สำรวจโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่าน ที่ใดบ้างที่ถูกอิสราเอลโจมตี ?

ที่มาของภาพ, Maxar Technologies/Reuters
บีบีซี แผนกภาษาเปอร์เซีย
กองทัพอิสราเอลระบุว่า ได้โจมตีโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่านเมื่อวันศุกร์ (13 มิ.ย.) คลิปวิดีโอที่ได้รับการยืนยันจากบีบีซี แสดงให้เห็นสภาพของพื้นที่บริเวณ 5 แห่งหลังการโจมตีครั้งนั้น
โดยส่วนใหญ่อยู่ที่บริเวณกรุงเตหะราน เมืองหลวงของอิหร่าน ซึ่งภาพบางส่วนแสดงให้เห็นความเสียหายของพื้นที่ที่ดูเหมือนว่าเป็นอาคารที่พักอาศัย
อีกสถานที่สำคัญคือที่เมืองนาตันซ์ ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองหลวงไปทางทิศใต้ประมาณ 225 กิโลเมตร ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงงานเสริมสมรรถนะยูเรเนียม
ตามรายงานของสื่ออิหร่าน โรงงานนาตันซ์และอารักเป็นหนึ่งในเป้าหมายของการโจมตีครั้งนี้
ทั้งนี้ อิหร่านยืนกรานว่า โครงการนิวเคลียร์ของตนมีวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์ของพลเรือนเท่านั้น
แต่หลายประเทศ รวมทั้งหน่วยงานกำกับดูแลนิวเคลียร์ระดับโลกอย่างสำนักงานพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (International Atomic Energy Agency - IAEA) ไม่เชื่อมั่นในคำกล่าวนี้
บทความนี้จะพาสำรวจศูนย์นิวเคลียร์แหล่งสำคัญที่สุดจำนวนหนึ่งในประเทศอิหร่าน

โรงงานเสริมสมรรถนะนิวเคลียร์นาตันซ์
โรงงานเสริมสมรรถนะเชื้อเพลิงนาตันซ์ (Fuel enrichment plant - FEP) เป็นโรงงานเสริมสมรรถนะยูเรเนียมที่ใหญ่ที่สุดของอิหร่าน
เอฟี่ ดัฟเฟอริน โฆษกกองทัพอิสราเอล กล่าวเมื่อวันที่ 13 มิ.ย. 2025 ว่า อิสราเอลสร้าง "ความเสียหายอย่างใหญ่หลวง" ต่อโรงงานดังกล่าว
สำนักงานพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (International Atomic Energy Agency - IAEA) ยืนยันว่า โรงงานเสริมสมรรถนะนิวเคลียร์นาทันซ์ตกเป็นเป้าหมายการโจมตีของอิสราเอลหลายครั้ง
โรงงานดังกล่าวประกอบด้วย 2 ส่วน ได้แก่ โรงงานเสริมสมรรถนะเชื้อเพลิงนำร่อง (Pilot Fuel Enrichment Facility - PFEP) และโรงงานเสริมสมรรถนะเชื้อเพลิงหลัก (Main Fuel Enrichment Facility - FEP) ซึ่งอยู่บริเวณใต้ดินเพื่อเป็นการป้องกันการโจมตีทางอากาศ
โรงงานแห่งนี้เริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือน ก.พ. 2007 ซึ่งเป็นการขัดต่อมติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UN) ที่เรียกร้องให้อิหร่านหยุดการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม
โรงงานนี้ประกอบไปด้วยอาคารใต้ดินขนาดใหญ่ 3 แห่ง ซึ่งสามารถรองรับเครื่องปั่นเหวี่ยงแยกตะกอน (Centrifuge)ได้มากถึง 50,000 เครื่อง ก๊าซยูเรเนียมเฮกซะฟลูออไรด์จะถูกป้อนเข้าไปในเครื่องปั่นเหวี่ยงแยกตะกอนเหล่านี้ ซึ่งจะแยกไอโซโทปยูเรเนียมที่แตกตัวได้มากที่สุดอย่าง ยูเรเนียม-235 ออกไป
โครงการ FEP ผลิตยูเรเนียมเสริมสมรรถนะต่ำ ซึ่งมีความเข้มข้น 3-4% ของยูเรเนียม-235 ดังกล่าวสามารถใช้ผลิตเชื้อเพลิงสำหรับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ได้ แต่ก็สามารถเสริมสมรรถนะได้ถึง 90% ซึ่งเป็นระดับที่จำเป็นต่อการผลิตอาวุธนิวเคลียร์ อีกด้วย
ภายใต้ข้อตกลงนิวเคลียร์เดือน ก.ค. 2015 (JCPOA) อิหร่านตกลงที่จะติดตั้งเครื่องปั่นเหวี่ยงแยกตะกอนที่เก่าแก่และมีประสิทธิภาพน้อยที่สุดไม่เกิน 5,060 เครื่อง ที่โรงงานนาตันซ์เป็นเวลา 10 ปี และกิจกรรมการวิจัยและพัฒนาการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมจะเกิดขึ้นที่เมืองนาตันซ์เท่านั้น และจำกัดไว้เป็นเวลา 8 ปี
แต่หลังจากที่สหรัฐฯ ถอนตัวจากข้อตกลงภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ในปี 2018 อิหร่านก็เริ่มเสริมสมรรถนะในระดับที่สูงขึ้น จนในที่สุดก็ไปถึง 60% โดยเกณฑ์สำหรับการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมสำหรับอาวุธนิวเคลียร์คือ 90%

