“ไม่ได้คิดแยกประเทศ” เสียงจากศูนย์การเรียนรู้มิตตาเย๊ะฯ หลังถูกสั่งปิดจากกระแสต้านร้องเพลงชาติเมียนมา

ที่มาของภาพ, CJ/BBC BURMESE
ภาพเด็กนักเรียนชาวเมียนมา สวมเครื่องแบบเสื้อสีฟ้า กางเกงขาวยาว ยืนเข้าแถวตอนเช้า และขับร้องเพลงชาติเมียนมา ณ ศูนย์การเรียนรู้มิตตาเย๊ะ บางกุ้ง ต.บางกุ้ง อ.สุราษฎร์ธานี ทำให้เกิดการร้องเรียนไปยังกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) จนเกิดคำสั่งปิดศูนย์ฯ ดังกล่าวในเวลาต่อมา ด้วยข้อกังวลเรื่องความมั่นคง ส่งผลให้บุตรหลานแรงงานข้ามชาตินับพันคนต้องหยุดเรียนกะทันหันจนถึงตอนนี้
นายอดิศร เกิดมงคล ผู้ประสานงานเครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีไทยด้วยว่า ปัญหาปิดศูนย์การเรียนรู้เด็กข้ามชาติในไทยเป็นปัญหาเรื้อรังในไทยมานานกว่าสิบปี แม้เด็กข้ามชาติและไร้สัญชาติมีสิทธิเข้ารับการศึกษาตามกฎหมายของไทยก็ตาม
บีบีซีไทยจึงพูดคุยกับ นางพิว ผู้เป็นภรรยาของนาย ซอว์ คาย เมียว ครูใหญ่ประจำศูนย์การเรียนรู้มิตตาเย๊ะ เพื่อทำความรู้จักกับพวกเขา และตอบข้อสงสัยต่าง ๆ ว่ากิจกรรมร้องเพลงชาติเมียนมาที่ปรากฎในคลิปวิดีโอดังกล่าวนั้นมีที่มาที่ไปเช่นไร และเหตุใดการสั่งปิดศูนย์การเรียนรู้ดังกล่าวจึงเป็นเรื่องใหญ่ระดับชาติ
ก่อนจะมาเป็น ศูนย์การเรียนรู้มิตตาเย๊ะ
จุดเริ่มต้นของศูนย์การเรียนรู้แห่งนี้อยู่ที่สวนปาล์มหลังห้องเช่าภายใน อ.เมืองสุราษฎร์ธานี จ.สุราษฎร์ธานี มีเด็ก ๆ ลูกแรงงานชาวเมียนมาประมาณ 17 คนที่ถูกฝากให้เรียนหนังสือกับนาย ซอว์ คาย เมียว วัย 45 ปี จาก จ.ทวาย ประเทศเมียนมา ที่เข้ามาทำงานร้านอาหารในประเทศไทย แต่ด้วยประวัติจบปริญญาตรีที่ทวายและเคยเป็นครูอยู่ที่บ้านเกิดระยะหนึ่งก่อนย้ายมาทำงานในไทย เขาจึงได้รับความไว้วางใจจากผู้ปกครองให้ดูแลบุตรหลานของพวกเขา
นางพิว ผู้เป็นภรรยา และพูดภาษาไทยคล่องแคล่วกว่าสามี ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีไทยว่า นายซอว์ คาย เมียว หรือที่ทุกคนเรียนกันว่า “ครูใหญ่” ได้รับการไหว้วานจากผู้ปกครองชาวเมียนมาที่ทำงานอยู่ใน จ.สุราษฎร์ธานี ว่าสามารถดูแลและสอนหนังสือให้กับเด็ก ๆ ระหว่างที่พวกเขาออกไปทำงานได้หรือไม่ เนื่องจากบางคนไม่ต้องการปล่อยให้เด็กอยู่ที่บ้านพักตามลำพัง และต้องการให้เด็กได้เรียนหนังสือในช่วงเวลาว่าง ประกอบกับในช่วงที่เปิดการเรียนการสอนช่วงแรกเมื่อปี 2565 ยังมีการระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งประเทศเมียนมายังปิดชายแดน เด็ก ๆ ที่ติดตามพ่อแม่มาประเทศไทยจึงไม่สามารถเดินทางกลับประเทศได้ และเมื่อสถานการณ์โรคระบาดคลี่คลายลง ประเทศเมียนมาก็เผชิญกับการสู้รบระหว่างกลุ่ม ๆ ต่างอันเป็นผลจากการรัฐประหารในประเทศเมื่อปี 2564 ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
