ยอดต่างชาติและไทยหนีตายหลังทหารเมียนมาปราบแก๊งสแกมเมอร์ "เคเค พาร์ค" พุ่ง 1,049 คน ไทยเร่งประสานประเทศต้นทางรับกลับ

ชาวต่างชาติอพยพเข้าไทย

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

เข้าสู่วันที่ 3 ของสถานการณ์ ณ ชายแดนจังหวัดตาก หลังจากทหารเมียนมาปราบแก๊งสแกมเมอร์ "เคเค พาร์ค (KK Park)" ยังคงพบเห็นชาวต่างชาติจำนวนมากจากไหลทะลักเข้ามายังเขตชายแดนไทย โดยในช่วงเช้าที่ผ่านมา (เวลาประมาณ 7.00 น.) มีรายงานการควบคุมบุคคลชาวต่างชาติและชาวไทย รวม 1,049 ราย

นับตั้งแต่วันที่ 16 ต.ค.ที่ผ่านมา กองทัพเมียนมาเริ่มปฏิบัติการกวาดล้างในพื้นที่ เคเค พาร์ค ซึ่งเป็นพื้นที่ใกล้ชายแดนไทย จนกระทั่งวันที่ 22 ต.ค. ทหารเมียนมาสามารถควบคุมพื้นที่เคเค พาร์คได้สำเร็จ พร้อมกับบุกยึดโซนสำคัญ ส่งผลให้ชาวต่างชาติ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวจีนและอินเดีย ต้องเร่งหลบหนี รวมถึงข้ามฝั่งแม่น้ำเมยมาในบริเวณเขตแดนของไทย

พ.อ.ชนกานต์ แสงศร ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจราชมนู กองกำลังนเรเศวร กล่าวกับบีบีซีไทยว่าจำนวนแรงงานที่เลือกข้ามแดนมายังฝั่งไทยนั้นไม่ใช่แรงงานทั้งหมดจากการทลายแหล่งที่มั่นในเคเค พาร์ค โดยแรงงานบางส่วนอาจเลือกเดินทางไปยังส่วนอื่นของเมียนมา

ขณะที่จารุวัฒน์ จิณห์มรรคา รองประธานมูลนิธิอิมมานูเอล แสดงความกังวลและร้องขอให้หน่วยงานภาครัฐคัดกรองอย่างเข้มงวดเพื่อแยกแรงงานที่ตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ออกจากอาชญากร

ผู้สื่อข่าวพิเศษบีบีซีไทยประจำพื้นที่แม่สอด จ.ตาก ระบุว่าวันที่ 24 ต.ค. พบร่างชาวจีน 2 ร่างลอยไปตามแม่น้ำเมย บริเวณบ้านวังตะเคียน ต.ท่าสายลวด อ.แม่สอด หลังจากก่อนหน้านี้มีรายงานผู้หลบหนีจำนวนมากพยายามข้ามแม่น้ำเมยเพื่อเข้าชายแดนไทยด้วยการอาศัยกล่องโฟมและภาชนะอื่น ๆ ช่วยพยุงตัว

สถานการณ์ฝั่งเมียนมา

เคเค พาร์ค เป็นพื้นที่ที่อยู่ภายใต้อิทธิพลของ สหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNU) ซึ่งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่ต่อต้านรัฐบาลทหารเมียนมา แม้จะอยู่ในเขตควบคุมของ KNU แต่การบริหารจัดการภายในกลับอยู่ภายใต้เครือข่ายของกลุ่มกะเหรี่ยง BGF ที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพันเอกชาวเมียนมา

ด้านสำนักข่าวอิระวดีรายงานอ้างผู้อยู่อาศัยจากหมู่บ้านอินจินเมียงที่อยู่ใกล้เคเค พาร์คให้ข้อมูลว่าได้ยินเสียงระเบิดดังสนั่นในช่วงหัวค่ำของวันนี้ ขณะที่ภายในเคเค พาร์คซึ่งเคยมีไฟสว่างไสวและเสียงเครื่องปั่นไฟดังกลับเงียบสงัด ไฟดับสนิท และยังคงมีแรงงานบางส่วนทยอยหลบหนีออกมา

