาสืบตำแหน่งต่อจากชาเวซ และดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีมาตั้งแต่ปี 2013

ตลอดระยะเวลา 26 ปีที่ชาเวซและมาดูโรอยู่ในอำนาจ พรรคของพวกเขาได้ควบคุมสถาบันสำคัญ ๆ ของประเทศ ซึ่งรวมถึงสภาแห่งชาติ ระบบตุลาการส่วนใหญ่ และสภาที่มาจากการเลือกตั้ง

ในปี 2024 มาดูโรได้รับการประกาศให้เป็นผู้ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดี แม้ว่าผลรวมคะแนนเสียงที่ฝ่ายค้านรวบรวมจะบ่งชี้ว่าผู้สมัครของฝ่ายค้าน เอดมุนโด กอนซาเลซ ชนะอย่างถล่มทลายก็ตาม

กอนซาเลซ คือผู้ที่เข้ามาแทนที่ มาเรีย คอรินา มาคาโด ผู้นำฝ่ายค้านคนหลัก หลังจากเธอถูกตัดสิทธิไม่ให้ลงสมัครรับเลือกตั้ง

ปีที่แล้ว มาเรีย คอรินา มาคาโด ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพในเดือน ต.ค. จาก "การต่อสู้เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนผ่านอย่างยุติธรรมและสันติจากระบอบเผด็จการสู่ประชาธิปไตย"

มาคาโดฝ่าฝืนคำสั่งห้ามเดินทางและเดินทางไปยังกรุงออสโลในเดือน ธ.ค. เพื่อรับรางวัลโนเบลหลังจากหลบซ่อนตัวมานานหลายเดือน

เธอกล่าวว่ามีแผนจะกลับไปเวเนซุเอลา ซึ่งจะทำให้เธอเสี่ยงต่อการถูกจับกุมโดยทางการเวเนซุเอลาที่ประกาศว่ามาคาโดเป็น "ผู้หลบหนี"

เหตุใดเวเนซุเอลาตกเป็นเป้าโจมตีของทรัมป์ ?

ทรัมป์กล่าวหาว่ามาดูโร ทำให้เกิดการอพยพของชาวเวเนซุเอลาหลายแสนคนมายังสหรัฐฯ โดยจำนวนนี้เป็นส่วนหนึ่งของชาวเวเนซุเอลาราว 8 ล้านคนที่คาดว่าต้องการหนีจากวิกฤตเศรษฐกิจและการปราบปรามตั้งแต่ปี 2013

ทรัมป์ยังกล่าวหาว่ามาดูโร "ล้างนักโทษออกจากคุกและปล่อยผู้ป่วยโรงพยาบาลจิตเวชออกทั้งหมด" และ "บังคับ" ให้พวกเขาอพยพไปสหรัฐฯ แม้ไม่มีหลักฐานใด ๆ ยืนยันข้อกล่าวหานี้ก็ตาม

นอกจากนี้ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยังเน้นไปที่การต่อสู้กับปัญหาลักลอบนำเข้ายาเสพติด โดยเฉพาะเฟนทานิลและโคเคนที่ถูกส่งเข้ามาในประเทศ

ทรัมป์ยังกำหนดให้องค์กรอาชญากรรมจากเวเนซุเอลาจำนวน 2 กลุ่ม ได้แก่ เทรน เด อารากัว (Tren de Aragua) และคาร์เตล เด โลส โซเลส (Cartel de los Soles) เป็นองค์กรก่อการร้ายต่างชาติ พร้อมกับกล่าวหาว่ามาดูโรเป็นผู้นำองค์กรอาชญากรรมดังกล่าว

นักวิเคราะห์ชี้ว่ากลุ่มคาร์เตล เด โลส โซเลส ไม่ใช่กลุ่มที่มีโครงสร้างลำดับชั้นที่มีผู้นำคอยคุมจากบนลงล่าง แต่เป็นคำเรียกเจ้าหน้าที่ทุจริตที่เอื้อประโยชน์ให้โคเคนถูกส่งผ่านเวเนซุเอลา