ที่มาของภาพ, Reuters
โรงงานเสริมสมรรถนะฟอร์โดว์
โรงงานเสริมสมรรถนะยูเรเนียมใต้ดินแห่งนี้ตั้งอยู่ใกล้เมืองกอม ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงเตหะรานไปทางใต้ประมาณ 160 กิโลเมตร และมีการป้องกันอย่างเข้มงวด
โครงสร้างลับซึ่งสร้างไว้ลึกลงไปในภูเขาถูกเปิดเผยในปี 2009 ทำให้นานาชาติเกิดความกังวลเกี่ยวกับความทะเยอทะยานด้านนิวเคลียร์ของอิหร่าน
โรงงานฟอร์โดว์ได้รับการออกแบบให้รองรับเครื่องปั่นเหวี่ยงแยกตะกอนประมาณ 3,000 เครื่อง และพื้นที่ส่วนใหญ่ก็ทนทานต่อการโจมตีทางอากาศ
หลังจากที่อิหร่านลงนามใน JCPOA ประเทศก็ตกลงที่จะเปลี่ยนโรงงานฟอร์โดว์ให้เป็นศูนย์วิจัยและระงับกิจกรรมเสริมสมรรถนะยูเรเนียมเป็นเวลา 15 ปี แต่หลังจากที่สหรัฐฯ ถอนตัวจากข้อตกลงดังกล่าว อิหร่านก็กลับมาดำเนินกิจกรรมเสริมสมรรถนะยูเรเนียมที่โรงงานนี้อีกครั้ง โดยเพิ่มสมรรถนะเป็น 20% ในปี 2021
ในเดือน พ.ย. 2022 อิหร่านได้เพิ่มระดับการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมที่โรงงานฟอร์โดว์เป็น 60% และประกาศความตั้งใจที่จะเพิ่มขีดความสามารถในการเสริมสมรรถนะอย่างมีนัยสำคัญ
โรงงานแห่งนี้อยู่ภายใต้การตรวจสอบของ IAEA และสำนักงานก็พบว่า โรงงานนี้ได้มีการเพิ่มขีดความสามารถในการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมแล้ว
โรงไฟฟ้านิวเคลียร์แบบใช้น้ำมวลหนักคานดับ (อารัก)
โรงไฟฟ้านิวเคลียร์คานดับ ซึ่งเดิมเป็นที่รู้จักในชื่อ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์แบบใช้น้ำมวลหนักอารัก เป็นโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่าน ตั้งอยู่ใกล้เมืองคานดับ ในจังหวัดมาร์คาซี
โรงงานแห่งนี้ที่ได้รับการออกแบบให้เป็นเครื่องปฏิกรณ์เพื่อการวิจัย แต่มันได้กลายมาเป็นชนวนที่ทำให้นานาชาติวิตกเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน เนื่องจากโรงงานแห่งนี้สามารถผลิตพลูโตเนียมได้ ซึ่งสามารถนำไปใช้ทำอาวุธนิวเคลียร์
ทั้งนี้ ภายใต้การลงนาม JCPOA อิหร่านได้หยุดการก่อสร้างเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์แห่งนี้ และได้รื้อแกนกลางออก และเทคอนกรีตลงไปเพื่อให้ไม่สามารถใช้งานได้ โดยเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์จะถูกออกแบบใหม่เพื่อลดการผลิตพลูโตเนียมให้เหลือน้อยที่สุด และทำให้ไม่สามารถใช้ในการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ได้
อย่างไรก็ตาม อิหร่านได้แจ้งต่อ IAEA ว่ามีประเทศแผนที่จะเปิดใช้งานเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ภายในปี 2026 และอนาคตของโรงงานแห่งนี้ยังคงเป็นประเด็นละเอียดอ่อนเกี่ยวกับเรื่องกิจกรรมนิวเคลียร์ของอิหร่าน

