เหตุใดยังพบโดรนปริศนาในหลายพื้นที่ และยังจัดการไม่ได้จริง แม้มีการประกาศห้ามบินมาแล้วเกือบสัปดาห์

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
- Author, นงนภัส พัฒน์แช่ม
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
เป็นเวลาเกือบหนึ่งสัปดาห์แล้วที่สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) ประกาศห้ามการบินโดรนในทุกพื้นที่ทั่วประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 30 ก.ค. เป็นต้นมา
ทว่าในหลายจังหวัด อาทิ อุบลราชธานี, บุรีรัมย์, ศรีสะเกษ และปราจีนบุรี ยังมีรายงานชาวบ้านพบโดรนปริศนาที่ไม่สามารถระบุที่มาได้ แต่รายงานในบางจังหวัด เช่น จ.สุรินทร์ ปรากฏว่าโดรนปริศนาที่พบเป็นของกองทัพไทยเอง และบางจังหวัดกลับพบว่าเป็น "ข่าวปลอม" ที่ถูกเผยแพร่ไปแล้วอย่างแพร่หลาย เช่น ใน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ที่มีรายงานว่าเจ้าหน้าที่ได้จับกุมชายชาวกัมพูชาที่มาลักลอบบินโดรน
ท่ามกลางข้อสงสัยว่าโดรนเหล่านี้เป็นของฝ่ายกัมพูชาที่มาสอดแนมหรือไม่ หรือมาจากฝ่ายไหนในช่วงเวลาที่ทางการไทยประกาศชัดว่าห้ามขึ้นบิน บีบีซีไทยพยายามขอคำยืนยันข้อมูลจากหน่วยงานด้านความมั่นคงที่เกี่ยวข้อง
มีรายงานพบโดรนปริศนาในพื้นที่ใดบ้างหลังประกาศห้ามบิน
ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 30 ก.ค. ที่ผ่านมา สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) หรือ CAAT ออกประกาศด่วน สั่งห้ามบินโดรนในทุกพื้นที่ทั่วประเทศไทย ระหว่างวันที่ 30 ก.ค. - 15 ส.ค. 2568 จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง เพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านความมั่นคงและความปลอดภัยของประเทศ จากสถานการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา
แต่กระนั้นตลอดช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมายังปรากฏรายงานพบโดรนบินที่ระบุที่มาไม่ได้ ในหลายพื้นที่ อย่างเช่น
- จ.อุบลราชธานี รายงานจากสำนักข่าวท้องถิ่นอย่าง สวท.อุบลราชธานี รายงานการให้สัมภาษณ์ของ ชรบ. ใน อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี ว่าพบโดรนหลายลำมักปรากฏให้เห็นในช่วงเวลากลางคืน นับตั้งแต่วันที่ 30 ก.ค. ขณะที่เพจเฟซบุ๊ก "UBON NOW อุบลนาว" เปิดเผยว่าได้รับแจ้งข้อมูลพบโดรนปริศนาบินเหนือหลายพื้นที่ โดยรายงานอยู่เป็นระยะกระทั่งช่วงกลางดึกที่ผ่านมา