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังเพิ่มเงินรางวัลสำหรับข้อมูลที่นำไปสู่การจับกุมมาดูโร และประกาศว่าเขาจะจัดให้รัฐบาลมาดูโรเป็นองค์กรก่อการร้ายระหว่างประเทศด้วย

มาดูโรปฏิเสธอย่างหนักแน่นว่าไม่ได้เป็นผู้นำของแก๊งยาเสพติดแก๊งดังกล่าว และกล่าวหาว่าสหรัฐฯ ใช้ "สงครามต่อต้านยาเสพติด" เป็นข้ออ้างในการโค่นเขาลงจากอำนาจและเข้ามาควบคุมน้ำมันสำรองของเวเนซุเอลา

เวเนซุเอลากำลังลักลอบนำยาเสพติดเข้ามาในสหรัฐฯ หรือไม่ ?

ผู้เชี่ยวชาญด้านการปราบปรามยาเสพติดระบุว่า เวเนซุเอลามีบทบาทค่อนข้างน้อยมากในเครือข่ายค้ายาเสพติดระดับโลก และเป็นเพียงประเทศทางผ่านสำหรับยาเสพติดที่ผลิตมาจากประเทศอื่น ซึ่งถูกลักลอบนำเข้ามายังเวเนซุเอลา

ประเทศเพื่อนบ้านอย่างโคลอมเบีย คือ ผู้ผลิตโคเคนรายใหญ่ที่สุดของโลก แต่ส่วนใหญ่คาดว่ายาเสพติดเหล่านี้ถูกลักลอบนำเข้าสู่สหรัฐฯ ผ่านเส้นทางอื่น ไม่ได้ผ่านเวเนซุเอลา

จากรายงานของสำนักงานปราบปรามยาเสพติดสหรัฐฯ ปี 2020 ระบุว่าประมาณ 3 ใน 4 ของโคเคนที่เข้ามายังประเทศ ถูกลักลอบผ่านเส้นทางในมหาสมุทรแปซิฟิก โดยมีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่เข้ามาทางเรือเร็วจากทะเลแคริบเบียน

แม้ว่าการโจมตีในระยะแรกของสหรัฐฯ จะเกิดขึ้นในทะเลแคริบเบียน แต่การโจมตีล่าสุดมุ่งเน้นไปที่ฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก

ในเดือน ก.ย. ปีที่แล้ว ทรัมป์บอกกับผู้นำกองทัพสหรัฐฯ ว่า เรือที่ถูกโจมตี "บรรทุกถุงผงสีขาวซึ่งส่วนใหญ่เป็นเฟนทานิลและยาเสพติดชนิดอื่น ๆ ด้วย"

เฟนทานิลเป็นยาสังเคราะห์ที่มีฤทธิ์แรงกว่าเฮโรอีนถึง 50 เท่า และกลายเป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตจากการใช้ยาเกินขนาดในสหรัฐฯ

เมื่อวันที่ 15 ธ.ค. 2025 ทรัมป์ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหารซึ่งประกาศให้เฟนทานิลเป็น "อาวุธทำลายล้างสูง" โดยให้เหตุผลว่า "มันมีความใกล้เคียงกับอาวุธเคมี มากกว่าจะเป็นยาเสพติด"

อย่างไรก็ตาม เฟนทานิลส่วนใหญ่ถูกผลิตในเม็กซิโก และเกือบทั้งหมดถูกลักลอบนำเข้าสู่สหรัฐฯ ผ่านทางบกตามแนวชายแดนทางตอนใต้ของประเทศ

นอกจากนี้ ในรายงานการประเมินภัยคุกคามจากยาเสพติดแห่งชาติของของสำนักงานปราบปรามยาเสพติดสหรัฐฯ ปี 2025 ก็ไม่ได้ระบุว่าเวเนซุเอลาเป็นประเทศต้นทางของเฟนทานิลที่ลักลอบเข้าสหรัฐฯ

ทั้งสองชาติมาสู่จุดนี้ได้อย่างไร

รัฐบาลมาดูโรถูกกดดันเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ นับตั้งแต่ทรัมป์เริ่มดำรงตำแหน่งสมัยที่สองเมื่อเดือน ม.ค. ปีที่แล้ว