ต่อมามีนักเรียนชาวเมียนมาถูกฝากฝังมาเรียนกับครูใหญ่มากขึ้นจาก 17 คน เพิ่มเป็น 170 คน ผู้ปกครองจึงต้องการหาที่ทางที่ดีกว่าสวนปาล์มซึ่งเป็นดินชื้นแฉะในหน้าฝน เต็มไปด้วยยุง และสัตว์มีพิษ จนได้มาเจอทำเลที่ดีซึ่งเคยเป็นโรงเรียนเอกชนเก่าชื่อว่า “วิทยาลัยเทคโนโลยีบางกุ้ง” มาก่อน แต่ยุติกิจการลงเมื่อปี 2562
“ก็ไปขอเช่าที่เขา ตอนแรกเจ้าของเขาก็ลังเลนะ ไม่ใช่ว่าขอแล้วจะให้เลย แต่ก็มีผู้ปกครองพาเด็กไปให้ผู้เช่าดูเพื่อยืนยันว่าจะเปิดเป็นที่สอนหนังสือจริง ๆ ขอร้องเขาว่าให้เช่าเถอะ เด็ก ๆ ไม่มีที่เรียนหนังสือ เจ้าของเขาเห็นเขาก็สงสาร เขาเป็นครูด้วย เขาก็เลยยอมให้เช่า” นางพิวเล่าย้อนเหตุการณ์

ที่มาของภาพ, CJ/BBC BURMESE
ด้วยโครงสร้างสถานที่เช่าซึ่งเป็นโรงเรียนเก่ามาก่อน ทำให้สถานที่นี้กลายเป็นศูนย์เรียนรู้มิตตาเย๊ะ บางกุ้ง ในที่สุด และล่าสุดมีนักเรียนชาวเมียนมาราว 1,100 - 1,200 คน ผู้สอนประมาณ 20-24 คน เป็นทั้งคนไทยและชาวเมียนมา แบ่งเป็นชั้นอนุบาล ประถมศึกษาปีที่ 1 - มัธยมศึกษาปีที่ 4 สำหรับเด็กชั้นอนุบาลจะเน้นสอนตัวหนังสือภาษาอังกฤษง่าย ๆ และมีกิจกรรมให้เด็กเล่น กินนม พร้อมกับพักผ่อนกลางวัน ส่วนเด็กชั้นประถมจะเรียนวิชาภาษาเมียนมา ภาษาไทย อังกฤษ และคณิตศาสตร์ ขณะที่เด็กชั้นมัธยมนั้นเน้นไปทางวิชาชีพ เช่น เย็บปักถักร้อย คอมพิวเตอร์ ควบคู่ไปกับการเรียนภาษาอังกฤษ ทั้งนี้ นักเรียนระดับ ม.3 - ม.4 สามารถไปสอบเทียบวุฒิชั้น ม.3 ของไทยกับกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) หรือเดิมชื่อการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) ได้
“เราก็อยากให้เด็ก ๆ มีความรู้ มีวิชาชีพ จะได้หางานอื่น ๆ ทำได้ ไม่จำเป็นต้องไปทำงานที่ใช้แรงงานหนัก ๆ อย่างเดียว” นางพิว กล่าว
นอกจากนี้ ทางศูนย์การเรียนรู้ฯ ยังเก็บเงินผู้ปกครองคนละ 600 บาทต่อเดือน เพื่อใช้จ่ายค่าเช่าที่ ค่าอาหารกลางวันเด็ก และค่าผู้สอน แต่ไม่ได้บังคับเก็บทุกคน เนื่องจากบางครอบครัวมีฐานะยากจนเกินกว่าที่หาเงินมาจ่ายได้
ร้องเพลงชาติเมียนมา ชนวนเหตุสั่งปิดศูนย์ฯ
ภาพนักเรียนชาวเมียนมาของศูนย์การเรียนรู้มิตตาเย๊ะร้องเพลงชาติเมียนมาระหว่างเข้าแถวช่วงเช้า กลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสื่อสังคมออนไลน์ ชาวไทยบางส่วนแสดงความไม่พอใจ และตั้งคำถามถึงความเหมาะสม
“ถ้าต้องการเรียนภาษาพม่าก็ควรกลับไปพม่า โดยเฉพาะแรงงานที่ไม่ถูกกฎหมายควรส่งกลับประเทศ” ความเห็นใต้คลิปข่าวของเดลีนิวส์ออนไลน์บนยูทิวบ์ (YouTube) ระบุ
“ปิดโรงเรียนให้หมด เจ้าหน้าที่ขายชาติชัดเจน” ส่วนหนึ่งของข้อความที่แสดงความไม่พอใจในเว็บไซต์เดียวกัน “ใครเป็นผู้ว่าสุราษฏร์ฯ ตอบคำถามคนไทยได้ไหมว่าความมั่นคงของชาติ...ยังคงมีอยู่ไหม”