- จ.บุรีรัมย์ ข่าวหลายสำนัก อาทิ ผู้จัดการออนไลน์ รายงานว่าเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองและตำรวจสามารถยึดโดรนได้สองลำ ในพื้นที่ อ.ละหานทราย เมื่อวันที่ 3 ส.ค. ที่ผ่านมา โดยเป็นโดรนแบบ 4 ใบพัด มีกล้องสามารถบันทึกภาพได้ แต่ไม่พบตัวคนบังคับ
- จ.ศรีสะเกษ เพจเฟซบุ๊ก "แจ้งข่าวศรีสะเกษ" รายงานว่าพบโดรน 2 ลำบินวนในตัวเมืองศรีสะเกษช่วงกลางคืนวันที่ 3 ส.ค. ขณะที่สำนักข่าวเดลินิวส์ รายงานว่าในวันเดียวกันมีชาวบ้านพบเห็นโดรนในพื้นที่ อ.อุทุมพรพิสัย และในวันที่ 2 ส.ค. ก็มีชาวบ้านพบเห็นโดรนในพื้นที่ อ.เมือง และ อ.กันทรารมย์
- จ.สุรินทร์ โซเชียลมีเดียแชร์ข้อมูลว่าพบโดรนลึกลับตกในจังหวัด เมื่อคืนวันที่ 3 ส.ค. ก่อนที่ต่อมากองทัพบกจะออกมาชี้แจงว่า หน่วยทหารไทยได้บินโดรนเพื่อตรวจการณ์และทดสอบระบบภายในพื้นที่ อ.เมือง จ.สุรินทร์ แต่จำเป็นต้องนำโดรนลงฉุกเฉินโดยเร่งด่วน เนื่องจากสภาพอากาศไม่เอื้ออำนวย
- จ.ปราจีนบุรี สำนักข่าวไทยรัฐ รายงานว่า พบโดรนไม่ทราบฝ่ายจำนวนหลายลำบินต่อเนื่อง 3 คืนติดต่อกันใกล้กับพื้นที่ความมั่นคงทางทหาร
- จ.ประจวบคีรีขันธ์ รายงานข่าวหลายสำนัก อาทิ มติชน และ กรุงเทพธุรกิจ รายงานว่าสารวัตรทหารได้จับกุมชาวกัมพูชาที่ลักลอบเข้ามาบินโดรนในพื้นที่กองบิน 5 โดยมีทั้งภาพผู้ต้องหาและภาพโดรน อย่างไรก็ตาม บีบีซีไทยได้รับการยืนยันจาก พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่ากรณีเป็นข่าวปลอม และภาพโดรนก็เป็นภาพเก่าจากโดรนที่พบในคนละจังหวัด
ขณะที่กองทัพอากาศของไทย เปิดเผยเมื่อวันที่ 2 ส.ค. ระบุว่า พบการใช้โดรนในพื้นที่ทางการทหารทั่วประเทศ รวมถึงหน่วยงานราชการจำนวนมากในหลายพื้นที่ที่สำคัญของประเทศไทย โดยระบุว่า "ถือเป็นภัยร้ายแรงที่ส่อให้เห็นถึงความพยายามในการสอดแนม" ซึ่งผู้กระทำผิดจะเข้าข่ายความผิดฐานจารกรรม/สายลับ ที่กระทบต่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร มีบทลงโทษรุนแรง ถึงขั้นจำคุกตลอดชีวิตหรือประหารชีวิต
ก่อนที่ต่อมา กองทัพอากาศจะโพสต์ขอความร่วมมืองดเว้นการบินเครื่องบินวิทยุบังคับ, โดรนและเฮลิคอปเตอร์ของเล่นติดไฟในเวลากลางคืน เพื่อป้องกันการเข้าใจผิดของผู้พบเห็น โดยขอให้ประชาชนช่วยแจ้งเบาะแสที่สายด่วน 1374
หน่วยงานความมั่นคงยืนยันรายงานข่าวนี้อย่างไรบ้าง
- กองทัพอากาศไม่ยืนยันข้อมูลโดรนปริศนา
พล.อ.ท.ประภาส สอนใจดี โฆษกกองทัพอากาศ ตอบคำถามบีบีซีไทยว่าตั้งแต่วันที่ 30 ก.ค. มีรายงานพบโดรนตามแนวชายแดนและที่ตั้งทางการทหารของไทย ซึ่งยังอยู่ในระหว่างการตรวจสอบแหล่งที่มา โดยต้องสอบถามไปทางกองทัพภาคที่ 2
