อัตราการเรียกเก็บภาษีนำเข้าของโดนัลด์ ทรัมป์ คำนวณอย่างไร ?

ที่มาของภาพ, EPA
- Author, เบน ชู & ทอม เอดจิงตัน
- Role, บีบีซี เวริฟาย (BBC Verify)
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกาประกาศกำหนดอัตราภาษีศุลกากร 10% กับสินค้าที่ประเทศส่วนใหญ่นำเข้ามาในสหรัฐฯ และยังกำหนดอัตราที่สูงยิ่งกว่า สำหรับประเทศที่เขาเรียกว่า "ผู้คุกคามที่ร้ายแรงที่สุด" (worst offenders) (ซึ่งมีนัยหมายถึง ประเทศที่สหรัฐฯ ขาดดุลการค้าด้วย)
แต่ภาษีศุลกากรเหล่านี้ ซึ่งโดยพื้นฐานแล้วก็คือภาษีที่เรียกเก็บจากสินค้านำเข้า เป็นอย่างไร บีบีซี เวริฟาย ค้นหาเบื้องหลังการคำนวณของตัวเลขดังกล่าว
อัตราภาษีดังกล่าวคำนวณมาจากอะไร ?
ในตอนที่ทรัมป์นำเสนอแผนภูมิบนกระดานขนาดยักษ์ที่อธิบายอัตราภาษี ที่สวนกุหลาบในทำเนียบขาว (White House Rose Garden) มีการคาดเดาในตอนแรกว่าอัตราการเรียกเก็บภาษีดังกล่าว ถูกพิจารณาจากภาษีนำเข้าที่มีอยู่แล้ว ประกอบกับอุปสรรคทางการค้าอื่น ๆ (เช่น กฎระเบียบต่าง ๆ)
แต่ต่อมาทำเนียบขาวก็เผยแพร่สิ่งที่อาจดูเหมือนสูตรการคำนวณทางคณิตศาสตร์ที่ซับซ้อน

ที่มาของภาพ, White House
แต่ถ้าคุณถอดสูตรการคำนวณด้านบนออกมา เนื้อในของมันคือคณิตศาสตร์พื้นฐาน ที่ใช้การขาดดุลทางการค้าของสหรัฐฯ ในสินค้ากับประเทศใดประเทศหนึ่ง หารด้วยสินค้าทั้งหมดที่นำเข้าจากประเทศนั้น จากนั้นก็นำตัวเลขที่ได้มาหารสอง
สูตรคำนวณดังกล่าวยังคำนึงถึงว่าภาษีศุลกากรขึ้นอยู่กับราคามากเพียงใด และภาษีศุลกากรเหล่านี้จะได้รับผลกระทบจากราคาเหล่านี้มากเพียงใด อย่างไรก็ตาม ค่าชุดที่ทำเนียบขาวใช้หักล้างกัน
การขาดดุลการค้าเกิดขึ้นเมื่อประเทศต่าง ๆ ซื้อ (นำเข้า) ผลิตภัณฑ์จากประเทศอื่น มากกว่าที่ขาย (ส่งออก) ออกไปสู่ประเทศนั้น
ยกตัวอย่าง สหรัฐฯ ซื้อสินค้าจากจีนมากกว่าที่ขายให้กับจีน ทำให้ขาดดุลสินค้า 2.95 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมูลค่าสินค้าทั้งหมดที่พวกเขาซื้อจากจีนอยู่ที่ 4.4 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ
เมื่อหาร 295 ด้วย 440 คุณจะได้ตัวเลข 67% และเมื่อคุณนำตัวเลขนั้นมาหารสองต่อแล้วปัดเศษ ก็จะพบว่าตรงกับที่สหรัฐฯ กำหนดภาษีนำเข้าจากจีนอยู่ที่ 34%
เช่นเดียวกันเมื่อใช้กับสหภาพยุโรป (EU) สูตรคำนวณของทำเนียบขาว ได้ผลลัพธ์เป็นการกำหนดอัตราภาษีนำเข้า 20%