สำนักงานประชาสัมพันธ์ จ.สุราษฎร์ธานี รายงานเมื่อวันที่ 5 ก.ย. ว่า หลังจากมีกรณีการเผยแพร่คลิปวีดิโอช่วงเคารพธงชาติที่มีการร้องเพลงชาติเมียนมาต่อจากการร้องเพลงชาติไทย ปรากฏในโลกออนไลน์ และเป็นประเด็นร้องเรียนไปยังกระทรวงศึกษาธิการ ส่งผลให้ พล.ต.อ. เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และ นายสุเทพ เก่งสันเที๊ยะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ สั่งการด่วนให้ทุกจังหวัดเร่งตรวจสอบในเรื่องดังกล่าว โดยเฉพาะพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีซึ่งเป็นสถานที่ในคลิปดังกล่าว
จากนั้น นายเจษฎา จิตรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี จึงสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการทันที โดยมอบหมายให้ นายสุคนธ์ หนูภักดี รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี พร้อมด้วยส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเดินหน้าสอบสวนเอาผิดผู้เกี่ยวข้องกับศูนย์การเรียนรู้ฯ เนื่องจากกังวลว่าจะกระทบต่อความมั่นคง
นางพิวบอกว่า คลิปดังกล่าวถูกเผยแพร่เมื่อประมาณ 2-3 เดือนก่อนโดยบุคลากรของศูนย์การเรียนรู้ฯ เอง แต่เพิ่งกลายเป็นกระแสตีกลับมายังมิตตาเย๊ะเมื่อไม่นานนี้ โดยที่เธอก็ไม่ทราบว่า ใครเป็นผู้จุดประเด็น
“คลิปดังกล่าวไม่ใช่เหตุการณ์ทั้งหมด ทุก ๆ เช้า เราจะให้เด็ก ๆ เข้าแถวเคารพธงชาติ เริ่มจากร้องเพลงชาติไทย ร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี ต่อด้วยเพลงชาติเมียนมา แล้วก็จบด้วยการสวดมนต์” เธอบอกกับบีบีซีไทย
“ไม่ได้คิดแยกประเทศ หรือต้องการครองประเทศ” เธอยืนยัน “คนไทยอาจมองว่าชาวเมียนมาอยู่ในประเทศไทยเยอะ มาทำงาน แล้วจะอยู่ตลอดไป แต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่เลย หากสถานการณ์ในประเทศดีขึ้น พวกเราก็กลับแล้ว เราไม่ได้ต้องการอยู่ตลอดไป อย่างเด็ก ๆ ที่เรียนหนังสือ เขาก็ไม่ได้ตั้งใจจะอยู่ที่ไทย แต่ตอนนี้สถานการณ์ที่เมียนมาเป็นอย่างไรทุกคนก็รู้ดีว่ามันไม่มีความปลอดภัย เด็ก ๆ ก็ยังกลับไปไม่ได้”
ทางการไทยแจงสั่งปิดศูนย์มาแล้ว 10 ครั้ง

ที่มาของภาพ, สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสุราษฎร์ธานี
ด้านนายโชคดี ศรัทธากาล ศึกษาธิการจังหวัดสุราษฎร์ธานี แถลงข่าวเมื่อวันที่ 5 ก.ย. ที่ผ่านมาว่า คณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด มีมติไม่อนุญาตให้จัดตั้งเนื่องจากขาดคุณสมบัติหลายข้อ และได้สั่งให้ยุติการสอนภาษาพม่าไป แต่ศูนย์การเรียนรู้มิตตาเย๊ะฯ ก็ยังคงลักลอบเปิดสอนมาอย่างต่อเนื่อง และพบว่ากลับมาเปิดใหม่นับ 10 ครั้ง แม้มีคำสั่งให้ปิดศูนย์ฯ ไปแล้วก็ตาม ขณะที่นางพิวยืนยันว่าไม่เคยมีคำสั่งปิดศูนย์นับ 10 ครั้ง ตามที่ศึกษาธิการ จ.สุราษฎร์ธานี ระบุ