ขณะที่บีบีซีแผนกภาษาพม่ารายงานว่า ขณะกองทัพเมียนมาบุกศูนย์ฯ กล่าวพบว่ามีแรงงานอยู่ในพื้นที่เคเค พาร์คราว 2,198 ราย ตรงกับเอกสารของรัฐบาลทหารเมียนมาที่ประกาศ ตัวเลขเดียวกัน และชี้แจงรายละเอียดว่า ศูนย์เคเค พาร์คประกอบด้วยสิ่งปลูกสร้างจำนวนมาก ทั้ง อาคารชั้นเดียวกว่า 10 หลัง อาคารสองชั้นกว่า 100 หลัง อาคารสี่ชั้น 20 หลัง อาคารห้าชั้น 2 หลัง และร้านค้า คลังสินค้า และคลินิก

ด้านสื่อเมียวดี แอนด์ แม่สอด มีเดีย (Myawaddy & Mae Sot Media) เผยแพร่รูปภาพจุดที่ระบุว่าเป็น "จุดบัญชาการ" ของเครือข่ายอาชญากรรมเป็นภาพสถานที่ว่างเปล่าและมีข้าวของเครื่องเรือนกระจัดกระจาย เนื้อหาในรายงานดังกล่าวระบุว่า จุดดังกล่าวถูกทิ้งร้าง หลังมีข่าวว่าทหารเมียนมากำลังเตรียมเข้าจับกุมในวันนี้

จนถึงขณะนี้ ยังไม่มีรายงานการจับกุมหรือดำเนินคดีกับสมาชิกเครือข่ายอาชญากรรมแต่อย่างใด

ยอดสะสมผู้หนีข้ามแดนทะลุ 1,049 คน

ข้อมูลล่าสุดจากศูนย์สั่งการชายแดนไทยกับประเทศเพื่อนบ้านด้านเมียนมา จ.ตาก ณ เช้าวันที่ 24 ต.ค. ที่ผ่านมา เวลา 07.00 น. ระบุถึงตัวเลขผู้ที่เดินทางเข้ามายัง อ.แม่สอดสะสมในช่วงสามวันที่ผ่านมาอยู่ที่ 1,049 ราย และคาดว่า อาจมีผู้ที่เข้ามาเพิ่มเติมมาอีก

ในจำนวนดังกล่าวประกอบด้วย เพศชาย 913 คน และเพศหญิง 136 คน

กลุ่มคนที่หลั่งไหลเข้าชายแดนไทยในรอบนี้ยังความหลากหลายทางสัญชาติ โดยมีผู้เดินทางมาจากถึง 26 ประเทศ ซึ่งประกอบไปด้วยกลุ่มสัญชาติหลัก 5 อันดับแรก ได้แก่

1. อินเดีย 399 คน

2. จีน 147 คน

3. เวียดนาม 138 คน

4. เอธิโอเปีย 94 คน

5. ฟิลิปปินส์ 66 คน

นอกจากนี้ ยังมีสัญชาติอื่น ๆ ที่ถูกบันทึกไว้ อาทิ ปากีสถาน (43 คน), ไทย (31 คน), เมียนมา (7 คน), สหรัฐอเมริกา (7 คน), เยเมน (6 คน), และกลุ่มประเทศจากทวีปแอฟริกา เช่น ยูกันดา, เซียร์ราลีโอน, รวันดา, คองโก, เคนยา, ไนจีเรีย, บุรุนดี, กินี, และซิมบับเว

ชาวต่างชาติอพยพเข้าไทย

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

การรับมือของฝ่ายความมั่นคงไทยเป็นอย่างไร

พ.อ.ชนกานต์ แสงศร ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจราชมนู กล่าวกับบีบีซีไทยว่า จากการประเมินสถานการณ์ล่าสุดเมื่อช่วงเช้าวันที่ 24 ต.ค. นั้น "ยังสามารถรับมือได้อยู่"

ทั้งนี้จังหวัดตากได้จัดตั้ง ศูนย์ปฏิบัติการพิเศษส่วนหน้า ขึ้นบริเวณสะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา แห่งที่ 2 เพื่อทำการคัดกรองบุคคลเหล่านี้ การดำเนินการเป็นไปตามกฎหมายและขั้นตอนที่กำหนด โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจและสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ร่วมปฏิบัติการ

แถลงการณ์จากศูนย์สั่งการชายแดนไทยกับประเทศเพื่อนบ้านด้านเมียนมาจังหวัดตาก ระบุรายละเอียดการควบคุมดูแลว่า โดยการจัดแบ่งพื้นที่การควบคุมต่าง ๆ ดังนี้

  • ที่ สภ. แม่สอด จำนวน 2 คน
  • ที่ ร.ฉ.บ. (รักษาราชการแทน) จำนวน 346 คน
  • ผู้ที่อยู่ในบริเวณสำนักงานสะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา แห่งที่ 2 จำนวน 593 คน
  • อยู่ระหว่างการย้ายไปดำเนินที่สำนักงานสะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา จำนวน 254 คน