การกำหนดภาษีนำเข้าของทรัมป์ ถือเป็นการ "ตอบโต้" หรือไม่ ?
นักวิจารณ์หลายคนชี้ให้เห็นว่า อัตราภาษีนำเข้าใหม่นี้ไม่ใช่การตอบโต้
หากเป็นการตอบโต้กลับ นั่นหมายถึงมันจะต้องอยู่บนพื้นฐานว่า ประเทศต่าง ๆ เก็บภาษีกับสหรัฐฯ อย่างไรอยู่ในปัจจุบัน รวมถึงมาตรการกีดกัดทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (เช่น กฎระเบียบต่าง ๆ ที่ทำให้ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น)
แต่เอกสารระเบียบวิธีอย่างเป็นทางการของทำเนียบขาว ระบุอย่างชัดเจนว่าพวกเขาไม่ได้คำนวณอัตราภาษีนี้สำหรับทุกประเทศที่พวกเขาเรียกเก็บภาษี
อัตราภาษีดังกล่าวกลับถูกคำนวณบนพื้นฐานที่จะขจัดการขาดดุลการค้าสินค้าของสหรัฐฯ กับแต่ละประเทศแทน
ทรัมป์ได้แหกสูตรคำนวณในการกำหนดอัตราภาษีนำเข้า กับประเทศที่นำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ มากกว่าที่พวกเขาส่งออกให้สหรัฐฯ ด้วย
ตัวอย่างเช่น ปัจจุบันสหรัฐฯ ไม่ได้ขาดดุลการค้าสินค้ากับสหราชอาณาจักร ทว่า สหราชอาณาจักรกลับยังถูกกำหนดอัตราภาษีนำเข้า 10%
จึงทำให้โดยรวมแล้วมีกว่า 100 ประเทศที่ต้องอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ทางภาษีใหม่นี้
'ผลกระทบที่กว้างขวางมากขึ้น'
ทรัมป์เชื่อว่าสหรัฐฯ กำลังได้รับข้อตกลงที่ไม่ดีในการค้าโลก เขามองว่าประเทศอื่น ๆ แห่กันมาขายสินค้าราคาถูกในตลาดสหรัฐฯ ซึ่งส่งผลเสียต่อบริษัทต่าง ๆ พร้อมทั้งส่งผลกระทบต่อการจ้างงาน ในสหรัฐฯ ด้วย ในขณะเดียวกัน ประเทศต่าง ๆ เหล่านี้กลับสร้างอุปสรรคที่ทำให้สินค้าต่าง ๆ ของสหรัฐฯ แข่งขันในต่างประเทศได้น้อยลง
ดังนั้น จากการใช้มาตรการภาษีนำเข้าในการขจัดการขาดดุลทางการค้า ทรัมป์หวังที่จะฟื้นฟูอุตสาหกรรมการผลิตในสหรัฐฯ และปกป้องตำแหน่งงานในประเทศได้

ที่มาของภาพ, Reuters
แต่มาตรการภาษีนำเข้าแบบใหม่นี้ จะนำมาซึ่งผลลัพธ์ตามความปรารถนาได้หรือไม่
บีบีซี เวริฟาย ได้พูดคุยกับนักเศรษฐศาสตร์หลายคน ซึ่งส่วนมากมองว่า แม้มาตรการทางภาษีศุลกากรนี้อาจลดการขาดดุลสินค้าระหว่างสหรัฐฯ และประเทศต่าง ๆ ได้ แต่มันจะไม่ลดการขาดดุลโดยรวมระหว่างสหรัฐฯ และส่วนอื่น ๆ ของโลก
"ใช่ มันจะลดการขาดดุลการค้าทวิภาคีระหว่างสหรัฐกับประเทศเหล่านี้ แต่แน่นอนว่าจะมีผลกระทบในวงกว้างอีกมากมายที่ไม่ได้รวมอยู่ในคำนวณนี้" ศาสตราจารย์ โจนาธาน พอร์เตส จากมหาวิทยาลัยคิงส์ คอลเลจ ลอนดอน (King's College, London) ระบุ
นั่นเป็นเพราะว่าการขาดดุลโดยรวมของสหรัฐฯ ที่มีอยู่ ไม่ได้ถูกขับเคลื่อนด้วยอุปสรรคทางการค้าเพียงอย่างเดียว แต่มาจากการขับเคลื่อนในเศรษฐกิจของสหรัฐฯ เองด้วย
ประการหนึ่ง คือ ชาวอเมริกันใช้จ่ายและลงทุนมากกว่าที่พวกเขาหาเงินได้ และช่องว่างนี้มีความหมายว่าสหรัฐฯ ซื้อสิ่งต่าง ๆ จากโลกมากกว่าที่ขายออกไป ดังนั้นหากสถานการณ์ยังเป็นอย่างนี้ สหรัฐฯ อาจยังคงขาดดุลต่อไปได้ แม้ว่าจะขึ้นภาษีนำเข้ากับประเทศคู่ค้าทั่วโลกแล้ว
นอกจากนี้ การขาดดุลทางการค้าบางส่วนอาจเกิดขึ้นได้ด้วยเหตุผลที่ชอบธรรมหลายประการ ซึ่งไม่ได้ขึ้นอยู่กับอัตราภาษีศุลกากรเท่านั้น ตัวอย่างเช่น การซื้ออาหารที่หาง่ายและมีราคาถูกกว่า จากประเทศอื่น
ขณะที่ โทมัส แซมป์สัน จากวิทยาลัยเศรษฐศาสตร์แห่งลอนดอน (London School of Economics) ระบุว่า "สูตรคำนวณนี้ได้รับการออกแบบทางวิศวกรรมแบบย้อนกลับ เพื่อหาเหตุผลในการนำมาเรียกเก็บภาษีนำเข้ากับประเทศต่าง ๆ ที่สหรัฐฯ ขาดดุลการค้าด้วย มันไม่มีเหตุผลทางเศรษฐศาสตร์ในการทำเช่นนี้เลย และมันจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกอย่างมาก"