ในครั้งล่าสุดนี้ ทางสำนักงานศึกษาธิการ จ.สุราษฎร์ธานี จึงร้องทุกข์กล่าวโทษดำเนินคดีต่อผู้จัดตั้งศูนย์การเรียนมิตตาเย๊ะฯ กรณีจัดตั้งโรงเรียนในระบบโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ตาม พ.ร.บ. โรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2550 พร้อมทั้งบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตรวจสอบศูนย์การเรียนดังกล่าวตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดต่อไป
นายอดิศร เกิดมงคล ผู้ประสานงานเครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ บอกกับบีบีซีไทยว่า จริง ๆ แล้ว ทางศูนย์การเรียนรู้มิตตาเย๊ะได้ยื่นขออนุญาตจัดตั้งมาแล้ว 2 ครั้ง แต่ในครั้งแรกติดปัญหาเรื่องบัตรประจำตัวของผู้ก่อตั้งหมดอายุ ส่วนรอบที่ 2 ติดปัญหาเรื่องหลักสูตร
“อย่างเมื่อวานท่านผู้ช่วยรัฐมนตรี ศธ. บอกว่าไม่ผ่านเรื่องวิชาประวัติศาสตร์ ทางกระทรวงเขาคงอยากให้ใช้วิชาประวัติศาสตร์แบบกระทรวงศึกษาฯ ซึ่งมันก็ไม่เหมาะกับการจัดการศึกษาในพื้นที่เท่าไรนัก เพราะว่าอยู่ ๆ จะมาบอกให้ไทยรบกับพม่าตลอดเวลา เด็กก็คงไม่เข้าใจ” นายอดิศร กล่าว และบอกว่า พบปัญหาความสับสนระหว่างหน่วยงานที่รับขออนุญาตจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้ฯ ด้วย
“แต่เดิมหน่วยงานที่ต้องรับจด [จัดตั้งศูนย์ฯ] จะเป็นสำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐาน แต่ตัวหลักสูตรไม่สอดคล้องกัน จึงจะหันไปจดทะเบียนกับ สกร. (ศกน. เดิม) แต่มันยังไม่มีตัวประกาศหรือกฎหมายออกมารองรับ เขาเลยยังไม่รับจด มันก็เลยอยู่ระหว่างโยนกันไปกันมา ก็เลยยังจดไม่ได้ ”
ผู้ประสานงานเครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ ชี้ให้เห็นว่านี่สะท้อนให้เห็นว่าทางผู้ก่อตั้งพยายามทำให้ถูกต้องตามกฎหมายมาโดยตลอด แต่ติดขัดในอุปสรรคด้านต่าง ๆ จากกระบวนการที่เกี่ยวข้อง และข้อเท็จจริงคือศูนย์การเรียนรู้มิตตาเย๊ะฯ ไม่ได้ลักลอบเปิดแต่อย่างใด ตรงกันข้าม ศูนย์การเรียนรู้แห่งนี้ตั้งอยู่ใจกลางชุมชน และอยู่ในสายตาของชาวบ้านในพื้นที่มาโดยตลอด
ปฏิกิริยาของฝ่ายต่าง ๆ ต่อคำสั่งปิดศูนย์การเรียนรู้
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 8 ก.ย. ว่าจากกรณีที่สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดสุราษฎร์ธานีประกาศปิดศูนย์การเรียนมิตตาเย๊ะ บางกุ้ง นั้น ทาง กสม. “มีความห่วงใยเป็นอย่างยิ่งต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งอาจขยายตัวและส่งผลกระทบไปยังศูนย์การเรียนรู้เด็กข้ามชาติในพื้นที่อื่นทั่วประเทศ ซึ่งรองรับเด็กลูกหลานแรงงานข้ามชาติจำนวนหลายหมื่นคน”
นอกจากนี้การดำเนินการดังกล่าวยังขัดต่ออนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (CRC) ที่กำหนดให้การดำเนินการใด ๆ รัฐต้องคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็ก สิทธิที่จะได้รับการพัฒนาและโอกาสทางการศึกษา อีกทั้งยังส่งผลต่อท่าทีของรัฐบาลที่เห็นชอบให้ถอนข้อสงวน ข้อ 22 ของอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก เมื่อวันที่ 9 ก.ค. 2567 และอาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทยในเวทีระหว่างประเทศ
