มารู้จัก "ตระกูลหมิง" ผู้อยู่เบื้องหลังศูนย์สแกมเมอร์ในเมียนมา ที่ล่าสุดจีนตัดสินประหารชีวิต 11 ราย

นักโทษชาวจีนสวมเสื้อแขนยาวสีเข้มและกางเกงขายาวยืนเรียงรายในคอกจำเลยในห้องพิจารณาคดีของจีน โดยมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยในเครื่องแบบยืนเคียงข้าง

ที่มาของภาพ, CCTV

คำบรรยายภาพ, ศาลในจีนตัดสินคดีของสมาชิกตระกูลหมิงรวม 39 คน เมื่อวันจันทร์ (29 ก.ย.) ที่ผ่านมา
    • Author, โจนาธาน เฮด
    • Role, ผู้สื่อข่าวประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
    • Author, เทสซา หว่อง
    • Role, ผู้สื่อข่าวดิจิทัลภูมิภาคเอเชีย บีบีซีนิวส์

สื่อจีนรายงานว่า ศาลจีนตัดสินประหารชีวิตสมาชิกตระกูลหมิงที่ฉาวโฉ่ 11 ราย ที่ดำเนินการธุรกิจสแกมเมอร์ในเมียนมา โดยสมาชิกตระกูลหมิงหลายสิบคนถูกตัดสินว่า มีความผิดจากการก่ออาชญากรรม โดยหลายคนได้รับโทษหนักถึงจำคุกตลอดชีวิต

ตระกูลหมิงทำงานให้กับหนึ่งในสี่ตระกูลที่ควบคุมเมืองเล้าก์ก่าย เมืองเล็ก ๆ ใกล้ชายแดนจีน และเปลี่ยนที่นั่นให้กลายเป็นศูนย์กลางของการพนัน ยาเสพติด และศูนย์คอลเซ็นเตอร์ของแก๊งสแกมเมอร์

นี่เป็นผลจากการที่เมียนมาได้เข้าปราบปรามจับกุมสมาชิกของตระกูลเหล่านี้หลายรายในปี 2023 และส่งตัวพวกเขาให้กับทางการจีน

สมาชิกตระกูลหมิงรวม 39 คน ถูกตัดสินจำคุกเมื่อวันจันทร์ (29 ก.ย.) ที่ผ่านมา ณ เมืองเหวินโจว ที่ตั้งอยู่ทางตะวันออกของจีน ตามรายงานของสถานีโทรทัศน์ซีซีทีวีของทางการจีน

นอกจากสมาชิก 11 คนที่ได้รับโทษประหารชีวิตแล้ว ยังมีสมาชิกอีก 5 คนที่ได้รับโทษประหารชีวิตโดยรอลงอาญา 2 ปี โดยมีอีก 11 คนถูกจำคุกตลอดชีวิต และสมาชิกที่เหลือได้รับโทษจำคุกตั้งแต่ 5 ถึง 24 ปี

ศาลพบว่าตั้งแต่ปี 2015 ตระกูลหมิงและกลุ่มอาชญากรอื่น ๆ ได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมทางอาญาต่าง ๆ รวมถึงการฉ้อโกงผ่านทางระบบโทรคมนาคม การดำเนินกิจการกาสิโนผิดกฎหมาย การค้ายาเสพติด และการค้าประเวณี นอกจากนี้ในการไต่สวนของศาลยังพบว่า ธุรกิจเกี่ยวข้องกับการพนันและการหลอกลวงของพวกเขาสร้างรายได้มากกว่า 1 หมื่นล้านหยวน (ราว 45,440 ล้านบาท)

ก่อนหน้านี้ มีผู้ประเมินว่า ธุรกิจกาสิโนของแต่ละครอบครัวทั้งสี่ทำเงินได้หลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐทุกปี

การไต่สวนของศาลยังพบด้วยว่า ตระกูลหมิงและกลุ่มอาชญากรอื่น ๆ ต้องมีส่วนรับผิดชอบต่อการเสียชีวิตของพนักงานในศูนย์สแกมเมอร์หลายราย รวมถึงการยิงพนักงานในเหตุการณ์หนึ่งเพื่อขัดขวางไม่ให้พวกเขาเดินทางกลับประเทศจีน