สิ่งแรกที่เกิดขึ้น คือ ฝ่ายบริหารของทรัมป์เพิ่มเงินรางวัลสำหรับข้อมูลที่นำไปสู่การจับกุมมาดูโรเป็น 2 เท่า

ในเดือน ก.ย. กองกำลังสหรัฐฯ เริ่มโจมตีเรือที่ถูกกล่าวหาว่าลำเลียงยาเสพติดจากอเมริกาใต้ไปยังสหรัฐฯ ตั้งแต่นั้นมีการโจมตีเรือในทะเลแคริบเบียนและมหาสมุทรแปซิฟิกลักษณะนี้มากกว่า 30 ครั้ง ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 110 คน

ฝ่ายบริหารของทรัมป์อ้างว่าประเทศกำลังมีส่วนร่วมในความขัดแย้งที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มติดอาวุธที่ไม่ได้อยู่ในระดับนานาชาติ แต่เป็นกลุ่มที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการค้ายาเสพติด และถูกทางการสหรัฐฯ กล่าวหาว่าทำสงครามอย่างเป็นไม่เป็นทางการเพื่อต่อต้านสหรัฐฯ

นักกฎหมายระบุว่าการโจมตีเหล่านี้ไม่ใช่การโจมตี "เป้าหมายทางทหารที่ชอบด้วยกฎหมาย" โดยการโจมตีครั้งแรกเมื่อวันที่ 2 ก.ย. ถูกจับตามองเป็นพิเศษ เพราะเกิดการโจมตีถึง 2 ครั้ง โดยผู้รอดชีวิตจากครั้งแรกถูกสังหารในครั้งที่สอง

อดีตหัวหน้าอัยการศาลอาญาระหว่างประเทศบอกกับบีบีซีว่าโดยทั่วไปแล้ว ถือได้ว่าปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ครั้งนี้ เข้าข่ายการโจมตีอย่างเป็นระบบต่อพลเรือนในช่วงเวลาสงบ

ทำเนียบขาวตอบโต้ข้อกล่าวหาดังกล่าว โดยระบุว่าดำเนินการตามกฎหมายความขัดแย้งติดอาวุธเพื่อปกป้องสหรัฐฯ จากแก๊งค้ายาที่ "พยายามนำพิษมาสู่ชายฝั่งของเรา... ทำลายชีวิตชาวอเมริกัน"

ย้อนกลับไปในเดือน ต.ค. 2025 ทรัมป์กล่าวว่าได้อนุมัติให้สำนักข่าวกรองกลางของสหรัฐฯ หรือ ซีเอไอ (CIA) ปฏิบัติการในทางลับภายในประเทศเวเนซุเอลา และยังขู่ด้วยว่าจะโจมตีทางบกต่อสิ่งที่เขาเรียกว่า "ผู้ก่อการร้ายค้ายา"

เขากล่าวว่าการโจมตีครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 24 ธ.ค. ปีที่แล้ว แม้จะให้รายละเอียดเพียงเล็กน้อย แต่บอกว่าเป้าหมายคือ "พื้นที่ท่าเรือ" ที่มีเรือที่ถูกกล่าวหาว่าลำเลียงยาเสพติด

ทรัมป์กล่าวซ้ำหลายครั้งว่ามาดูโร "ไม่ใช่มิตรของสหรัฐฯ" และจะเป็น "เรื่องฉลาด ถ้าเขาลาออก"

เขายังเพิ่มแรงกดดันทางการเงินต่อมาดูโรด้วยการประกาศ "การปิดล้อมทางทะเลทั้งหมด" ต่อเรือบรรทุกน้ำมันที่ถูกคว่ำบาตรที่เข้าและออกจากเวเนซุเอลา ซึ่งน้ำมันเป็นแหล่งรายได้หลักจากต่างประเทศของรัฐบาลมาดูโร

นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังส่งกองกำลังทางทหารขนาดใหญ่ไปยังทะเลแคริบเบียน โดยมีเป้าหมายเพื่อหยุดการลักลอบนำเฟนทานิลและโคเคนเข้าสหรัฐฯ

นอกจากการโจมตีเรือที่ถูกกล่าวหาว่าลักลอบขนยาเสพติดแล้ว กองกำลังนี้ยังมีบทบาทสำคัญในปฏิบัติการปิดล้อมทางทะเลของสหรัฐฯ ด้วย

กำลังทหารที่สหรัฐฯ ส่งไปประจำการในทะเลแคริบเบียนใหญ่แค่ไหน ?