“ทั้งนี้ กสม. ขอให้กระทรวงศึกษาธิการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทบทวนการปิดศูนย์การเรียนรู้เด็กข้ามชาติแบบเหมารวม และเร่งดำเนินการจดแจ้งลงทะเบียนศูนย์การเรียนรู้เด็กข้ามชาติทั่วประเทศ พร้อมรายละเอียดเด็กที่อยู่ในความดูแล ตามแนวทางที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2 ดำเนินการขึ้นทะเบียนจดแจ้งศูนย์การเรียนรู้กับศูนย์ประสานงานการจัดการศึกษาเด็กต่างด้าว จำนวน 63 แห่ง ประมาณ 18,000 คน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประสานงานเกี่ยวข้องกับการศึกษาของเด็ก การคุ้มครองเด็ก สุขภาพ และอื่น ๆ ที่เป็นประโยชน์สำหรับเด็ก”
ด้านเครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ ออกแถลงการณ์ เมื่อวันที่ 7 ก.ย. ด้วยว่าคำสั่งปิดศูนย์การเรียนรู้ฯ ไม่สอดคล้องกับพันธกรณีระหว่างประเทศที่ไทยได้ให้การรับรองไว้ในหลายวาระ พร้อมกับเสนอให้ระงับการปิดศูนย์ฯ ไม่ดำเนินคดีตามกฎหมายโรงเรียนเอกชน และให้หน่วยงานต่าง ๆ ร่วมหาทางออกร่วมกันเพื่อให้การจดทะเบียนศูนย์การเรียนรู้เช่นนี้มีความเป็นไปได้ และสอดคล้องกับบริบทในปัจจุบัน
ลูกของแรงงานข้ามชาติมีสิทธิเรียนหนังสือในไทยหรือไม่ ?
ข้อมูลจากเครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ ระบุว่า ประเทศไทยรับรองสิทธิทางการศึกษาให้กับเด็กข้ามชาติและเด็กที่ไม่มีสัญชาติไทย ซึ่งเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อปี 2548 จากนั้นในปี 2561 กระทรวงศึกษาธิการออกประกาศยกเลิกข้อกำหนดที่ระบุว่า เด็กที่เข้ารับการศึกษาต้องมีเอกสารประจำตัว มีเลขประจำตัว 13 หลัก เพื่อขจัดอุปสรรคที่ขัดขวางการเข้าเรียนของเด็กข้ามชาติและเด็กที่ไร้สัญชาติ นอกจากนี้ในรัฐธรรมนูญยังระบุว่ารัฐต้องดำเนินการให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษาเป็นระยะเวลา 12 ปี ตั้งแต่ก่อนวัยเรียนจนจบการศึกษาภาคบังคับอย่างมีคุณภาพและไม่เก็บค่าใช้จ่าย
ด้วยเหตุนี้ “ไม่ว่าจะเป็นเด็กข้ามชาติหรือไร้สัญชาติ ก็เข้าเรียนในไทยได้” นายอดิศร กล่าว และบอกว่าในความเป็นจริงแล้ว ยังมีปัญหาด้านการปฏิบัติอยู่
“จากงานวิจัยของยูนิเซฟ พบว่ามีเด็กเข้าสู่ระบบการเรียนปกติต่ำกว่า 48% ในเมื่อที่เหลือไม่ได้เข้าไปอยู่ในระบบ ชุมชนจึงจัดการเรียนการสอนตามความสามารถของพวกเขาขึ้นมาเอง” เขาบอก และกล่าวต่อว่า เมื่อศูนย์การเรียนรู้ที่จัดตั้งขึ้นโดยชุมชนพยายามขอจดทะเบียนให้ถูกต้องตามเงื่อนไขกฎกระทรวงศึกษาธิการ ก็ติดขัดกับเงื่อนไขต่าง ๆ ตั้งแต่คุณสมบัติผู้ก่อตั้งที่ระบุว่าต้องเป็นผู้มีสัญชาติไทย ไปจนถึงรูปแบบหลักสูตรของ ศธ. ที่มีกฎเกณฑ์ไม่สอดคล้องกับบริบทกับศูนย์การเรียนรู้ของเด็กข้ามชาติ ส่งผลให้มีศูนย์การเรียนรู้ของชุมชนจำนวนน้อยมากที่สามารถจดทะเบียนได้อย่างถูกต้อง