ที่มาของภาพ, Getty Images
ศูนย์เทคโนโลยีนิวเคลียร์อิสฟาฮาน
โรงงานแห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านที่เน้นการแปลงยูเรเนียมเป็นรูปแบบที่จำเป็นสำหรับเชื้อเพลิงในเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์และการเสริมสมรรถนะ
โรงงานแปรรูปอิสฟาฮานผลิต ยูเรเนียมเฮกซะฟลูออไรด์ (UF6) ซึ่งจำเป็นสำหรับการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม ในโรงงานนาตันซ์และฟอร์โดว์
โรงงานแห่งนี้ยังผลิตเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ รวมถึงโรงไฟฟ้าบูเชห์ร ด้วย
ในเดือน ก.พ. 2023 อิหร่านประกาศว่าได้เริ่มก่อสร้าง "เครื่องปฏิกรณ์เพื่อการวิจัยแห่งที่สี่" ที่ศูนย์แห่งนี้แล้ว
แม้ว่าโรงงานแห่งนี้จะอยู่ภายใต้การตรวจสอบของ IAEA แต่ก็มีความกังวลเกี่ยวกับกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการผลิตโลหะยูเรเนียม ซึ่งอาจนำไปใช้ในทางทหารได้
ขอบเขตของกิจกรรมนิวเคลียร์ในอิสฟาฮานสะท้อนถึงเป้าหมายของอิหร่านในการบรรลุวงจรเชื้อเพลิงนิวเคลียร์เต็มรูปแบบ

ที่มาของภาพ, AP
โรงไฟฟ้านิวเคลียร์บูเชห์ร
โรงไฟฟ้านิวเคลียร์บูเชห์ร คือโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งเดียวของอิหร่าน และมันตั้งอยู่บนชายฝั่งอ่าวเปอร์เซียทางใต้ของเมืองบูเชห์ร
การก่อสร้างเริ่มขึ้นในปี 1975 ด้วยความช่วยเหลือจากเยอรมนี และแล้วการก่อสร้างก็ถูกทำให้เสร็จโดยรัสเซียหลังจากเกิดการล่าช้าเป็นเวลานาน โดยโรงไฟฟ้าแห่งนี้เริ่มดำเนินการในปี 2011
โรงไฟฟ้าแห่งนี้ใช้ยูเรเนียมที่จัดหาโดยรัสเซีย เชื้อเพลิงที่ใช้แล้วจะถูกส่งกลับไปยังรัสเซียเพื่อป้องกันไม่ให้ถูกนำไปแปรรูปเป็นวัสดุที่สามารถนำมาใช้ทำอาวุธนิวเคลียร์ได้
แม้ว่าบูเชห์รจะเป็นโรงงานผลิตพลังงานสำหรับพลเรือนและอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของ IAEA อย่างเต็มที่ แต่ก็ยังมีข้อกังวลเกี่ยวกับมาตรฐานความปลอดภัยและความใกล้ชิดของโรงไฟฟ้ากับพื้นที่ที่เสี่ยงต่อแผ่นดินไหว
เครื่องปฏิกรณ์วิจัยนิวเคลียร์เตหะราน
เครื่องปฏิกรณ์เพื่อการวิจัยนิวเคลียร์เตหะราน ถูกสร้างขึ้นในปี 1967 ด้วยการสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกา โดยในช่วงแรก เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์นี้ทำงานโดยใช้ยูเรเนียมเสริมสมรรถนะสูงเพื่อผลิตไอโซโทปทางการแพทย์
แต่ในปี 1987 เครื่องปฏิกรณ์ดังกล่าวก็ได้เปลี่ยนมาใช้ยูเรเนียมเสริมสมรรถนะต่ำเพื่อลดความเสี่ยงในการแพร่กระจายอาวุธนิวเคลียร์
การทำงานของเครื่องปฏิกรณ์ถูกจำกัด เนื่องจากการขาดแคลนเชื้อเพลิง แล้วในปี 2009 อิหร่านก็เริ่มเพิ่มสมรรถนะยูเรเนียมเป็น 20% เพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงในโรงงานแห่งนี้
ในปี 2012 อิหร่านผลิตและบรรจุแท่งเชื้อเพลิงเพื่อนำมาใช้ในเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์นี้ โดยเป็นการผลิตในประเทศครั้งแรก
ศูนย์ทหารปาร์ชิน
เมืองปาร์ชิน ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของกรุงเตหะราน ถูกใช้เป็นฐานทัพลับของกองทัพอิหร่าน
ตามรายงานก่อนหน้านี้ของ IAEA คาดว่า ฐานทัพแห่งนี้อาจเชื่อมโยงกับโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านในมิติด้านการทหาร
แต่อิหร่านปฏิเสธกิจกรรมนิวเคลียร์ใด ๆ ในศูนย์ทหารนี้ และระบุว่า ปาร์ชินมีไว้สำหรับใช้ในทางการทหารเท่านั้น และได้จำกัดการเข้าถึงเพื่อตรวจสอบ
การเยือนของผู้อำนวยการ IAEA ในปี 2015 ไม่ได้ช่วยคลายความกังวลเกี่ยวกับฐานทัพแห่งนี้ลง แต่ยังคงมีคำถามเกี่ยวกับศักยภาพทางการทหาร
โดยในเดือน พ.ค. 2022 เกิดเหตุระเบิดในเมืองปาร์ชิน ส่งผลให้วิศวกรเสียชีวิต 1 ราย และบาดเจ็บอีก 1 ราย