อย่างไรก็ตาม เมื่อถามแยกเป็นรายกรณี ถึงรายงานข่าวการพบโดรนบินในหลายพื้นที่ อาทิ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ปราจีนบุรี บุรีรัมย์ และอุบลราชธานี ว่าข้อเท็จจริงในแต่ละกรณีเป็นอย่างไร พบการบินโดรนในพื้นที่จริงหรือไม่ และเกี่ยวข้องกับทางกัมพูชาหรือไม่ พล.อ.ท.ประภาส ไม่ได้ยืนยันชัดเจน ระบุเพียงแต่ว่า "ต้องประสานหน่วยความมั่นคงในพื้นที่" พร้อมย้ำว่า "ตอนนี้ห้ามบินโดรนครับ"
บทความนี้ประกอบด้วยเนื้อหาจาก Facebook เราขอความยินยอมจากคุณก่อนใช้คุกกี้ หรือเทคโนโลยีอื่น ๆ บันทึกอะไรลงไป คุณอาจต้องอ่านนโยบายคุกกี้ของ Facebook และนโยบายความเป็นส่วนตัวของ Facebook ก่อนให้ความยินยอม หากต้องการอ่านเนื้อหานี้ โปรดเลือก "ยินยอมและไปต่อ"
สิ้นสุด Facebook โพสต์
- กองทัพบกยันมีการใช้โดรนตามแนวชายแดน แต่ไม่ยืนยันข้อมูลในเมือง
ขณะที่ พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก บอกกับบีบีซีไทยว่า ส่วนที่เขาสามารถยืนยันได้นั้น คือเฉพาะในพื้นที่ตามแนวชายแดนที่มีปฏิบัติการทางการทหารซึ่งกองทัพบกรับผิดชอบ ซึ่งทั้งสองฝ่ายคือไทยและกัมพูชา ต่างก็ใช้โดรนเพื่อตรวจการณ์ แต่โดรนที่ขึ้นตรวจการณ์บริเวณชายแดนนั้นก็ไม่ได้บินรุกล้ำเข้ามา
ส่วนที่มีรายงานว่าพบโดรนในตัวเมืองหลายจังหวัดนั้น พล.ต.วินธัย ระบุว่า เขาเองก็ได้รับรายงานเช่นกันว่าพบในที่ตั้งหน่วยราชการสำคัญ ๆ หรือพื้นที่ที่มีประชาชน เช่น ศูนย์พักพิงชั่วคราว แต่ไม่ได้รวบรวมข้อมูลในส่วนนี้ไว้ เนื่องจากเป็นพื้นที่ตอนในที่ฝ่ายปกครอง ตำรวจ หรือหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ เช่น กอ.รมน.เป็นผู้ดูแล
"มันก็มีพบบ้าง แต่ว่าข้อมูลก็ยังไม่ชัดว่าวัตถุประสงค์ของการใช้ที่พบเป็นอย่างไร บางทีก็ไม่เห็นคน ที่เขาเจอโดรนนะ บางทีก็ไม่เห็นว่าเป็นของใคร ทุกคนก็พยายามรายงานกัน" โฆษกกองทัพบกระบุ
"กองทัพบกบางทีไม่รู้หรอก เราอยู่กับปฏิบัติการทางการทหารมากกว่า ทีนี้พอเรื่องของโดรนส่วนใหญ่มันเจอนอกพื้นที่ทางทหาร มันเจอในพื้นที่ทั่วไป มีแทบทุกจังหวัดเลย เดี๋ยวมันอาจต้องรอสักนิดนึงเพื่อจะให้มีศูนย์การรายงานเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้ เดี๋ยวผมจะเอาตรงนี้ไปบอกในที่ประชุมไว้ให้" เขากล่าวกับบีบีซีไทย

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
- ตำรวจเผยข่าวจับชาวกัมพูชาลอบบินโดรนกองบิน 5 เป็นข่าวปลอม
ด้าน พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยกับบีบีซีไทยว่า ในช่วงเวลาที่ทางการไทยห้ามบินโดรน มีการพบโดรนบินในพื้นที่ต่าง ๆ อยู่บ้าง แต่ข้อมูลของทางตำรวจยังไม่มีรายงานการบินโดรนด้วยวัตถุประสงค์ด้านความมั่นคง และบางกรณีก็เป็น "เฟกนิวส์" หรือข่าวปลอมด้วยซ้ำ เช่น กรณีที่มีรายงานว่าเจ้าหน้าที่จับกุมชาวกัมพูชาที่ลักลอบเข้ามาบินโดรนในพื้นที่กองบิน 5 จ.ประจวบคีรีขันธ์