นอกจากนี้ยังพบว่าเด็กข้ามชาติส่วนมากไม่มีพื้นฐานภาษาไทย ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะส่งเด็กทุกคนเข้าเรียนในระบบการศึกษาไทยซึ่งสอนภาษาไทยเป็นหลักได้ ศูนย์การเรียนรู้ในชุมชนแรงงานข้ามชาติจึงเป็นสถานที่แรก ๆ ที่ช่วยสอนพื้นฐานภาษาไทยให้กับเด็กเหล่านี้ เพื่อส่งต่อเข้ายังสถานศึกษาที่มีความพร้อมรองรับเด็กเหล่านี้ต่อไป
“ถ้าหากกระทรวงศึกษาธิการและฝ่ายนโยบายมีความเข้าใจความซับซ้อนและบริบทเหล่านี้ เรื่องนี้ก็ยังมีทางออก” เขาระบุ

ที่มาของภาพ, สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดสุราษฎร์ธานี
เด็กได้รับผลกระทบมากที่สุด หลังศูนย์ฯ ถูกปิด
นางพิวบอกว่า สามีของเธอซึ่งเป็นครูใหญ่ของศูนย์การเรียนรู้มิตตาเย๊ะ บางกุ้ง กังวลเกี่ยวกับเด็กนักเรียนที่ต้องหยุดเรียนกระทันหันและยังไม่รู้ว่าจะเข้าศึกษาต่อที่ใดในตอนนี้
“กลัวว่าเด็ก ๆ จะกลับไปเกเร ไปติดเกม ติดมือถือ” เธอบอก “ถ้าหากพวกเขาได้เรียน เขาจะได้ไปอยู่ในสังคมที่ดี”
นอกจากนี้ นางพิวบอกด้วยว่าผู้ปกครองจำนวนหนึ่งอาจต้องลาออกจากงาน เนื่องจากไม่มีศูนย์การเรียนรู้ฯ คอยดูแลบุตรหลานพวกเขาอีกต่อไปแล้ว เพราะรายได้เพียงวันละ 300 บาท ไม่เพียงพอสำหรับจ้างพี่เลี้ยงวันละ 150 บาทได้ ทำให้เด็กและเยาวชนจำนวนมากต้องอยู่ในบ้านเช่าตามลำพัง สุ่มเสี่ยงว่าจะไม่มีความปลอดภัย ไม่เป็นผลดีต่อสวัสดิภาพเด็กเล็กและเด็กผู้หญิงเท่าไรนัก
นายอดิศรยังชี้ให้เห็นว่า เมื่อไม่มีสถานรับดูแลเด็กข้ามชาติในช่วงเวลากลางวัน อาจทำให้เด็กต้องติดตามพ่อแม่หรือผู้ปกครองออกไปทำงานด้วย และเสี่ยงจะทำให้เกิดการใช้แรงงานเด็กขึ้นในภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ ของไทย ซึ่งเคยเป็นประเด็นใหญ่ที่นานาชาติจับตามองและเตือนไทยมาโดยตลอด โดยเฉพาะในภาคการประมง เกษตร และธุรกิจภาคการบริการ
“ทุกอย่างมีผลกระทบเป็นลูกโซ่ การปิดศูนย์เรียนรู้ฯ อาจทำให้เด็กไม่เหลือทางเลือก และต้องทำงานก่อนวัยอันควร” ผู้ประสานงานเครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติเตือนให้เห็นถึงปัญหาที่ใหญ่กว่า
ด้านนายโชคดี ศึกษาธิการจังหวัดสุราษฎร์ธานี ให้สัมภาษณ์กับมติชน ล่าสุดวันนี้ (9 ก.ย.) ว่า สถานศึกษาในพื้นที่สุราษฎร์ธานี ทั้งสังกัดภาครัฐ เอกชน และปกครองส่วนท้องถิ่น ที่มี 928 แห่ง ครอบคลุมทั้งจังหวัด มีศักยภาพในการรองรับเด็ก ๆ เหล่านั้นให้เข้าสู่ระบบการศึกษาของไทย แต่ที่ผ่านมาศูนย์การเรียนรู้มิตตาเย๊ะไม่ให้ความร่วมมือเข้าระบบการศึกษาไทย โดยอ้างว่าต้องการให้เด็กเมียนมาสอนตามหลักสูตรของเมียนมาด้วย จึงทำให้ไม่สามารถแก้ไขได้
“การแก้ไขปัญหาที่ผ่านมาของศึกษาธิการ จ.สุราษฎร์ธานี เรามุ่งเน้นในเรื่องอนุสัญญาสิทธิเด็กอย่างเคร่งครัด” นายโชคดี กล่าวกับมติชน