ระหว่างการควบคุมตัวเจ้าหน้าที่ทหาร, ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองจ.ตาก และ สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จ.ตาก พร้อมทีมสหวิชาชีพ จะดำเนินการคัดกรองบุคคลต่างชาติดังกล่าว ตามกระบวนการศูนย์บูรณาการคัดแยกตามกลไกการส่งต่อระดับชาติ (NRM) แต่หากการตรวจสอบแล้วพบว่า บุคคลต่างชาติไม่ได้เข้าข่ายว่า อาจตกเป็นเหยื่อจากการค้ามนุษย์ เจ้าหน้าที่ตำรวจจะดำเนินคดีตามกฎหมายตรวจคนเข้าเมืองและส่งตัวกลับ

ความท้าทายในการส่งตัวกลับ (REM)

พ.อ.ชนกานต์ ยังกล่าวว่า แม้ว่าในเชิงปฏิบัติการในพื้นที่ชายแดนไทยจะสามารถบริหารจัดการสถานการณ์ได้ แต่ปัญหาเชิงนโยบายและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกำลังเป็นข้อกังวลที่สำคัญ เนื่องจากเมื่อชาวต่างชาติเหล่านี้ผ่านกระบวนการคัดกรองของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) และเข้าสู่กระบวนการส่งตัวกลับ (REM) แล้ว พวกเขาจำเป็นต้องถูกส่งกลับไปยังประเทศต้นทาง

ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจราชมนูแสดงความกังวลต่อประเทศที่ยังไม่ได้ดำเนินการเร็วเท่าที่ควร โดยเฉพาะประเทศแถบแอฟริกา

"วันนี้[สถานเอกอัครราชทูต]อินเดียก็จะมาในส่วนของคนอินเดีย ถ้าทางประเทศต้นทางเขาให้ความสำคัญกับประชากรของเขาก็จะเป็นการดี เพราะว่าหากหมดขั้นตอนของตม. หรือเข้าสู่กระบวนการส่งกลับแล้วยังไงเขาก็ต้องกลับประเทศ"

ทั้งนี้ หากกระบวนการล่าช้าก็จะส่งผลให้บุคคลเหล่านี้อาจจะต้อง "คาอยู่" ภายใต้การดูแลของทางการไทยเป็นระยะเวลาหนึ่งจนกว่าจะมีการประสานงานต่อไป

ชาวต่างชาติอพยพเข้าไทย

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

ภาคประชาชนแนะเก็บข้อมูล

จากกรณีดังกล่าว จารุวัฒน์ จากมูลนิธิอิมมานูเอลซึ่งติดตามการช่วยเหลือแรงงานจากเครือข่ายอาชญากรรมทางเทคโนโลยีระบุว่า มาตรการที่อาจทำให้ประเทศไทยได้เปรียบจากสถานการณ์นี้คือการจัดเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ รวมถึง ชื่อ-สกุล สัญชาติ ประวัติการเดินทางเข้าออก วิธีการถูกหลอก และชื่อนายหน้า

"การมีฐานข้อมูลเช่นนี้จะช่วยให้สามารถระบุได้ว่าใครเคยถูกหลอกซ้ำ หรือเป็นผู้มีพฤติกรรมต้องสงสัยซ้ำซาก ซึ่งสามารถใช้เป็นหลักฐานในการดำเนินคดี และขยายผลไปถึงเครือข่ายนายหน้าหรือผู้ควบคุมเบื้องหลัง"

เขาเสนอว่าข้อมูลดังกล่าวต้องถูกรวบรวมไว้เป็นฐานข้อมูลกลาง เพื่อให้หน่วยงานรัฐ เช่น DSI หรือกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ ใช้ในการติดตาม ตรวจสอบ และดำเนินคดีต่อไป

"ถ้าไม่มีการเก็บข้อมูลแบบนี้ เราจะไม่รู้เลยว่าต้นตอคือใคร แล้วมันมายังไง" เขากล่าวว่ายังสามารถใช้ข้อมูลเหล่านี้ในการสื่อสารกับนานาชาติ เพื่อแสดงให้เห็นถึงขนาดของปัญหา และขอความร่วมมือในการจัดการกับประเทศต้นทางหรือประเทศที่ปล่อยให้มีการตั้งฐานหลอกลวง เช่นเดียวกับกรณีในกัมพูชา