"กรณีของประจวบฯ มันไม่ใช่ข้อเท็จจริงตามที่สื่อได้ออกไปว่ามีโดรนเข้ามาเพื่อดำเนินภารกิจที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง" พล.ต.ท.อาชยน เปิดเผย เขาอธิบายเพิ่มเติมว่ารายงานข่าวที่มีภาพโดรนนั้น เป็นภาพโดรนที่ตรวจพบใน จ.ศรีสะเกษ เมื่อวันที่ 3 ส.ค. ส่วนภาพชายที่รายงานข่าวระบุว่าเป็นผู้ต้องหานั้น ที่จริงแล้วเป็นกรณีอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกันเลย โดยเป็นภาพชายสติไม่สมประกอบซึ่งเจ้าหน้าที่ได้รับรายงานว่า "สูบยาเส้น"
"ทางผู้กำกับการ จ.ประจวบฯ เขาก็บอกว่ามันเป็นข่าวเท็จ" พล.ต.ท.อาชยน เปิดเผย "คือมันไม่ใช่เรื่องจริง เขาเอาอันนี่มาแปะกับอันนู่น เอาอันนู่นมาแปะกับอันนี่ เรื่องประจวบฯ น่ะ มันก็เลยเหมือนกับว่า มันก็เสียหายกับความรู้สึกแล้วทำให้ประชาชนตกใจสงสัยเหมือนกัน"
เมื่อถามว่าเมื่อมีการแจ้งเบาะแสพบโดรนในแต่ละพื้นที่ แนวปฏิบัติของตำรวจเป็นอย่างไร โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติระบุว่า ก็ต้องมีการใช้ผู้เชี่ยวชาญจากกองบัญชาการหรือกองบังคับการต่าง ๆ ในพื้นที่นั้น ที่จะมีศูนย์ที่มีหน้าที่รับผิดชอบการปฏิบัติต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับโดรน เพราะตามสถานีตำรวจภูธรต่าง ๆ อาจไม่มีอุปกรณ์และไม่มีความเชี่ยวชาญ จึงต้องแจ้งศูนย์โดรนที่อยู่ในจังหวัดต่าง ๆ ดำเนินการต่อ
ส่วนเมื่อตำรวจพบโดรนที่ขึ้นบินแล้วนั้นจะสามารถทำลายได้เลยหรือไม่ พล.ต.ท.อาชยน ระบุว่า ก็ต้องดูว่าเป็นโดรนชนิดไหน และขึ้นอยู่กับผู้เชี่ยวชาญที่รับผิดชอบเรื่องนี้ในแต่ละจังหวัดจะดำเนินการ ซึ่งการจะทำลายได้เลยหรือไม่ก็อาจขึ้นอยู่กับศักยภาพของเจ้าหน้าที่ที่ไปพบโดรนด้วย
โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติยังระบุอีกว่า กรณีที่เกี่ยวข้องกับโดรนนั้น มีกองทัพอากาศเป็นผู้รับผิดชอบอยู่ด้วยเช่นกัน ดังนั้นอาจต้องมีการพูดคุยกันในส่วนที่ดูแลรับผิดชอบเพื่อให้มีแนวปฏิบัติที่สอดคล้องกันว่าหากได้รับแจ้งว่าพบเจอโดรนต้องสงสัยจะต้องใช้อุปกรณ์พิเศษดำเนินการอย่างไรบ้าง

ที่มาของภาพ, สภ.เมืองประจวบคีรีขันธ์ / Facebook
- ศบ.ทก. เผยการจัดการโดรนเป็นอำนาจท้องถิ่น รับพบบินเยอะขึ้น แต่พิสูจน์ไม่ได้ว่ามาจากกัมพูชา