กาสิโนในเมืองเล้าก์ก่าย เดิมทีมีขึ้นเพื่อแสวงหาผลประโยชน์จากชาวจีนที่อยากเล่นการพนันแต่นั่นเป็นสิ่งผิดกฎหมายทั้งในประเทศจีน และประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียง ทว่า ธุรกิจกาสิโนในเมืองเล้าก์ก่าย กลับกลายมาเป็นฉากบังหน้าของการฟอกเงิน การค้ามนุษย์ และศูนย์กลางสแกมเมอร์

สถานที่แห่งนี้ถูกมองว่าเป็นเสมือนห้องเครื่องของสิ่งที่องค์การสหประชาชาติ เรียกว่าเป็น "ศูนย์แห่งการหลอกลวง" โดยมีชาวต่างชาติมากกว่า 100,000 ราย และจำนวนมากเป็นชาวจีน ที่ถูกลวงมาศูนย์สแกมเมอร์แห่งนี้ และถูกกักขัง บังคับให้ทำงานติดกันหลายชั่วโมงต่อวัน เพื่อดำเนินงานการหลอกลวงทางออนไลน์โดยมีเป้าหมายเป็นเหยื่อจากทั่วโลก

ตระกูลหมิงเคยเป็นหนึ่งในตระกูลที่ทรงอิทธิพลที่สุดโดยเฉพาะในรัฐฉาน ของเมียนมา และบริหารศูนย์สแกมเมอร์ในเมืองเล้าก์ก่าย ที่มีคนงานอย่างน้อย 10,000 คน แต่ศูนย์ที่ฉาวโฉ่ที่สุดเป็นที่รู้จักกันในชื่อ Crouching Tiger Villa (อาจแปลเป็นไทยได้ว่า "คฤหาสน์เสือหมอบ") ซึ่งเป็นสถานที่ที่คนงานถูกทุบตีและทรมานเป็นประจำ

สองปีให้หลังพันธมิตรกลุ่มต่อต้านรัฐประหารเมียนมา ได้เปิดปฏิบัติการที่สามารถขับไล่กองทัพเมียนมา ออกมาพื้นที่ส่วนใหญ่ของรัฐฉาน และควบคุมพื้นที่เล้าก์ก่ายไว้ได้ ทางการจีน ซึ่งมีอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญต่อกลุ่มพันธมิตรเหล่านี้ ถูกคาดเดาว่าได้อนุญาตให้เกิดการต่อต้านกองทัพเมียนมา

ทั้งนี้ มีการรายงานด้วยว่า หมิง เสวี่ยชาง (Ming Xuechang) หัวหน้าครอบครัว ได้จบชีวิตตนเอง ส่วนสมาชิกครอบครัวรายอื่นถูกส่งตัวให้กับทางการจีน และสมาชิกบางรายก็ได้ให้การสารภาพผิด

ขณะที่แรงงานอีกหลายพันรายที่ทำงานในศูนย์สแกมเมอร์นี้ก็ถูกส่งตัวให้ตำรวจจีน

ด้วยการตัดสินคดีลงโทษหนักเช่นนี้ คือการส่งสัญญาณจากทางการจีน ว่าประเทศจะจัดการอย่างเด็ดขาดต่อธุรกิจมิจฉาชีพที่อยู่ตามแนวชายแดน แรงกดดันจากทางการจีน ยังทำให้ประเทศไทย จัดการกับแก๊งมิจฉาชีพที่อยู่บริเวณชายแดนไทย-เมียนมา อีกด้วยเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา

แม้จะมีการปราบปราบอย่างเข้มงวด แต่ธุรกิจเหล่านี้ก็ได้มีการปรับตัว โดยส่วนใหญ่ปฏิบัติการอยู่ในประเทศกัมพูชา แต่ก็ยังมีอยู่อย่างแพร่หลายมากในเมียนมาด้วยเช่นกัน