The US Navy nuclear-powered Ford-class aircraft carrier USS Gerald R. Ford (CVN 78) arrives in St. Thomas, US Virgin Islands

ที่มาของภาพ, US Navy/Reuters

คำบรรยายภาพ, เรือรบยูเอสเอส เจอรัลด์ ฟอร์ด ( USS Gerald Ford) ของสหรัฐฯ มีบทบาทสำคัญในการยึดเรือบรรทุกน้ำมันนอกชายฝั่งเวเนซุเอลา

สหรัฐฯ ส่งทหาร 15,000 นาย พร้อมเรือบรรทุกเครื่องบิน เรือพิฆาตติดขีปนาวุธนำวิถี และเรือโจมตีสะเทินน้ำสะเทินบกไปยังทะเลแคริบเบียน

ในกองเรือของสหรัฐฯ มีเรือยูเอสเอส เจอรัลด์ ฟอร์ด (USS Gerald Ford) ซึ่งเป็นเรือบรรทุกเครื่องบินที่ใหญ่ที่สุดในโลก

มีรายงานว่าเฮลิคอปเตอร์ของสหรัฐฯ บินขึ้นจากเรือลำนี้ก่อนที่กองกำลังสหรัฐฯ จะยึดเรือบรรทุกน้ำมันนอกชายฝั่งเวเนซุเอลาเมื่อวันที่ 10 ธ.ค.

สหรัฐฯ ระบุว่าเรือลำดังกล่าว "ถูกใช้ในการขนส่งน้ำมันที่ถูกคว่ำบาตรจากเวเนซุเอลาและอิหร่าน" ขณะที่เวเนซุเอลาเรียกการกระทำนี้ว่าเป็น "การละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ"

หลังจากนั้น สหรัฐฯ ยังโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันอีก 2 ลำในน่านน้ำใกล้กับเวเนซุเอลา

เวเนซุเอลาส่งออกน้ำมันมากน้อยแค่ไหน และใครเป็นผู้ซื้อ ?

มาดูโรกล่าวหามานานว่าฝ่ายบริหารของทรัมป์พยายามโค่นเขาลงจากอำนาจเพื่อให้สหรัฐฯ เข้าควบคุมทรัพยากรน้ำมันของเวเนซุเอลา โดยชี้ไปที่คำพูดของทรัมป์ หลังจากสหรัฐฯ ยึดเรือบรรทุกน้ำมันลำแรกนอกชายฝั่งเวเนซุเอลา

ในตอนนั้น เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าจะทำอย่างไรกับเรือและน้ำมัน ทรัมป์ตอบว่า "ผมคิดว่าเราจะเก็บน้ำมันไว้"

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เคยปฏิเสธข้อกล่าวหาของเวเนซุเอลาที่ระบุว่าการเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลมาดูโรเป็นความพยายามเพื่อเข้าถึงแหล่งน้ำมันสำรองของประเทศที่ยังไม่เคยถูกนำมาใช้

เวเนซุเอลามีแหล่งน้ำมันดิบสำรองที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามีปริมาณมากที่สุดในโลก และรายได้จากภาคน้ำมันคิดเป็นมากกว่าครึ่งหนึ่งของงบประมาณรัฐบาล

อย่างไรก็ตาม การส่งออกได้รับผลกระทบจากมาตรการคว่ำบาตร ปัญหาขาดการลงทุน และการบริหารจัดการที่ผิดพลาดซึ่งมาจากความล้มเหลวของรัฐวิสาหกิจของประเทศ

ในปี 2023 เวเนซุเอลาผลิตน้ำมันดิบเพียง 0.8% ของปริมาณทั่วโลก จากข้อมูลของสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐฯ หรือ อีเอไอ (EIA)

ปัจจุบันประเทศนี้ส่งออกน้ำมันประมาณ 900,000 บาร์เรลต่อวัน โดยมีจีนเป็นผู้ซื้อรายใหญ่ที่สุด