ขณะที่ พล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ รองโฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย ในฐานะโฆษกศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย – กัมพูชา (ศบ.ทก.) ไม่ยืนยันเช่นกันว่า โดรนที่มีรายงานว่าพบขึ้นบินในพื้นที่จังหวัดต่าง ๆ ตามสถานการณ์ทางการทหารและสถานที่ราชการนั้น มาจากฝ่ายกัมพูชาหรือไม่
โดยเขาเปิดเผยว่าในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาพบว่า มีรายงานการบินโดรนมากขึ้น แต่หลายครั้งไม่สามารถพิสูจน์ทราบที่มาได้ เช่น รายงานจากกองทัพภาคที่สองเมื่อช่วงกลางคืนของวันที่ 2 ส.ค. พบโดรนบินตามแนวชายแดนหลายจังหวัด อาทิ จ.อุบลราชธานี จ.ศรีสะเกษ จ.บุรีรัมย์ และยังพบโดรนบินนอกเขตแนวชายแดน โดยพบที่บริเวณกองบิน 1 จ.นครราชสีมา ด้วย
"ระยะหลัง ๆ มันมีการใช้โดรนในพื้นที่ส่วนหลัง ซึ่งตรงนี้กำลังตรวจสอบอยู่ว่าตกลงมันคืออะไร เคสนี้มันค่อนข้างยากลำบากนะ ยอมรับจริง ๆ เพราะว่าโดรนมันไม่อยู่กับที่" โฆษก ศบ.ทก. ระบุ เขากล่าวเสริมว่าความยากลำบากของการพิสูจน์ทราบที่มาของโดรน คือต้องใช้เครื่องมือเฉพาะและเจ้าหน้าที่ที่มีความเชี่ยวชาญในการจัดการ เพราะโดรนแต่ละตัวก็มีคุณสมบัติและประสิทธิภาพที่แตกต่างกัน ซึ่งเมื่อเจ้าหน้าที่ไปถึง บางครั้งโดรนที่ชาวบ้านพบก็ไม่ได้อยู่ตรงนั้นแล้ว
โดยในการจัดการกับโดรนปริศนานั้น พล.ร.ต.สุรสันต์ ระบุว่า ศบ.ทก. เป็นผู้ออกมาตรการ แต่ผู้ปฏิบัติคือหน่วยงานที่รับผิดชอบในพื้นที่นั้น ๆ เช่น หากพบในพื้นที่ตามแนวชายแดน หรือพื้นที่ทางการทหาร กองทัพจะเป็นผู้ดำเนินการ แต่หากพบในพื้นที่ "ส่วนหลัง" คือนอกแนวปะทะ เช่น ที่พบในตัวเมืองต่าง ๆ จะเป็นหน้าที่ของฝ่ายปกครองและตำรวจดำเนินการ ซึ่งมาตรการมีตั้งแต่การประสานไปยัง กสทช. ขอใช้อุปกรณ์รบกวนสัญญาณเพื่อตรวจจับและบังคับให้โดรนลงจอด หรือใช้ระบบต่อต้านโดรน (anti-drone) ของหน่วยงานความมั่นคงทำลายโดรนที่ตรวจพบ
"ทุกคนมีความพร้อมในการดำเนินการ โดยเฉพาะตามแนวชายแดน อุปกรณ์ที่กองทัพจัดหามาก็ถูกส่งไปที่พื้นที่แล้วเพื่อให้ดำเนินการ แต่เพียงแต่ว่าทั้งนี้ทั้งนั้น ในเรื่องของการจัดการมันอาจจะมีข้อจำกัด ในเรื่องของการทำงานทั้งหมดทั้งปวง มันไม่สามารถที่จะทำได้ทั้ง 100%" โฆษก ศบ.ทก. กล่าว
"มันอยู่ที่... หนึ่งคือความร่วมมือของประชาชน" เขาระบุโดยเน้นย้ำความสำคัญของการให้ความรู้ประชาชนว่าลักษณะแบบไหนคือการบินโดรน และแตกต่างจากเครื่องบินหรืออากาศยานแบบอื่น ๆ อย่างไร เพื่อให้ประชาชนช่วยกันเป็นหูเป็นตา
"ท้ายสุดการ detect (ตรวจจับ) โดรน ด้วยระบบเรดาร์มันไม่สามารถทำได้ มันก็ต้องอาศัยสายตาเป็นการดู ทุกคนก็ต้องมีส่วนร่วมในการดูครับ" โฆษก ศบ.ทก. ระบุ











